ตอนนี้ใครที่เล่นโลกไซเบอร์อย่างเฟสบุค คงได้ทราบกระแสข่าวการรุ่นน้องไม่เคารพรุ่นพี่ในแฟนเพจผู้ปลดปล่อยและจ่าดราม่า ก็จุดกระแสการรับน้องขึ้นมาอีกครั้ง มีทั้งผู้เห็นด้วยกับการกบฎครั้งนี่ของรุ่นน้อง และผู้ไม่เห็นด้วยว่านี่คือประเพณีที่ทำกันมานาน คนนอกที่ไม่เคยผ่านระบบนี้ไม่มีวันเข้าใจ?...วันนี้เราขอนำบทความจากคุณจอห์น วิญญู ที่ได้เขียนวิเคราะห์เกี่ยวกับการรับน้องในนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ปีที่แล้วมาลงให้อ่านวิเคราะห์ในมุมมองของคุณจอห์นกันว่า พิธีกรและนักเขียนอารมณ์ดีสไตล์เมพๆ ที่มีสไตล์จิกกันเหตุการณ์บ้านเมืองได้อย่างฮาและเข้าใจนั้น คิดเห็นกับเรื่องการรับน้องอย่างไร (เครดิต จากหนังสือ กระชาก ต่อม งึด)
Meritocracy และเรื่องของการ ‘รับน้อง’

จากการได้ยินได้ฟังได้อ่านเหตุผล ความเป็นมา ข้อโต้เถียง ยันไปถึงการทะเลาะวิวาท ด่าทอกันแบบอีโมสุดเหวี่ยงในเรื่องการรับน้อง สิทธิเสรีภาพ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การ ‘คิดได้เอง’ ความรัก ความสามัคคีในหมู่พวก เกียรติภูมิแห่งสถาบัน ตลอดจนสิทธิในการวิพากษ์วิจารณ์ระบบ (ว่าใครมีและไม่มีสิทธินั้น) จึงเกิดจินตนาการต่อเนื่องตามกันมามากมาย ทั้งคำถาม การค้นหาข้อมูล ตั้งสมมติฐาน จนได้ข้อสรุปที่ขัดแย้ง รวมถึงขยะทางความคิดอื่นๆ จำนวนมาก คิดวนเวียนไปมา เถียงกับตัวเอง คุยกับคนใกล้ชิด เรียกว่าถึงขั้นย้ำคิดย้ำทำ
ผมจึงขออนุญาติแสดงความเห็นกับเค้าบ้าง ถึงแม้จะเป็นความเสี่ยงอย่างยิ่งยวดกับการถูกเล่นงาน จิกหัวขึ้นมาตบ ตบแล้วจิก จิกแล้วตบ ตบเสร็จแล้วด่าพ่อ ไม่สาแก่ใจก็ลากแม่ พี่ น้อง และโครตเหง้าวงศ์ตระกูลออกมาด่าอีก ทั้งในโลกกายภาพและโลกเสมือน เรื่องนี้บางครั้งผมรู้สึกว่าอารมณ์มันพลุ่งพล่าน ยิ่งกว่าเรื่องกีฬาสีทางการเมืองซะอีก
แต่ก็เอาเถอะครับ ไหนๆ อะไรต่อมิอะไรเลยเถิดมาถึงขั้นนี้แล้ว ฮิ ฮิ
ประเพณีการรับน้องใหม่ในสถาบันการศึกษาต่างๆเป็นเรื่องที่ควรสานต่อและส่งเสริมหรือไม่?
จากการวิเคราะห์วนเวียนไปมาอยู่นาน ผมจึงได้ข้อสรุปกับตัวเองว่ากิจกรรมการรับน้องเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่งยวดในสังคมนี้ครับ
มันจำเป๊น จำเป็น โครตอภิมหาอมตะจำเป็นเลยครับพี่น้องครับ ถ้าไม่มีมัน สังคมเราคงล่มสลายชีวิตนี้คงพังทลายหาสรณะที่ไหนไม่ได้อีกแล้วแหละ กรั่ก กรั่ก
ที่มันจำเป็นก็เพราะในสังคมของเรานั้น การได้มาซึ่งความก้าวหน้า สถานะที่ดีกว่า/ดีขึ้น หรือการได้รับยกเว้นจากกฎเกณฑ์ ไม่ใช่สิ่งที่จะต้องได้มาด้วยความสมควรที่จะได้เสมอไป (by merit) แต่บ่อยครั้งได้มาเนื่องจากสิ่งอื่นที่สังคมให้ความสำคัญมากกว่า เช่น เป็นลูกเต้าเหล่าใคร เป็นเพื่อนของเพื่อนของเพื่อนของเพื่อนใคร เป็นพี่ของแมวใคร เป็นน้องหนูของใคร เป็นหลานใคร เป็นลูกน้องใคร อยู่รุ่นใครรุ่นไหน ยันไปจนถึงเป็น ‘เด็ก’ ใคร เค้าเรียกว่าสังคมนั้นไม่ได้มีความเป็น Meritocracy หรือสังคมที่การให้รางวัลต่อสมาชิกโดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของความสามารถ ความดีเด่นของผลงานหรือการกระทำที่น่ายกย่องสรรเสริญสมควรถือเอาเป็นแบบอย่าง ในสังคมลักษณะนี่ จึงทำให้กิจกรรมการรับน้องเป็นเรื่องที่ไม่มีไม่ได้ การรับน้องเป็นการรับสมาชิกใหม่เข้าสู่เผ่าหรือวงศ์ไพบูลย์เพราะหมู่คณะและคอนเน็กชั่นเป็นเรื่องที่อาจจะเรียกได้ว่ากำหนดความเป็นความตาย การอยู่รอด ความได้เปรียบทางเศรษฐกิจหรือการหน้าคว่ำคะมำ ไม่ได้ผุดไม่ได้เกิด โดนตอน ชีวิตพังในพริบตา หมู่คณะนี้จะมีความคิดความเชื่อสิ่งยึดเหนี่ยว และอุดมการณ์ พิธีกรรม แบบเดียวๆ กัน มีกลไกในการควบคุมให้คนในหมู่คิดและปฏิบัติสิ่งต่างๆ ไปในแนวทางเดียวกัน ฝ่ายหนึ่งจะเรียกวิ่งนี้ว่ากลไกการครอบงำ อีกฝ่ายหนึ่งจะเรียกมันว่าความสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน
หมู่คณะมีความสำคัญไปตลอดชีวิต และถ้าจะให้ดีที่สุด ควรส่งต่อหมู่คณะดังว่าต่อไปยังรุ่นลูก รุ่นหลาน ยิ่งนานยิ่งดี เพราะกำลังและธรรมเนียมปฏิบัติของหมู่พวกดังกล่าวจะแข็งแรง และเป็นที่ยอมรับมากขึ้นในสังคมวงกว้าง (ยึดอำนาจการปกครองได้ ไปจนกระทั่งเป็นนายกฯ ได้ โดยไม่ต้องมาจากการเลือกตั้ง)
ในสังคมที่เป็นแบบนี้การไม่มีสังกัด ไม่มีรุ่น ไม่มีเพื่อน ไม่มีรุ่นพี่รุ่นน้อง ไม่มีบล็อก ก็เท่ากับการเป็นหมาหัวเน่า
การเป็นหมาหัวเน่าเนี่ย...
มันทำให้บางคนกลัวหัวหดเลยนะครับ เห็นไหมครับ มันจำเป๊น จำเป็น หุ หุ
และในสังคมที่เป็นแบบนี้ สิทธิเสรีภาพและความคิดเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในแง่ของปัจเจก (Individualism) ไม่น่าจะได้รับการพิจารณาจากฝ่ายใดๆ มากนัก โดยเฉพาะฝ่ายที่ถูกกระทำ (ซึ่งก็โครตแปลก) อาจจะด้วยความต้องการเข้าร่วมในหมู่คณะนั้นๆ อย่างแรงกล้ามั้ง นอกจากนี้วิธีการจัดการกับความอับอาย การโดนดูถูก โดนกลั่นแกล้ง โดนตั้งสมญานาม อ้วน เตี้ย ดำ เหยิน สิว ม้า เหี่ยว ส้วม ขี้หมา ไข่แมว ที่ดีที่สุดในสถานการณ์ที่กฎหมู่อยู่เหนือทุกสิ่งก็คือหัวเราะไปกับมันซะ ตลกไปกับคำพูดหรือกิจกรรมเหล่านั้นเสีย คิดมากไม่ดี เพื่อนเค้าก็ทำกัน ทุกคนก็ดูตลก ปัญญาอ่อนเสมอหน้ากันหมด แล้วเราก็รักกัน สามัคคีกัน ปีหน้าก็ถึงตาเราได้ทำบ้าง โยเลฮือฮือ
ในสังคมที่คนได้รับการปลูกฝังกันมาแบบรุ่นต่อรุ่นว่า การจะได้มาซึ่งความสำเร็จ Who you know สำคัญกว่า What you can do และความจริงข้อนี้ก็ได้รับการพิสูจน์ซ้ำแล้วซ้ำอีก ซ้ำแล้วซ้ำอีกเช่นนี้ การที่คนรุ่นใหม่ที่ยังไม่มีทั้งพี่ ทั้งรุ่น ทั้งใบประกาศนียบัตร และประสบการณ์ชีวิตจะกลัวความเป็น ‘หมาหัวเน่า’ โดยจับจิตจับใจ และจะปกป้องวิธีการ รวมถึงขนบเหล่านั้นอย่างหัวชนฝา มีอาวุธทางสังคมหรือฝีปากยังไงก็ลากออกมาใช้กันหมดแม็ก ดังจะเห็นได้จากการแสดงความคิดเห็นในเว็บบอร์ด และหน้าเฟซบุ๊กต่างๆ ที่สารพัดจะครีเอตกันขึ้นมา (อ่านแล้วก็ว้าวววววว...ขนลุกขนพอง)
มันคงไม่แปลกละครับ
ผมเริ่มจะเชื่อว่ากลุ่มคนที่อนุรักษ์นิยมที่สุดในสังคมเรา นอกจากจะเป็นผู้ใหญ่ที่กุมอำนาจเบ็ดเสร็จที่ระบบนี้เอื้ออำนวยให้อยู่กันสบายๆ อยู่แล้ว ก็น่าจะเป็นกลุ่มเด็กที่อยู่ในระบบโรงเรียนและมหาวิทยาลัยอันเป็นผลผลิตจากระบบการศึกษาสไตล์อำนาจนิยมบอกจุดที่มุ่งตัดตอนการคิดต่างและตั้งคำถามใดๆ นี่แหละครับ
คำถามคือระบบการตอบแทนของสังคมที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของ “Who you know” มันทำให้สังคมโดยรวมพัฒนาเจริญรุ่งเรืองขึ้น หรือรั้งให้เดินช้าลง
ระบบจะธำรงอยู่หรือจะค่อยๆ ปรับเปลี่ยนไปก็อยู่ที่ทัศนคติของ ‘คนรุ่นใหม่’ นี่แหละ
ถ้าไม่มีใครคิดจะแข่งขันกันเลย เอาแต่จะหาเส้นสาย รู้จักใคร จะพาใครเข้าหาใครบ้าง ควรต้องเอาใจใคร และใครที่เราเมินๆ แม่งไปเหอะเพราะมันกำลังอยู่ใน ‘ขาลง’ ก็ถ้าความคิดแบบนี้เป็นวิธีคิดหลักๆของคนในสังคมละก็...
Ship หาย!
ผมลองไปถามมุมมองเกี่ยวกับการรับน้องจากคนใกล้ๆ ตัว ซึ่งในครอบครัวผมก็มีแค่ผมกับพี่สาวคนโตที่ผ่านการศึกษาในระบบมหาวิทยาลัยในประเทศ พี่สาวผมเรียนธรรมศาสตร์ คณะที่เรียนไม่ได้มีการ ‘รับน้องใหม่’ แต่มีการ ‘รับเพื่อนใหม่’
ในความเห็นของพี่สาวผม มันไม่ใช่การ ‘รับเพื่อนใหม่’ หรอก เพราะรูปแบบกิจกรรมและความสัมพันธ์ระหว่างคนที่อยู่มาก่อน (รุ่นพี่) และคนเข้ามาทีหลัง (รุ่นน้อง) ก็ยังคงเป็นความสัมพันธ์แบบพี่น้อง ไม่ใช่เท่ากันแบบ ‘เพื่อน’ จริงๆ อย่างไรก็ตามรูปแบบกิจกรรมที่ทำกันในการรับน้องของคณะนี้ที่ธรรมศาสตร์ โดยมากก็เน้นความสนุกสนาน เล่นบ้าๆ บอๆ ร้องรำทำเพลงไปเรื่อยเปื่อย จะว่าไร้สาระก็ไร้สาระ แต่ก็ไม่ได้เกิดการทำร้ายกันในความรู้สึกหรือการสร้างช่วงชั้นของอำนาจอะไร พี่สาวผมบอกว่า ผลของการปฏิบัติชุดนี้ในความเห็นของเธอ ก็คือการเสริมสร้างความสัมพันธ์กันอย่างหลวมๆ ของคนในคณะ ไม่ได้มีความซาบซึ้งหรือผูกพันกับความเป็นคณะหรือวิชาเอก หรือสถาบันอะไรมากมาย เรียนจบแล้วความเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องจากคณะนี้ก็ไม่ได้ช่วยให้การงานก้าวหน้า มีผลกับการได้งาน หรือไม่ได้งาน หรือแม้แต่ความอยู่รอดของธุรกิจ ต่างคนก็ต่างทำกันไป งานเลี้ยงรุ่นก็ไม่ได้อุ่นหนาฝาคั่ง ขี้เกียจก็ไม่ต้อง เรียกได้ว่า มีความเป็น ‘ปัจเจก’ สูง แต่คำว่าปัจเจกเนี่ย ถ้าเป็นคนที่มีชุดความเชื่อตรงกันข้าม เค้าจะเรียก ‘ตัวใครตัวมัน’
แต่ท้ายสุด she ก็สรุปว่า “โฮ้ย เรื่องรับน้องอ่ะ มันเป็น meat market เว้ย เค้าไปส่องกัน น้องส่องพี่ พี่ส่องน้อง เด็กอายุสิบเจ็ดสิบแปดมันจะมีเรื่องอะไรยิ่งใหญ่ไปกว่าเรื่องฮอร์โมนฟระ อ้อ ส่วนอีพวกรุ่นพี่ที่จบๆ ไปแล้ว โดยเฉพาะอีพวกผู้ชายที่วนเวียนกลับไปงานรับน้องอยู่ได้อ่ะ มันก็ไปส่องเด็กอ่ะแหละ พวกนี้เข้าข่ายชีกอ หรือ arrested development (เฒ่าทารก ฮา)
ก็ว่ากันไป
ส่วนตัวผม เคยผ่านประสบการณ์ปีหนึ่ง ‘เฟรชชี่’ เหมือนกัน แต่ไอ้ความเป็น ‘เฟรชชี่’ ของผมมันค่อนข้างน่าสงสัย เนื่องจากก่อนจะเข้ามหาวิทยาลัย ผมเริ่มทำงานไปแล้วประมาณหนึ่ง การทำงานผมได้พบความจริงข้อหนึ่งที่สั่นคลอนจิตใจเด็กอายุ 18 เป็นอย่างมาก
ผมพบว่าจักรวาลไม่ได้หมุนรอบตัวผม
ผมได้อยู่กับสังคมที่เป็นสังคมของการทำงาน ทุกคนมาอยู่รวมกันเพื่อที่จะทำให้งานชิ้นหนึ่งสำเร็จออกมาตามเวลาที่กำหนด เมื่องานเสร็จแล้ว ทุกคนก็แยกย้ายกลับบ้าน ไม่ต้องมาทำซึ้งใส่กัน เพราะกูเหนื่อย (โว๊ย) และพรุ่งนี้กูก็ต้องกลับมาทำงานไอ่อย่างเดิมนี่แหละ เพราะมันคือ ‘งาน’
นั่นละครับ ผมจึงเป็นเฟรชชี่ที่ค่อนข้างแก่แดดแก่ลม พิธีกรรมของการ ‘รับน้อง’ ในมหาวิทยาลัยจึงสร้างความรู้สึกแปร่งๆ ฝาดๆ ให้ผมชอบกลอยู่ เมื่อรุ่นพี่ที่แค่ได้ชื่อว่าเป็นรุ่นพี่เนื่องจากเข้ามาเรียนก่อนเรา 1 ปี 2 ปี หรือ 3 ปี จะมาทำ ‘เยอะ’ ใส่และเอาเพื่อนๆ ในรุ่นมาเป็นตัวประกันกดดันให้ไอ้พวกแก่แดดต้องยอมทำโน่นทำนี่ตาม
อุปโลกน์อำนาจแล้วมาว้ากพ่นน้ำลายใส่หน้า
มาหาว่าเราไม่รักเพื่อน ไม่รักเพื่อน
เพื่อนที่โดนซ่อมอยู่นั่นมันยังไม่รักตัวเองเลย รุ่นพี่บอกให้กลิ้งก็กลิ้ง คลานก็คลาน แขนขาถลอกปอกเปิก ทีพ่อแม่ตัวเองบอกอะไรไม่เคยเห็นจะค่อยเชื่อค่อยทำกันเลย แต่พอรุ่นพี่บอกให้ทำอะไรที่มันพิศดารพันลึก เจ็บเนื้อเจ็บตัว ก็ยังทำกันได้วุ้ย ผมละบะรมมะเง็ง นี่ยังไม่นับถึงสิ่งที่ผมอดคิดไม่ได้ และเป็นความจริงอันเท่าเทียมกันก็คือไอ้คนว้ากมันก็ยังแบมือขอเงินพ่อแม่มาเรียนอยู่เหมือนกันกับพวกเธออีกด้วยนะนั่นน่ะ
คิดทีไรก็จั๊กกะเดียมกกหูทุกที ว้าก!!
เอาละ...ผมขอเสนอทางออกที่สงสัยจะวิกลจริตที่สุดในการแก้ปัญหาหลายๆ อย่างที่เกี่ยวกับระบบและวิธีการของสถาบันการศึกษาในประเทศของเรา ซึ่งก็คือเมื่อจบ ม.6 แล้ว อย่าเพิ่งรีบเข้ามหา’ลัยกันเลยดีกว่าครับ ลองออกมาทำงาน หาประสบการณ์ หรือแม้แต่กระทั่งเดินทางสัมผัสโลกสักปีสองปีเสียก่อน แล้วความคาดหวัง มุมมอง และการรับมือประสบการณ์ในมหาวิทยาลัยของพวกคุณจะต่างออกไป คุณน่าจะพร้อมรับในสิ่งที่มหาวิทยาลัยควรมีหน้าที่ส่งเสริม นั้นคือวิธีการใช้ความคิด ตั้งคำถาม วิเคราะห์ หาข้อมูล และตัดสินใจด้วยวิจารณญาณของตัวเอง แล้วคุณค่อยตัดสินใจก็ได้ว่าระบบการ ‘รับน้อง’ สำหรับคุณ
มัน ‘ใช่’ หรือเปล่า
ครั้งต่อไปในมหาวิทยาลัย ถ้ามีใครมาว้ากใส่หน้าคุณ คุณลองเดินผ่านไปชิวๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น คุณก็จะรู้เองว่า ไม่มีใครทำอะไรคุณได้
และนักแหกปากเหล่านั้นก็จะได้เป็นว้าก...
เก้อ
สมชื่อ...
ปิดท้ายด้วย...
10 กิจกรรมที่นิสิตนักศึกษาและนักเรียนพึงกระทำแทนกิจกรรรมการรับน้อง
10. ไปเล่นกีฬาเป็นทีม
9. ไปเล่น Sudku
8.ไปฝึกใช้ไหมขัดฟันจนเป็นนิสัย
7.เริ่มทำความรู้จักเจ้าหน้าที่ฝ่าย admin ของสถานศึกษา (คนพวกนี่สำคัญกว่ารุ่นพี่ บางครั้งสำคัญกว่าอาจารย์)
6. หาแฟน (ข้อนี่คงไม่ต้องบอก)
5. อ่านวรรณกรรมคลาสสิกทั้งเทศและไทย
4. ทำงานพิเศษ หัดหาเงินใช้เองบ้าง
3. ถ้าจะกินเหล้า ควรศึกษาการกินเหล้าแบบผู้เจริญแล้ว
2. จับกลุ่มพูดคุยอะไรก็ได้ที่อยากคุย ประมาณว่าฝึกใช้ความคิด
และ
อันดับ 1 มาทำกิจกรรมหัดถามว่า ‘ทำไม’ แล้วไม่หยุดค้นคว้า จนกว่าจะได้คำตอบที่น่าพอใจ
บทความของจอห์น วิญญู : Meritocracy และเรื่องของการ ‘รับน้อง’!?
Meritocracy และเรื่องของการ ‘รับน้อง’
จากการได้ยินได้ฟังได้อ่านเหตุผล ความเป็นมา ข้อโต้เถียง ยันไปถึงการทะเลาะวิวาท ด่าทอกันแบบอีโมสุดเหวี่ยงในเรื่องการรับน้อง สิทธิเสรีภาพ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การ ‘คิดได้เอง’ ความรัก ความสามัคคีในหมู่พวก เกียรติภูมิแห่งสถาบัน ตลอดจนสิทธิในการวิพากษ์วิจารณ์ระบบ (ว่าใครมีและไม่มีสิทธินั้น) จึงเกิดจินตนาการต่อเนื่องตามกันมามากมาย ทั้งคำถาม การค้นหาข้อมูล ตั้งสมมติฐาน จนได้ข้อสรุปที่ขัดแย้ง รวมถึงขยะทางความคิดอื่นๆ จำนวนมาก คิดวนเวียนไปมา เถียงกับตัวเอง คุยกับคนใกล้ชิด เรียกว่าถึงขั้นย้ำคิดย้ำทำ
ผมจึงขออนุญาติแสดงความเห็นกับเค้าบ้าง ถึงแม้จะเป็นความเสี่ยงอย่างยิ่งยวดกับการถูกเล่นงาน จิกหัวขึ้นมาตบ ตบแล้วจิก จิกแล้วตบ ตบเสร็จแล้วด่าพ่อ ไม่สาแก่ใจก็ลากแม่ พี่ น้อง และโครตเหง้าวงศ์ตระกูลออกมาด่าอีก ทั้งในโลกกายภาพและโลกเสมือน เรื่องนี้บางครั้งผมรู้สึกว่าอารมณ์มันพลุ่งพล่าน ยิ่งกว่าเรื่องกีฬาสีทางการเมืองซะอีก
แต่ก็เอาเถอะครับ ไหนๆ อะไรต่อมิอะไรเลยเถิดมาถึงขั้นนี้แล้ว ฮิ ฮิ
ประเพณีการรับน้องใหม่ในสถาบันการศึกษาต่างๆเป็นเรื่องที่ควรสานต่อและส่งเสริมหรือไม่?
จากการวิเคราะห์วนเวียนไปมาอยู่นาน ผมจึงได้ข้อสรุปกับตัวเองว่ากิจกรรมการรับน้องเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่งยวดในสังคมนี้ครับ
มันจำเป๊น จำเป็น โครตอภิมหาอมตะจำเป็นเลยครับพี่น้องครับ ถ้าไม่มีมัน สังคมเราคงล่มสลายชีวิตนี้คงพังทลายหาสรณะที่ไหนไม่ได้อีกแล้วแหละ กรั่ก กรั่ก
ที่มันจำเป็นก็เพราะในสังคมของเรานั้น การได้มาซึ่งความก้าวหน้า สถานะที่ดีกว่า/ดีขึ้น หรือการได้รับยกเว้นจากกฎเกณฑ์ ไม่ใช่สิ่งที่จะต้องได้มาด้วยความสมควรที่จะได้เสมอไป (by merit) แต่บ่อยครั้งได้มาเนื่องจากสิ่งอื่นที่สังคมให้ความสำคัญมากกว่า เช่น เป็นลูกเต้าเหล่าใคร เป็นเพื่อนของเพื่อนของเพื่อนของเพื่อนใคร เป็นพี่ของแมวใคร เป็นน้องหนูของใคร เป็นหลานใคร เป็นลูกน้องใคร อยู่รุ่นใครรุ่นไหน ยันไปจนถึงเป็น ‘เด็ก’ ใคร เค้าเรียกว่าสังคมนั้นไม่ได้มีความเป็น Meritocracy หรือสังคมที่การให้รางวัลต่อสมาชิกโดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของความสามารถ ความดีเด่นของผลงานหรือการกระทำที่น่ายกย่องสรรเสริญสมควรถือเอาเป็นแบบอย่าง ในสังคมลักษณะนี่ จึงทำให้กิจกรรมการรับน้องเป็นเรื่องที่ไม่มีไม่ได้ การรับน้องเป็นการรับสมาชิกใหม่เข้าสู่เผ่าหรือวงศ์ไพบูลย์เพราะหมู่คณะและคอนเน็กชั่นเป็นเรื่องที่อาจจะเรียกได้ว่ากำหนดความเป็นความตาย การอยู่รอด ความได้เปรียบทางเศรษฐกิจหรือการหน้าคว่ำคะมำ ไม่ได้ผุดไม่ได้เกิด โดนตอน ชีวิตพังในพริบตา หมู่คณะนี้จะมีความคิดความเชื่อสิ่งยึดเหนี่ยว และอุดมการณ์ พิธีกรรม แบบเดียวๆ กัน มีกลไกในการควบคุมให้คนในหมู่คิดและปฏิบัติสิ่งต่างๆ ไปในแนวทางเดียวกัน ฝ่ายหนึ่งจะเรียกวิ่งนี้ว่ากลไกการครอบงำ อีกฝ่ายหนึ่งจะเรียกมันว่าความสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน
หมู่คณะมีความสำคัญไปตลอดชีวิต และถ้าจะให้ดีที่สุด ควรส่งต่อหมู่คณะดังว่าต่อไปยังรุ่นลูก รุ่นหลาน ยิ่งนานยิ่งดี เพราะกำลังและธรรมเนียมปฏิบัติของหมู่พวกดังกล่าวจะแข็งแรง และเป็นที่ยอมรับมากขึ้นในสังคมวงกว้าง (ยึดอำนาจการปกครองได้ ไปจนกระทั่งเป็นนายกฯ ได้ โดยไม่ต้องมาจากการเลือกตั้ง)
ในสังคมที่เป็นแบบนี้การไม่มีสังกัด ไม่มีรุ่น ไม่มีเพื่อน ไม่มีรุ่นพี่รุ่นน้อง ไม่มีบล็อก ก็เท่ากับการเป็นหมาหัวเน่า
การเป็นหมาหัวเน่าเนี่ย...
มันทำให้บางคนกลัวหัวหดเลยนะครับ เห็นไหมครับ มันจำเป๊น จำเป็น หุ หุ
และในสังคมที่เป็นแบบนี้ สิทธิเสรีภาพและความคิดเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในแง่ของปัจเจก (Individualism) ไม่น่าจะได้รับการพิจารณาจากฝ่ายใดๆ มากนัก โดยเฉพาะฝ่ายที่ถูกกระทำ (ซึ่งก็โครตแปลก) อาจจะด้วยความต้องการเข้าร่วมในหมู่คณะนั้นๆ อย่างแรงกล้ามั้ง นอกจากนี้วิธีการจัดการกับความอับอาย การโดนดูถูก โดนกลั่นแกล้ง โดนตั้งสมญานาม อ้วน เตี้ย ดำ เหยิน สิว ม้า เหี่ยว ส้วม ขี้หมา ไข่แมว ที่ดีที่สุดในสถานการณ์ที่กฎหมู่อยู่เหนือทุกสิ่งก็คือหัวเราะไปกับมันซะ ตลกไปกับคำพูดหรือกิจกรรมเหล่านั้นเสีย คิดมากไม่ดี เพื่อนเค้าก็ทำกัน ทุกคนก็ดูตลก ปัญญาอ่อนเสมอหน้ากันหมด แล้วเราก็รักกัน สามัคคีกัน ปีหน้าก็ถึงตาเราได้ทำบ้าง โยเลฮือฮือ
ในสังคมที่คนได้รับการปลูกฝังกันมาแบบรุ่นต่อรุ่นว่า การจะได้มาซึ่งความสำเร็จ Who you know สำคัญกว่า What you can do และความจริงข้อนี้ก็ได้รับการพิสูจน์ซ้ำแล้วซ้ำอีก ซ้ำแล้วซ้ำอีกเช่นนี้ การที่คนรุ่นใหม่ที่ยังไม่มีทั้งพี่ ทั้งรุ่น ทั้งใบประกาศนียบัตร และประสบการณ์ชีวิตจะกลัวความเป็น ‘หมาหัวเน่า’ โดยจับจิตจับใจ และจะปกป้องวิธีการ รวมถึงขนบเหล่านั้นอย่างหัวชนฝา มีอาวุธทางสังคมหรือฝีปากยังไงก็ลากออกมาใช้กันหมดแม็ก ดังจะเห็นได้จากการแสดงความคิดเห็นในเว็บบอร์ด และหน้าเฟซบุ๊กต่างๆ ที่สารพัดจะครีเอตกันขึ้นมา (อ่านแล้วก็ว้าวววววว...ขนลุกขนพอง)
มันคงไม่แปลกละครับ
ผมเริ่มจะเชื่อว่ากลุ่มคนที่อนุรักษ์นิยมที่สุดในสังคมเรา นอกจากจะเป็นผู้ใหญ่ที่กุมอำนาจเบ็ดเสร็จที่ระบบนี้เอื้ออำนวยให้อยู่กันสบายๆ อยู่แล้ว ก็น่าจะเป็นกลุ่มเด็กที่อยู่ในระบบโรงเรียนและมหาวิทยาลัยอันเป็นผลผลิตจากระบบการศึกษาสไตล์อำนาจนิยมบอกจุดที่มุ่งตัดตอนการคิดต่างและตั้งคำถามใดๆ นี่แหละครับ
คำถามคือระบบการตอบแทนของสังคมที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของ “Who you know” มันทำให้สังคมโดยรวมพัฒนาเจริญรุ่งเรืองขึ้น หรือรั้งให้เดินช้าลง
ระบบจะธำรงอยู่หรือจะค่อยๆ ปรับเปลี่ยนไปก็อยู่ที่ทัศนคติของ ‘คนรุ่นใหม่’ นี่แหละ
ถ้าไม่มีใครคิดจะแข่งขันกันเลย เอาแต่จะหาเส้นสาย รู้จักใคร จะพาใครเข้าหาใครบ้าง ควรต้องเอาใจใคร และใครที่เราเมินๆ แม่งไปเหอะเพราะมันกำลังอยู่ใน ‘ขาลง’ ก็ถ้าความคิดแบบนี้เป็นวิธีคิดหลักๆของคนในสังคมละก็...
Ship หาย!
ผมลองไปถามมุมมองเกี่ยวกับการรับน้องจากคนใกล้ๆ ตัว ซึ่งในครอบครัวผมก็มีแค่ผมกับพี่สาวคนโตที่ผ่านการศึกษาในระบบมหาวิทยาลัยในประเทศ พี่สาวผมเรียนธรรมศาสตร์ คณะที่เรียนไม่ได้มีการ ‘รับน้องใหม่’ แต่มีการ ‘รับเพื่อนใหม่’
ในความเห็นของพี่สาวผม มันไม่ใช่การ ‘รับเพื่อนใหม่’ หรอก เพราะรูปแบบกิจกรรมและความสัมพันธ์ระหว่างคนที่อยู่มาก่อน (รุ่นพี่) และคนเข้ามาทีหลัง (รุ่นน้อง) ก็ยังคงเป็นความสัมพันธ์แบบพี่น้อง ไม่ใช่เท่ากันแบบ ‘เพื่อน’ จริงๆ อย่างไรก็ตามรูปแบบกิจกรรมที่ทำกันในการรับน้องของคณะนี้ที่ธรรมศาสตร์ โดยมากก็เน้นความสนุกสนาน เล่นบ้าๆ บอๆ ร้องรำทำเพลงไปเรื่อยเปื่อย จะว่าไร้สาระก็ไร้สาระ แต่ก็ไม่ได้เกิดการทำร้ายกันในความรู้สึกหรือการสร้างช่วงชั้นของอำนาจอะไร พี่สาวผมบอกว่า ผลของการปฏิบัติชุดนี้ในความเห็นของเธอ ก็คือการเสริมสร้างความสัมพันธ์กันอย่างหลวมๆ ของคนในคณะ ไม่ได้มีความซาบซึ้งหรือผูกพันกับความเป็นคณะหรือวิชาเอก หรือสถาบันอะไรมากมาย เรียนจบแล้วความเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องจากคณะนี้ก็ไม่ได้ช่วยให้การงานก้าวหน้า มีผลกับการได้งาน หรือไม่ได้งาน หรือแม้แต่ความอยู่รอดของธุรกิจ ต่างคนก็ต่างทำกันไป งานเลี้ยงรุ่นก็ไม่ได้อุ่นหนาฝาคั่ง ขี้เกียจก็ไม่ต้อง เรียกได้ว่า มีความเป็น ‘ปัจเจก’ สูง แต่คำว่าปัจเจกเนี่ย ถ้าเป็นคนที่มีชุดความเชื่อตรงกันข้าม เค้าจะเรียก ‘ตัวใครตัวมัน’
แต่ท้ายสุด she ก็สรุปว่า “โฮ้ย เรื่องรับน้องอ่ะ มันเป็น meat market เว้ย เค้าไปส่องกัน น้องส่องพี่ พี่ส่องน้อง เด็กอายุสิบเจ็ดสิบแปดมันจะมีเรื่องอะไรยิ่งใหญ่ไปกว่าเรื่องฮอร์โมนฟระ อ้อ ส่วนอีพวกรุ่นพี่ที่จบๆ ไปแล้ว โดยเฉพาะอีพวกผู้ชายที่วนเวียนกลับไปงานรับน้องอยู่ได้อ่ะ มันก็ไปส่องเด็กอ่ะแหละ พวกนี้เข้าข่ายชีกอ หรือ arrested development (เฒ่าทารก ฮา)
ก็ว่ากันไป
ส่วนตัวผม เคยผ่านประสบการณ์ปีหนึ่ง ‘เฟรชชี่’ เหมือนกัน แต่ไอ้ความเป็น ‘เฟรชชี่’ ของผมมันค่อนข้างน่าสงสัย เนื่องจากก่อนจะเข้ามหาวิทยาลัย ผมเริ่มทำงานไปแล้วประมาณหนึ่ง การทำงานผมได้พบความจริงข้อหนึ่งที่สั่นคลอนจิตใจเด็กอายุ 18 เป็นอย่างมาก
ผมพบว่าจักรวาลไม่ได้หมุนรอบตัวผม
ผมได้อยู่กับสังคมที่เป็นสังคมของการทำงาน ทุกคนมาอยู่รวมกันเพื่อที่จะทำให้งานชิ้นหนึ่งสำเร็จออกมาตามเวลาที่กำหนด เมื่องานเสร็จแล้ว ทุกคนก็แยกย้ายกลับบ้าน ไม่ต้องมาทำซึ้งใส่กัน เพราะกูเหนื่อย (โว๊ย) และพรุ่งนี้กูก็ต้องกลับมาทำงานไอ่อย่างเดิมนี่แหละ เพราะมันคือ ‘งาน’
นั่นละครับ ผมจึงเป็นเฟรชชี่ที่ค่อนข้างแก่แดดแก่ลม พิธีกรรมของการ ‘รับน้อง’ ในมหาวิทยาลัยจึงสร้างความรู้สึกแปร่งๆ ฝาดๆ ให้ผมชอบกลอยู่ เมื่อรุ่นพี่ที่แค่ได้ชื่อว่าเป็นรุ่นพี่เนื่องจากเข้ามาเรียนก่อนเรา 1 ปี 2 ปี หรือ 3 ปี จะมาทำ ‘เยอะ’ ใส่และเอาเพื่อนๆ ในรุ่นมาเป็นตัวประกันกดดันให้ไอ้พวกแก่แดดต้องยอมทำโน่นทำนี่ตาม
อุปโลกน์อำนาจแล้วมาว้ากพ่นน้ำลายใส่หน้า
มาหาว่าเราไม่รักเพื่อน ไม่รักเพื่อน
เพื่อนที่โดนซ่อมอยู่นั่นมันยังไม่รักตัวเองเลย รุ่นพี่บอกให้กลิ้งก็กลิ้ง คลานก็คลาน แขนขาถลอกปอกเปิก ทีพ่อแม่ตัวเองบอกอะไรไม่เคยเห็นจะค่อยเชื่อค่อยทำกันเลย แต่พอรุ่นพี่บอกให้ทำอะไรที่มันพิศดารพันลึก เจ็บเนื้อเจ็บตัว ก็ยังทำกันได้วุ้ย ผมละบะรมมะเง็ง นี่ยังไม่นับถึงสิ่งที่ผมอดคิดไม่ได้ และเป็นความจริงอันเท่าเทียมกันก็คือไอ้คนว้ากมันก็ยังแบมือขอเงินพ่อแม่มาเรียนอยู่เหมือนกันกับพวกเธออีกด้วยนะนั่นน่ะ
คิดทีไรก็จั๊กกะเดียมกกหูทุกที ว้าก!!
เอาละ...ผมขอเสนอทางออกที่สงสัยจะวิกลจริตที่สุดในการแก้ปัญหาหลายๆ อย่างที่เกี่ยวกับระบบและวิธีการของสถาบันการศึกษาในประเทศของเรา ซึ่งก็คือเมื่อจบ ม.6 แล้ว อย่าเพิ่งรีบเข้ามหา’ลัยกันเลยดีกว่าครับ ลองออกมาทำงาน หาประสบการณ์ หรือแม้แต่กระทั่งเดินทางสัมผัสโลกสักปีสองปีเสียก่อน แล้วความคาดหวัง มุมมอง และการรับมือประสบการณ์ในมหาวิทยาลัยของพวกคุณจะต่างออกไป คุณน่าจะพร้อมรับในสิ่งที่มหาวิทยาลัยควรมีหน้าที่ส่งเสริม นั้นคือวิธีการใช้ความคิด ตั้งคำถาม วิเคราะห์ หาข้อมูล และตัดสินใจด้วยวิจารณญาณของตัวเอง แล้วคุณค่อยตัดสินใจก็ได้ว่าระบบการ ‘รับน้อง’ สำหรับคุณ
มัน ‘ใช่’ หรือเปล่า
ครั้งต่อไปในมหาวิทยาลัย ถ้ามีใครมาว้ากใส่หน้าคุณ คุณลองเดินผ่านไปชิวๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น คุณก็จะรู้เองว่า ไม่มีใครทำอะไรคุณได้
และนักแหกปากเหล่านั้นก็จะได้เป็นว้าก...
เก้อ
สมชื่อ...
ปิดท้ายด้วย...
10 กิจกรรมที่นิสิตนักศึกษาและนักเรียนพึงกระทำแทนกิจกรรรมการรับน้อง
10. ไปเล่นกีฬาเป็นทีม
9. ไปเล่น Sudku
8.ไปฝึกใช้ไหมขัดฟันจนเป็นนิสัย
7.เริ่มทำความรู้จักเจ้าหน้าที่ฝ่าย admin ของสถานศึกษา (คนพวกนี่สำคัญกว่ารุ่นพี่ บางครั้งสำคัญกว่าอาจารย์)
6. หาแฟน (ข้อนี่คงไม่ต้องบอก)
5. อ่านวรรณกรรมคลาสสิกทั้งเทศและไทย
4. ทำงานพิเศษ หัดหาเงินใช้เองบ้าง
3. ถ้าจะกินเหล้า ควรศึกษาการกินเหล้าแบบผู้เจริญแล้ว
2. จับกลุ่มพูดคุยอะไรก็ได้ที่อยากคุย ประมาณว่าฝึกใช้ความคิด
และอันดับ 1 มาทำกิจกรรมหัดถามว่า ‘ทำไม’ แล้วไม่หยุดค้นคว้า จนกว่าจะได้คำตอบที่น่าพอใจ