นิทานชาวสวน ๕ ก.ค.๕๖

กระทู้สนทนา
นิทานชาวสวน

สมเด็จโต

พ.สมานคุรุกรรม

จึงท่านพระโหราธิบดี พระวิเชียร และเสมียนตราด้วง ได้พิจารณาเห็นกิริยาท่าทาง และจรรยาอาการสติปัญญาอย่างเยี่ยม แปลกกว่าที่เคยเห็นมาแต่ก่อน ทั้งมีรัดประคตหนามขนุนคาดด้วย จะทักถามและพยากรณ์เองก็ใช่เหตุ จึงปรึกษาตกลงพร้อมกันว่าควรจะนำเข้าถวายตัวแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร ให้ได้ทรงทอดพระเนตร อนึ่งพระองค์ท่านก็ทรงโปรดพระและเณรที่ร่ำเรียนรู้ในธรรมทั้ง ๒ คือ คันถธุระ วิปัสสนาธุระ บางทีพ่อเณรมีวาสนาดี ก็อาจจะเป็นพระหลวงก็ได้ ครั้นท่านขุนนางทั้งสามปฤกษาตกลงเห็นพร้อมใจกันแล้ว จึงแนะนำสามเณรโตให้รู้ตัวว่า จะนำเข้าเฝ้า สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร ในวันเดือนห้า ขึ้นค่ำ ศกนี้เป็นแน่ ฯ

ท่านขุนนางทั้งสามก็ได้มาที่วัดบางลำภูบน เรียนกับท่านอาจารย์แก้ว ว่าจะพาสามเณรโต ไปเฝ้า สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ ฯ พระอาจารย์แก้วก็อนุมัติตามใจ แล้วท่านก็เรียกสามเณรมาสั่งสอนขนบธรรมเนียมในการเข้าเฝ้าเจ้าใหญ่นายโตทุกประการ แล้วก็ให้สามเณรครองผ้าคาดรัดประคต ลงเรือแหวดสี่แจวไปกับท่านขุนนางทั้งสาม จนถึงท่าตำหนักแพ หน้าพระราชวังเดิม ฝั่งธนบุรีใต้วัดระฆัง แล้วขึ้นไปเฝ้ายังท้องพระโรงใหญ่ แลพระโหราธิบดีก็กราบทูลเสนอคุณสมบัติของสามเณร ให้ทรงทราบ

สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวง ฯ พระองค์นั้น ทอดพระเนตรเห็นสามเณรโต เปล่งปลั่งรังสี รัศมีกายออกงามมีราศี เหตุด้วยกำลังอำนาจศีลคุณ สมาธิคุณ ปัญญาคุณ หากอบรมสะสมกับผ้ากาสาวะพัตร์ และมีรัดประคตหนามขนุน อย่างของขุนนางนายตำรวจใหญ่ คาดเป็นบริขารมาด้วย ก็ทรงพระเกษมสันติ์โสมนัสยิ่งนัก

จึงเสด็จตรงเข้าจับมือสามเณรโต แล้วจูงให้มานั่งพระเก้าอี้เคียงพระองค์ แล้วทรงถามว่า

อายุเท่าไร ทูลว่า ฯ ขอถวายพระพรอายุได้ ๑๘ เต็มในเดือนนี้

ทรงถามว่าเกิดปีอะไร? ทูลว่า ฯ ขอถวายพระพรเกิดปีวอกอัฐศก ฯ

รับสั่งถามว่า บ้านเกิดอยู่ที่ไหน? ทูลว่า ฯ ขอถวายพระพรบ้านเดิมอยู่ใต้เมืองกำแพงเพชร แล้วย้ายลงมาตั้งบ้านอยู่เหนือเมืองพิจิตร

รับสั่งถามว่า ฯ โยมผู้ชายชื่ออะไร? ทูลว่า ฯ ขอถวายพระพรไม่รู้จัก

รับสั่งถามว่า ฯ โยมผู้หญิงชื่ออะไร? ทูลว่า ฯ ขอถวายพระพรชื่อยิ้มุด ฯ

รับสั่งถามว่า ทำไมโยมผู้หญิงไม่บอกตัวโยมผู้ชายให้เจ้ากูรู้จักบ้างหรือ?

ทูลว่า ฯ โยมผู้หญิงเพียงแต่กระซิบบอกว่า เจ้าของรัดประคตนี้เป็นเจ้าคุณแม่ทัพ ขอถวายพระพร ฯ

ครั้นได้ทรงฟังตระหนักพระหฤทัยแล้ว ทรงปราโมทย์เอ็นดูสามเณรยิ่งขึ้น จึงทรงทึกทักว่า แน่คุณโหราองค์นี้ฟ้าจะเอาเป็นพระโหรานำช้างเผือกมาถวาย จงเป็นเณรของฟ้าต่อไป ฟ้าจะเป็นผู้อุปถัมภ์บำรุงเอง แต่พระโหราต้องเป็นผู้ช่วยเลี้ยงช่วยสอนแทนฟ้า ทั้งพระวิเชียรและเสมียนตราด้วง ช่วยฟ้าบำรุงเณร เณรอย่าสึกเลย ไม่ต้องอนาทรอะไร ฟ้าขอบใจพระโหรามากทีเดียว แต่พระโหราอย่าทอดธุระทิ้งเณร ช่วยสอนต่างหูต่างตา ช่วยดูแลให้ดีด้วย และเห็นจะต้องย้ายเณรให้มาอยู่กับสมเด็จพระสังฆราช มี จะได้ใกล้ ๆ กับฟ้าให้อยู่วัดนิพพานนาราม จะดี ฯ

ครั้นรับสั่งแล้ว จึงทรงพระอักษรเป็นลายพระหัตถเลขา มอบสามเณรโตให้แก่สมเด็จพระสังฆราช(มี) ขุนนางทั้งสามก็กราบถวายบังคมลา พาสามเณรลงเรือแจวข้ามฟากมาขึ้นท่าวัดมหานิพพานนาราม ปัจจุบันนี้ก็คือวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์ เข้าถวายนมัสการและถวายพระราชหัตถเลขาแก่สมเด็จพระสังฆราช เมื่อทราบความแล้วจึงรับสั่งให้พระครูใบฎีกาไปหาตัวพระอาจารย์แก้ว วัดบางลำภูบนมาเฝ้า แล้วให้อ่านพระราชหัตถเลขานั้น พระอาจารย์แก้วทราบว่าพระยุพราชนิยมสามเณรก็มีความชื่นชม จึงถวายเณรให้อยู่วัดมหานิพพานนาราม ได้รับนิสสัยจากสมเด็จพระสังฆราชแต่วันนั้นมา

สามเณรโตนั้นก็อุตส่าห์ทำวัตรปฏิบัติ แก่สมเด็จพระสังฆราชเจ้า และเรียนคัมภีร์พระปริยัติธรรม กับพระอาจารย์เสม อีกองค์หนึ่งด้วย จนชำนิชำนาญดี จนเวลาล่วงมาอีกสามปี สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร ทรงพระคำนวณปีเกิดของสามเณรโต เป็นกำหนดครบ ๒๑ ปีบริบูรณ์ จึงรับสั่งให้พระโหราธิบดี เป็นผู้แทนพระองค์ นำสามเณรไปบวชที่วัดตะไกร เมืองพิษณุโลก อาราธนาสมเด็จพระวันรัตวัดระฆัง ไปเป็นอุปัชฌาย์ และนิมนต์พระอาจารย์แก้ว เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ท่านอธิการวัดตะไกร เป็นอนุสาวนาจารย์ และให้เจ้าเมืองพิษณุโลก เจ้าเมืองกำแพงเพชร เจ้าเมืองพิจิตร เจ้าเมืองพิชัย และเจ้าเมืองไชยนาทบุรี มาช่วยดูแลจัดงานให้เรียบร้อยในกลางเดือนหกนี้

งานอุปสมบทสามเณรโตเป็นพระภิกษุ ก็สำเร็จเรียบร้อยลง ในเวลา ๗ นาฬิกาเช้าวันพุธ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนหก ปีมะเส็ง นพศก นั้นเอง แล้วกลับมาอยู่ที่วัดมหานิพพานนารามตามเดิม

ครั้นเข้าพรรษาปีนั้น พระภิกษุโตจึงได้ข้ามไปเรียนคัมภีร์กับสมเด็จพระวันรัตเสมอมา ก็มีความรู้กว้างขวาง แตกฉานลึกซึ้งในธรรมวินัยไตรปิฎกไม่ติดขัด ทั้งท่านก็ปฏิบัติตรงต่อพระธรรมวินัย มีความเคารพยำเกรงต่อผู้ใหญ่ ปฏิบัตินอบน้อมยอมตนให้สม่ำเสมอมา จึงเป็นเหตุให้อำมาตย์ราชเสมา คฤหบดี คฤหปตานี และประชาชนเลื่อมใสศรัทธามากมาย

และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร ก็ถวายองค์เป็นอุปัฏฐาก และท่านก็รุ่งเรืองในกรุงเทพ ฯ แต่นั้นมา

ครั้นพระภิกษุโตมีพรรษาได้ ๑๐ เป็นปีที่สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร ได้รับพระราชทานพระบวรราชอิศรศักดิ์สูงขึ้น เมื่อเสด็จอุปราชาภิเศกแล้ว พระภิกษุโตได้เข้าเฝ้าถวายพระพรชัยมงคล จึงได้ทรงโปรดพระราชทานเรือพระที่นั่งกราบเป็นเรือสี ถวายแก่พระภิกษุโต โปรดรับสั่งว่า เอาไว้สำหรับไปเทศน์โปรดญาติโยม ทั้งยังทรงตั้งให้เป็น มหาโต แต่นั้นมาทุกคนจึงเรียกท่านมหาโตทั้งแผ่นดิน


จากหนังสืออนุสรณ์ งานพระราชทานเพลิงศพ อาจารย์ เทพ สาริกบุตร ท่าน มหาอำมาตย์ตรี พระยาทิพโกษา (สอน โลหะนันท์)ได้เรียบเรียงถึงอภินิหารของสามเณรโตไว้ว่า

เมื่อสามเณรโตอายุได้ ๑๕ ปี บวชเป็นเณรได้ ๓ พรรษา ได้เล่าเรียนคัมภีร์มูละกัจจายนะปกรณ์จบแล้ว อยากจะเรียนคัมภีร์พระปริยัติเป็นกำลัง พระครูผู้เป็นอุปัชฌาย์ จึงแนะนำให้ไปเรียนกับท่านพระครูจังหวัด วัดเมือง ไชยนาทบุรี สามเณรโตก็มาบอกกับตาผลและยิ้มุด ให้พาไปหาพระครูที่เมืองไชยนาทบุรี

ครั้นได้เวลารุ่งเช้าสามเณรโตเข้าไปฉันที่บ้าน ครั้นฉันเช้าแล้วก็ออกเรือแจวออกไปทางแม่น้ำ ไชยนาทบุรี ครั้นคนแจวเรือ แจวเรือเป็ดมาสุดระยะทาง ๒ คืนก็ถึงท่าเรือวัด เมืองไชยนาทบุรี จึงได้จอดเรือเข้าที่ท่าในเวลากลางดึก คนแจวเรือเรียบร้อยแล้วจึงอาบน้ำดำเกล้าแล้วนอนพักในเรือทั้ง ๓ คน

ครั้นเวลารุ่งสว่างแล้ว จรเข้ใหญ่ในน่านน้ำหน้าท่านั้น ก็ยิ้มตัวมาตรงหัวเรือเป็ดของตาผลนั้น คนบนตลิ่ง ๓ คนแม่ลูก และผู้หญิงผู้ใหญ่ ลงอาบน้ำหน้าบันไดบ้านแต่เช้า ครั้นเห็นจรเข้ขึ้นจะคาบคนนอนหลับที่หัวเรือใหญ่ จึงพากันตกใจกลัวแล้วร้องบอกกล่าวกันโวยวายขึ้น คนแจวที่ ๒ นอนถัดเข้ามา ได้ยินเสียงคนบนบ้านเรือนนั้นร้องเอะอะโวยวาย จึงตกใจตื่นขึ้น เห็นจรเข้ขึ้นตรงหัวเรือ จึงลุกขึ้นยงโย่ จับบั้นเอวคนนอนหลับหัวเรือ เพื่อจะให้พ้นปากจรเข้ ส่วนคนแจวเรือคนที่ ๓ ก็ตื่นขึ้นนั่งไขว่ห้าง หัวเราะคนบนบ้านที่กำลังหนีจรเข้ ขึ้นบันไดผ้าผ่อนหลุดลุ่ยล่อนจ้อน ลูกเด็กหญิงเหนี่ยวขาแม่ นางแม่เหนี่ยวขายาย ยายผ้าลุ่ยหมดก้าวขาต่อไปก็ก้าวไม่ออก ตาผลอยู่ในเรือก็โผล่ออกมายืนดูอยู่หน้าอุดเรือเฉย จะว่าอย่างไรก็ไม่ว่า

ฝ่ายสามเณรโตก็ลุกขึ้นนั่งภาวนาอยู่ในประทุนเรือ จรเข้ขึ้นมาแล้วก็อ้าปากไม่ออก จมไม่ลง และไม่ว่ายมาฟาดหางทั้งนั้น ดูอาการอ่อนมาก คนบนบ้านก็งง คนในเรือก็งันอยู่ท่าเดียว

ในสมัยรัชกาลที่ ๔ ขึ้นครองราชย์ พระญาณโพธินำมหาโตเข้าเฝ้า ณ พระที่นั่งอัมรินทร์ ท่ามกลางขุนนาง ข้าราชการ จึงมีพระราชดำรัสว่า

เป็นสมัยของฉันปกครองแผ่นดิน ท่านต้องช่วยฉันพยุงพระบวรพุทธศาสนาด้วยกัน

แล้วมีพระบรมราชโองการให้กรมสังฆการี วางฎีกาตั้งพระราชาคณะตามธรรมเนียม พระมหาโตก็เข้าไปตามฎีกานิมนต์ จึงทรงถวายสัญญาบัตรตาลปัตรแฉกหักทองขวาง ด้ามงา เป็นพระราชาคณะที่ พระธรรมกิติ เจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม

ท่านก็กลับมาวัดมหาธาตุ ลาพระสงฆ์ทั้งปวงลงเรือกราบสีที่ได้รับพระราชทานมาแต่พระพุทธเลิศหล้า ข้ามไปกับเด็กช้างผู้เป็นหลาน ท่านถือบาตรผ้าไตรและบริขาร ไปบอกพระวัดระฆังว่า

เจ้าชีวิตทรงตั้งฉันเป็นที่พระธรรมกิติ มาเฝ้าวัดระฆังวันนี้จ้ะ เปิดประตูโบสถ์รับฉันเถอะจ้ะ ฉันจะต้องเข้าจำวัดเฝ้าโบสถ์ จะเฝ้าวัดตามพระราชโองการรับสั่งจ้ะ

ท่านแบกตาลปัตรพัดแฉก สะพายถุงย่ามสัญญาบัตรไปเก้ ๆ กัง ๆ พะรุงพะรัง พวกพระนึกขบขันจะช่วยท่านถือ เจ้าคุณธรรมกิติก็ไม่ยอม พระเลยสนุกตามมุงดูกันแน่น แห่กันเป็นพรวนเข้าไปแน่นโบสถ์ บางองค์จัดโน่นทำนี่ ต้มน้ำบ้าง ตักน้ำถวายบ้าง ตะบันหมากบ้าง กิตติศัพท์เกรียวกราวตลอดกรุง คนนั้นก็มาเยี่ยม คนนั้นก็มาดู เลื่อมใสในจรรยาบ้าง เลื่อมใสในยศศักดิ์บ้าง ท่าทำขบขันมากดูสนุกเป็นมหรสพโรงใหญ่ทีเดียว บางคนชอบหวย ก็เอาไปแทงหวย ขลังเข้าทุก ๆ วันคนก็ยิ่งเอาไปแทงหวย ถูกกันมากรายยิ่งขึ้น เลยไม่ขาดคนไปมาหาสู่บางคนว่าท่านบ้า ท่านก็ว่า

เมื่อขรัวโตบ้าพากันนิยมชมว่าขรัวโตเป็นคนดี ยามนี้ขรัวโตเป็นคนดี พูดกันบ่นอู้อี้ว่าขรัวโตบ้า

บางวันเขานิมนต์ไปเทศน์ เมื่อจบท่านก็บอกว่า เอวัง พังกุ้ย บ้าง บางวันก็บอกว่า เอวังกังสือ บางวันก็บอก เอวัง บ้วนกิม บางวันก็บอกว่า เอวัง หังหุน เล่ากันต่อ ๆ มาว่าท่านเทศน์ไม่เว้นแต่ละวัน

ครั้งหนึ่งได้ถูกนิมนต์เทศน์หน้าที่นั่ง พอเข้าไปถึงพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็เสด็จออก จึงปราศรัยสัพยอก

ว่าไงเจ้าคุณ เขาพากันชมว่าเทศน์ดีนักนี่ วันนี้ต้องลองดู

พระธรรมกิติ (โต) ถวายพระพรว่า

ผู้ที่ไม่มีความรู้เหตุผลในธรรม ครั้นเขาฟังรู้เขาก็ชมว่าดีถวายพระพร

พระองค์ทรงพระสรวล แล้วทรงถามว่า

ได้ยินข่าวเขาว่า เจ้าคุณบอกหวยเขาถูกกันจริงหรือ

ทูลว่า ถวายพระพร อาตมาภาพจะขอแถลงแจ้งคำให้การแก้พระราชกระทู้โดยสัจจ์ว่ าตั้งแต่อาตมาภาพได้อุปสมบทมา ไม่เคยออกวาจาว่าหวยจะออก ด กวางเหมง ตรง ๆ เหมือนดังบอก ด กวางเหมง แด่สมเด็จพระบพิตรพระราชสมภารเจ้า อย่างวันนี้ ไม่ได้เคยบอกแก่ใครเลย

ในครั้งนั้น พระธรรมกิติตั้งคัมภีร์บอกศักราชต่อจนจบ ถวายพระพรแล้วเดินคาถา จุณณียบท อันมีมาในพรหมณสังยุตตนิกาย ปาฏิกวรรค แปลถวายว่า

ยังมีพราหมณ์ผู้หนึ่ง แกนั่งคิดว่า กูจะเข้าไปหาพระสมณโคดม แล้วก็จะถามปัญหากับสมณโคดมดูสักหน่อย พราหมณ์ผู้นั้นคิดฉะนี้แล้ว แกจึงลงอาบน้ำ ดำเกล้าในห้วยแล้ว แกผลัดผ้านุ่งแล้ว แกออกจากบ้านแก แกตั้งหน้าตรงไปพระเชตวนมหาวิหาร ถึงแล้วแกจึงตั้งข้อถามขึ้นต้น แกเรียกกระตุกให้รู้ตัวขึ้นก่อนว่า โภ โคตม นี่แน่ะ พระโดม ฯ

ครั้นท่านว่ามาถึงคำว่า นี่แน่ะพระโคดม เท่านี้แล้วก็กล่าวว่า

คำถามของพราหมณ์ และคำเฉลยของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น มีอยู่ประการใด สมเด็จพระบรมบพิตรเจ้า ได้ทรงตรวจตราตริตรองแล้ว ก็ได้ทรงทราบแล้วทุกประการ

ดังรับประทานวิสัชนามาก็สมควรแก่เวลาแต่เพียงนี้ เอวัง ก็มีด้วยประการดังนี้ ขอถวายพระพร

พอยถาสัพพีแล้ว ก็ทรงพระสรวลตบพระหัตถ์ว่าเทศน์เก่งจริง



วางเมื่อ ๕ ก.ค.๕๖ เวลา๐๘.๐๐
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่