ความเดิมตอนที่แล้ว
ตอนที่ 1 เหนื่อยหัวใจ
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=baansaymai&month=05-2013&date=06&group=4&gblog=1
ตอนที่ 2 กลับมาได้ไหม
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=baansaymai&month=05-2013&date=06&group=4&gblog=2
รอบนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากเพลงของพี่ปานค่ะ
เพลงนี้เลย เบอร์นี้ไม่มีคนของเธอ

................................................................................................................

ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด เสียงริงโทนจากโทรศัพท์ของวินกรีดร้องตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า มันดังสม่ำเสมอแบบนี้มาร่วมเดือนแล้ว ไม่ใช่พ่อแม่ของวิน แต่เป็นเบอร์ของผู้หญิงคนหนึ่งที่ฉันไม่เคยเห็นหน้า หรือแม้แต่ได้ยินเสียง ผู้หญิงทิ่วินเล่าให้ฟังว่าเป็นรุ่นพี่ที่ทำงานเดียวกัน แต่ต่างแผนกกัน เธอแก่กว่าวินห้าปีเห็นจะได้
หลังตัดสินใจกลับมาร่วมสร้างครอบครัวกับวินอีกครั้ง ความรักของเราก็ราบรื่นดี ไม่นับรวมปัญหาทางบ้านของวินที่มีอยู่บ้างประปราย แต่ฉันไม่อยากพูดถึงเรื่องนั้น เรื่องผู้หญิงที่วินรับโทรศัพท์แล้วเดินออกไปคุยหน้าบ้านนั่นสำคัญมากกว่าหลายเท่านัก ความรักของสองเรากำลังจะไม่ราบรื่นอีกครั้งแล้วสินะ
ฉันมองวินหัวเราะกับโทรศัพท์แล้วร้าวลึกๆ ในอก คำบอกเล่าของวินยังกังวานอยู่ในหัว สามสี่วันแรกที่วินคุยโทรศัพท์กับผู้หญิงคนนั้นอย่างต่อเนื่อง ฉันถามเขาเพราะอยากรู้ เขาคุยกับใคร และคุยเรื่องอะไรกัน
‘พี่ที่ทำงานน่ะ เขาโทรมาปรึกษาปัญหาชีวิต แฟนเขาค่อนข้างเจ้าชู้ แล้วพี่เขาสงสัยว่าแฟนเขากำลังมีกิ๊ก’
‘แล้วเกี่ยวอะไรกับวินล่ะ วินจะช่วยอะไรพี่เขาได้’ ฉันไม่เข้าใจ ลำพังแค่ปัญหาครอบครัวของวินยังแก้ไม่ตกแล้ววินจะช่วยแก้ปัญหาครอบครัวคนอื่นได้ยังไง
‘ก็แค่ให้คำปรึกษาบ้าง ให้พี่เขาสบายใจ จะได้เลิกคิดมากเรื่องแฟนเขาสักที’
‘มันไม่ใช่หน้าที่ของวิน พี่เขาไม่มีคนอื่นให้ปรึกษาเลยรึไง เนไม่สบายใจเลยนะที่เขาโทรหาวินทุกวันแบบนี้’
‘คิดมากน่ะเน พี่เขามีสามีมีลูกแล้วนะ วินไม่ได้สนใจอะไรเขาหรอก คุยกันปรึกษากันแบบพี่น้องมากกว่า’
หลายครั้งที่ฉันพยายามเปิดใจคุยกับวิน แต่เขามักจบการสนทนาด้วยประโยคคลาสสิคที่ว่า ฉันคิดมากไม่เอง พี่คนนั้นไม่เคยคิดอะไรแค่หาเพื่อนปรับทุกข์ หนักๆ หน่อย วินก็กล่าวหาว่าฉันไม่ไว้ใจเขา
ยอมรับว่าที่ผ่านมาวินไม่เคยออกนอกลู่นอกทาง เขาไม่เคยมีปัญหาเรื่องผู้หญิงมากวนใจฉัน วินไม่ใช่คนเจ้าชู้ แต่ตอนนี้ ฉันเริ่มไม่มั่นใจในพฤติกรรมของเขาเสียแล้ว
“พี่เขาโทรมาอีกแล้วเหรอ” ฉันถามเมื่อวินเดินกลับเข้ามาในบ้าน วันนี้เป็นวันหยุด เราตื่นเช้าเพราะสายๆ ตั้งใจจะไปซื้อของที่ซุปเปอร์มาร์เก๊ต
“อืม” วินตอบแค่นั้นแล้วเดินเร็วเข้าครัว ไม่อยู่ให้ฉันซักอีกประเด็นที่อยากรู้ ‘โทรมาเรื่องอะไร’
ฉันมองโทรศัพท์ที่วินวางทิ้งเอาไว้ หยิบมันขึ้นมากดเช็กไล่ดูประวัติการโทรอย่างถือวิสาสะ ที่ผ่านมาฉันไม่เคยสนว่าวินจะติดต่อกับใครบ้าง แต่ครั้งนี้ ใจมันสั่งว่าไม่สนไม่ได้อีกแล้ว พฤติกรรมของผู้หญิงคนนั้น ไม่น่าไว้วางใจ
“นี่โทรหากันเช้ากลางวันเย็นเลยเหรอ มันอะไรนักหนาน่ะวิน” วินถือแก้วกาแฟเดินออกจากครัวฉันก็ถามเขาเสียงแข็งทีเดียว
“อะไรอีกล่ะเน นี่ไม่ไว้ใจวินถึงขั้นเช็กโทรศัพท์เลยเหรอ วินบอกหลายรอบแล้วนะว่าไม่มีอะไร” เขาทำเสียงขุ่น วางแก้วกาแฟที่ยังไม่ได้จิบลงบนโต๊ะหน้าโซฟา
“ไม่มีอะไรแน่เหรอวิน โทรหากันเกือบทุกวัน วันละหลายๆ รอบ นี่วินกำลังปิดบังอะไรเนอยู่รึเปล่า” ฉันกำโทรศัพท์เขา ตาวาวเอาเรื่องจ้องเขาไม่กะพริบ ปัญหาคาราคาซังนี้มันไม่จบ มันยืดเยื้อมาร่วมเดือน ฉันผิดเองที่ใจเย็น หลงเขื่อคำของวินและอยู่เงียบๆ อย่างไม่มีปัญหาอะไร เห็นโทรมาทุกเช้า ก็ไม่คิดว่าตลอดทั้งวันยังมีสายของผู้หญิงคนนั้นโทรเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทั้งพักกลางวัน หลังเลิกงาน และบางคืนที่วินอยู่ทำโอดึกดื่น ก็ยังมีเบอร์ของผู้หญิงคนนั้นโชว์หราในประวัติการโทร
“ปิดบังอะไรล่ะเน วินบอกเนหลายรอบแล้วนะว่าไม่ได้คิดอะไรกับพี่เขาจริงๆ ก็แค่ให้คำปรึกษา ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้นะเน”
“ปรึกษาอะไรนักวิน วินสนแค่ว่าพี่เขาจะเป็นจะตาย แต่วินไม่สนว่าเนจะรู้สึกยังไงใช่มั้ย”
“ไม่เอาน่าเน อย่าคิดมากนะ วินไม่ได้คิดอะไรกับพี่เขาจริงๆ วินไม่อยากให้เนคิดมากนะ” วินคว้ามือฉันไปกุมแน่น เขามองตาแดงก่ำที่คลอหน่วยไปด้วยน้ำตาของฉัน
“ไม่อยากให้เนคิดมากก็เลิกคุยกับเขาสิ ไม่ต้องรับโทรศัพท์เขาอีก”
“ก็ได้เน เพื่อความสบายใจของเนนะ” วินรับปากดิบดี เขายีผมฉันเล่น เอ่ยเย้าว่าฉันคิดมากราวว่าเรื่องที่ถกเถียงกันเมื่อครู่เป็นเรื่องตลก แต่สำหรับฉัน มันเป็นตลกร้ายที่ขำไม่ออกเลยจริงๆ
ฉันเดินเลือกของใช้ใกล้ครบตามรายการที่จดใส่กระดาษ ขาดอีกสองสามอย่างจำพวกเครื่องครัว วินเข็นรถเข็นอยู่ข้างๆ แวะหยิบนู้นดูนี่บ้างไปตามประสา สักพักเขาก็ทิ้งรถเข็นไว้ข้างๆ ชั้นสินค้า เดินไปเลือกกาแฟสำเร็จบนชั้นอีกฝั่ง เมื่อได้สินค้าครบตามรายการ วินก็เข็นรถไปรอคิวชำระเงิน
“เดี๋ยววินไปเข้าห้องน้ำก่อนนะ” เขาเดินไปแล้ว คงไม่รู้ตัวว่าฉันยังจ้องตามหลังเขาไปตาไม่กะพริบ ฉันจุกในอก ใจมันร้าวทันทีเมื่อเห็นว่าเขารับโทรศัพท์ คงไม่ใช่ใครที่ไหน เที่ยงๆ แบบนี้จะมีใคร ไม่พ้นผู้หญิงที่เคยต่อสายถึงเขาทุกวี่วัน
“ทำไมกินน้อยจังเน ไม่อร่อยเหรอ” วินเอาใจฉันเหมือนเดิม เขาสละลูกชิ้นในชามก๋วยเตี๋ยวให้ฉันอย่างไม่เสียดาย
ข้าวหมูอบคือของโปรดปรานที่ฉันไม่เคยเหลือคาจานเอาไว้ แต่วันนี้ผิดปกติ มันจุกในอกจนกลืนลำบาก ท้องก็ตื้อก็ตึงจนไม่อยากรับอะไรลงไปอีก
“ไหนบอกจะเลิกคุยกับเขา” ฉันเก็บความรู้สึกไม่เก่งเอาเสียเลย ไม่อยากทำตัวไร้เหตุผลแต่บางเรื่องมันก็สุดจะทนเหมือนกัน วินผิดสัญญา เขาสักแต่พูดแล้วไม่คิดจะทำ หรือทำไม่ได้ จะให้ฉันยิ้มระรื่นอยู่ได้ยังไง
“ก็เผื่อเขาจะมีธุระเรื่องงาน” ฟังคำของวินก็เหมือนแก้ตัว น้ำขุ่นคลักจนมองไม่เห็นอะไรแล้ว
“แต่นี่มันวันหยุดนะวิน” ฉันเริ่มขึ้นเสียง ไม่พอใจที่เขาไม่รักษาคำพูด สัญญาแต่เช้า พอบ่ายก็ลืมเสียสิ้น
“ไปคุยกันที่บ้านเถอะเน อายคนอื่นเขา” วินลุกขึ้น หิ้วถุงที่วางบนเก้าอี้ แล้วลากแขนฉัน พาออกจากศูนย์อาหารรวดเร็ว คงกลัวฉันจะวีนลั่นให้ได้อายคน ความอดทนฉันมีเยอะเหมือนกัน แต่ตอนนี้มันกำลังจะสะบั้นลง
เรื่องสั้นจากเพลง วิน & เน >>> เบอร์ (ไม่) สำคัญ
ตอนที่ 1 เหนื่อยหัวใจ
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=baansaymai&month=05-2013&date=06&group=4&gblog=1
ตอนที่ 2 กลับมาได้ไหม
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=baansaymai&month=05-2013&date=06&group=4&gblog=2
รอบนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากเพลงของพี่ปานค่ะ
เพลงนี้เลย เบอร์นี้ไม่มีคนของเธอ
................................................................................................................
ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด เสียงริงโทนจากโทรศัพท์ของวินกรีดร้องตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า มันดังสม่ำเสมอแบบนี้มาร่วมเดือนแล้ว ไม่ใช่พ่อแม่ของวิน แต่เป็นเบอร์ของผู้หญิงคนหนึ่งที่ฉันไม่เคยเห็นหน้า หรือแม้แต่ได้ยินเสียง ผู้หญิงทิ่วินเล่าให้ฟังว่าเป็นรุ่นพี่ที่ทำงานเดียวกัน แต่ต่างแผนกกัน เธอแก่กว่าวินห้าปีเห็นจะได้
หลังตัดสินใจกลับมาร่วมสร้างครอบครัวกับวินอีกครั้ง ความรักของเราก็ราบรื่นดี ไม่นับรวมปัญหาทางบ้านของวินที่มีอยู่บ้างประปราย แต่ฉันไม่อยากพูดถึงเรื่องนั้น เรื่องผู้หญิงที่วินรับโทรศัพท์แล้วเดินออกไปคุยหน้าบ้านนั่นสำคัญมากกว่าหลายเท่านัก ความรักของสองเรากำลังจะไม่ราบรื่นอีกครั้งแล้วสินะ
ฉันมองวินหัวเราะกับโทรศัพท์แล้วร้าวลึกๆ ในอก คำบอกเล่าของวินยังกังวานอยู่ในหัว สามสี่วันแรกที่วินคุยโทรศัพท์กับผู้หญิงคนนั้นอย่างต่อเนื่อง ฉันถามเขาเพราะอยากรู้ เขาคุยกับใคร และคุยเรื่องอะไรกัน
‘พี่ที่ทำงานน่ะ เขาโทรมาปรึกษาปัญหาชีวิต แฟนเขาค่อนข้างเจ้าชู้ แล้วพี่เขาสงสัยว่าแฟนเขากำลังมีกิ๊ก’
‘แล้วเกี่ยวอะไรกับวินล่ะ วินจะช่วยอะไรพี่เขาได้’ ฉันไม่เข้าใจ ลำพังแค่ปัญหาครอบครัวของวินยังแก้ไม่ตกแล้ววินจะช่วยแก้ปัญหาครอบครัวคนอื่นได้ยังไง
‘ก็แค่ให้คำปรึกษาบ้าง ให้พี่เขาสบายใจ จะได้เลิกคิดมากเรื่องแฟนเขาสักที’
‘มันไม่ใช่หน้าที่ของวิน พี่เขาไม่มีคนอื่นให้ปรึกษาเลยรึไง เนไม่สบายใจเลยนะที่เขาโทรหาวินทุกวันแบบนี้’
‘คิดมากน่ะเน พี่เขามีสามีมีลูกแล้วนะ วินไม่ได้สนใจอะไรเขาหรอก คุยกันปรึกษากันแบบพี่น้องมากกว่า’
หลายครั้งที่ฉันพยายามเปิดใจคุยกับวิน แต่เขามักจบการสนทนาด้วยประโยคคลาสสิคที่ว่า ฉันคิดมากไม่เอง พี่คนนั้นไม่เคยคิดอะไรแค่หาเพื่อนปรับทุกข์ หนักๆ หน่อย วินก็กล่าวหาว่าฉันไม่ไว้ใจเขา
ยอมรับว่าที่ผ่านมาวินไม่เคยออกนอกลู่นอกทาง เขาไม่เคยมีปัญหาเรื่องผู้หญิงมากวนใจฉัน วินไม่ใช่คนเจ้าชู้ แต่ตอนนี้ ฉันเริ่มไม่มั่นใจในพฤติกรรมของเขาเสียแล้ว
“พี่เขาโทรมาอีกแล้วเหรอ” ฉันถามเมื่อวินเดินกลับเข้ามาในบ้าน วันนี้เป็นวันหยุด เราตื่นเช้าเพราะสายๆ ตั้งใจจะไปซื้อของที่ซุปเปอร์มาร์เก๊ต
“อืม” วินตอบแค่นั้นแล้วเดินเร็วเข้าครัว ไม่อยู่ให้ฉันซักอีกประเด็นที่อยากรู้ ‘โทรมาเรื่องอะไร’
ฉันมองโทรศัพท์ที่วินวางทิ้งเอาไว้ หยิบมันขึ้นมากดเช็กไล่ดูประวัติการโทรอย่างถือวิสาสะ ที่ผ่านมาฉันไม่เคยสนว่าวินจะติดต่อกับใครบ้าง แต่ครั้งนี้ ใจมันสั่งว่าไม่สนไม่ได้อีกแล้ว พฤติกรรมของผู้หญิงคนนั้น ไม่น่าไว้วางใจ
“นี่โทรหากันเช้ากลางวันเย็นเลยเหรอ มันอะไรนักหนาน่ะวิน” วินถือแก้วกาแฟเดินออกจากครัวฉันก็ถามเขาเสียงแข็งทีเดียว
“อะไรอีกล่ะเน นี่ไม่ไว้ใจวินถึงขั้นเช็กโทรศัพท์เลยเหรอ วินบอกหลายรอบแล้วนะว่าไม่มีอะไร” เขาทำเสียงขุ่น วางแก้วกาแฟที่ยังไม่ได้จิบลงบนโต๊ะหน้าโซฟา
“ไม่มีอะไรแน่เหรอวิน โทรหากันเกือบทุกวัน วันละหลายๆ รอบ นี่วินกำลังปิดบังอะไรเนอยู่รึเปล่า” ฉันกำโทรศัพท์เขา ตาวาวเอาเรื่องจ้องเขาไม่กะพริบ ปัญหาคาราคาซังนี้มันไม่จบ มันยืดเยื้อมาร่วมเดือน ฉันผิดเองที่ใจเย็น หลงเขื่อคำของวินและอยู่เงียบๆ อย่างไม่มีปัญหาอะไร เห็นโทรมาทุกเช้า ก็ไม่คิดว่าตลอดทั้งวันยังมีสายของผู้หญิงคนนั้นโทรเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทั้งพักกลางวัน หลังเลิกงาน และบางคืนที่วินอยู่ทำโอดึกดื่น ก็ยังมีเบอร์ของผู้หญิงคนนั้นโชว์หราในประวัติการโทร
“ปิดบังอะไรล่ะเน วินบอกเนหลายรอบแล้วนะว่าไม่ได้คิดอะไรกับพี่เขาจริงๆ ก็แค่ให้คำปรึกษา ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้นะเน”
“ปรึกษาอะไรนักวิน วินสนแค่ว่าพี่เขาจะเป็นจะตาย แต่วินไม่สนว่าเนจะรู้สึกยังไงใช่มั้ย”
“ไม่เอาน่าเน อย่าคิดมากนะ วินไม่ได้คิดอะไรกับพี่เขาจริงๆ วินไม่อยากให้เนคิดมากนะ” วินคว้ามือฉันไปกุมแน่น เขามองตาแดงก่ำที่คลอหน่วยไปด้วยน้ำตาของฉัน
“ไม่อยากให้เนคิดมากก็เลิกคุยกับเขาสิ ไม่ต้องรับโทรศัพท์เขาอีก”
“ก็ได้เน เพื่อความสบายใจของเนนะ” วินรับปากดิบดี เขายีผมฉันเล่น เอ่ยเย้าว่าฉันคิดมากราวว่าเรื่องที่ถกเถียงกันเมื่อครู่เป็นเรื่องตลก แต่สำหรับฉัน มันเป็นตลกร้ายที่ขำไม่ออกเลยจริงๆ
ฉันเดินเลือกของใช้ใกล้ครบตามรายการที่จดใส่กระดาษ ขาดอีกสองสามอย่างจำพวกเครื่องครัว วินเข็นรถเข็นอยู่ข้างๆ แวะหยิบนู้นดูนี่บ้างไปตามประสา สักพักเขาก็ทิ้งรถเข็นไว้ข้างๆ ชั้นสินค้า เดินไปเลือกกาแฟสำเร็จบนชั้นอีกฝั่ง เมื่อได้สินค้าครบตามรายการ วินก็เข็นรถไปรอคิวชำระเงิน
“เดี๋ยววินไปเข้าห้องน้ำก่อนนะ” เขาเดินไปแล้ว คงไม่รู้ตัวว่าฉันยังจ้องตามหลังเขาไปตาไม่กะพริบ ฉันจุกในอก ใจมันร้าวทันทีเมื่อเห็นว่าเขารับโทรศัพท์ คงไม่ใช่ใครที่ไหน เที่ยงๆ แบบนี้จะมีใคร ไม่พ้นผู้หญิงที่เคยต่อสายถึงเขาทุกวี่วัน
“ทำไมกินน้อยจังเน ไม่อร่อยเหรอ” วินเอาใจฉันเหมือนเดิม เขาสละลูกชิ้นในชามก๋วยเตี๋ยวให้ฉันอย่างไม่เสียดาย
ข้าวหมูอบคือของโปรดปรานที่ฉันไม่เคยเหลือคาจานเอาไว้ แต่วันนี้ผิดปกติ มันจุกในอกจนกลืนลำบาก ท้องก็ตื้อก็ตึงจนไม่อยากรับอะไรลงไปอีก
“ไหนบอกจะเลิกคุยกับเขา” ฉันเก็บความรู้สึกไม่เก่งเอาเสียเลย ไม่อยากทำตัวไร้เหตุผลแต่บางเรื่องมันก็สุดจะทนเหมือนกัน วินผิดสัญญา เขาสักแต่พูดแล้วไม่คิดจะทำ หรือทำไม่ได้ จะให้ฉันยิ้มระรื่นอยู่ได้ยังไง
“ก็เผื่อเขาจะมีธุระเรื่องงาน” ฟังคำของวินก็เหมือนแก้ตัว น้ำขุ่นคลักจนมองไม่เห็นอะไรแล้ว
“แต่นี่มันวันหยุดนะวิน” ฉันเริ่มขึ้นเสียง ไม่พอใจที่เขาไม่รักษาคำพูด สัญญาแต่เช้า พอบ่ายก็ลืมเสียสิ้น
“ไปคุยกันที่บ้านเถอะเน อายคนอื่นเขา” วินลุกขึ้น หิ้วถุงที่วางบนเก้าอี้ แล้วลากแขนฉัน พาออกจากศูนย์อาหารรวดเร็ว คงกลัวฉันจะวีนลั่นให้ได้อายคน ความอดทนฉันมีเยอะเหมือนกัน แต่ตอนนี้มันกำลังจะสะบั้นลง