รัฐบาลเหมือนตกอยู่ในช่วงที่ตำราโหราศาสตร์บอกว่า พระศุกร์เข้า พระเสาร์แทรก
อะไรต่ออะไรดูจะไม่เป็นใจไปเสียหมด
การบริหารโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างสูงต่อการแก้ปัญหาช่องว่างรายได้
สร้างกำลังซื้อให้เกษตรกรคนส่วนใหญ่ของประเทศ ซึ่งเท่ากับสร้างสภาพคล่องให้กับระบบการเงิน
แทนที่จะเป็นผลดี มีภาพบวก การบริหารจัดการที่ขาดการเอาใจใส่ในรายละเอียด ทำให้เป็น
จุดอ่อนถูกโจมตีจนบอบช้ำในกระแสนิยม
โครงการบริหารจัดการน้ำแห่งชาติ ซึ่งเป็นการจัดการเร่งด่วนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้
นักลงทุนต่างชาติ หลังเสื่อมทรุดในช่วงน้ำท่วมใหญ่ ว่าประเทศไทยมีความกระตือรือร้น
และทุ่มเทหาทางป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีกถูกศาลปกครองกลางสั่งให้ทำประชาพิจารณ์ซึ่ง
หมายถึงการหยุดชะงักของโครงการ เดินหน้าไม่ได้
ขณะที่ฝ่ายต่อต้านอาศัยคำพิพากษาดังกล่าวที่พูดถึงการละเลยไม่ทำตามกฎหมายของ
ผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงนายกรัฐมนตรี ยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช.ให้เอาผิด
ยังมีสารพัดเรื่องราวที่เป็นคดีทั้งในศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระอื่นๆ
ก่อนหน้านั้นที่ประชาชนส่วนใหญ่ยังให้ความเชื่อมั่นในรัฐบาล ความเข้าอกเข้าใจถึงความยาก
ลำบากในการฝ่าด่านอุปสรรคที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับไม่ให้ราคากับนักการเมืองยังมีอยู่
แต่วันนี้ดูเหมือนว่าสถานการณ์เปลี่ยน ความรู้สึกว่าพร้อมที่จะเข้าอกเข้าใจจางลง
ความเคลือบแคลงใจในความโปร่งใส ความรู้ความสามารถเกิดขึ้นโดยทั่วไป
และในจังหวะนี้ฝ่ายตรงกันข้ามทั้งพรรคการเมือง และมวลชนปล่อยข่าวทำลายออกมาเป็นรายวัน
ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ความไม่น่าเชื่อถือของบริษัท เค วอ เตอร์จากเกาหลี ไม่ว่าจะเรื่องสหรัฐสั่งตรวจ
สอบข้าวที่ส่งจากไทยทุกตู้คอนเทนเนอร์ ไม่เชื่อมั่นว่าจะมีสารพิษตกค้างจากการรมสารเคมีกัน
มอดหรือไม่ รวมทั้งเรื่องอื่นๆ ที่ปล่อยกันมาเป็นระลอก
เพื่อทำลายรัฐบาลให้ได้ ผู้พยายามเลิกที่จะใส่ใจว่าข่าวที่ปล่อยออกมาจะมี
ผลอย่างไรต่อประเทศชาติในภาพรวม
ในจังหวะที่เห็นว่าต้องซ้ำรัฐบาลให้อยู่หมัดในยกเดียว กระทั่งยุทธการ เผาบ้านไล่หนู ยังยอมที่จะทำ
ซึ่งแต่ละเรื่องที่ปล่อยกันออกมาถูกแชร์ผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ก ให้เกิดการตำหนิ ติเตียน
และด่าทอด้วยถ้อยคำทั้งปกติและหยาบคายโดยไม่จำเป็นต้องฟังข้อเท็จจริงอีกด้าน
หากเป็นครั้งที่ความเชื่อมั่นในรัฐบาลยังมีอยู่สูง ก็เป็นภูมิต้านทานไม่ให้ตกต่ำไปตามการโจมตี
แต่ในภาวะที่ความเชื่อมั่นตกวูบเช่นนี้ คนที่พร้อมจะเชื่อข้อมูลที่ใส่ความมีมากขึ้น
การตอบรับการโจมตีมีมากขึ้น ทำให้ฝ่ายที่มุ่งพิฆาตให้เด็ดขาดโถมแรงกันเต็มที่
อย่างมีความหวังว่าจะถล่มให้อยู่หมัดให้ได้
การคลี่คลายสถานการณ์นั้นทางหนึ่งคือ ปรับคณะรัฐมนตรีเพื่อสร้างความเชี่อมั่นกันใหม่
อีกทางคือ การเร่งแก้ไขข่าวในทางลบให้รวดเร็วขึ้น ไม่ปล่อยให้ก่อกระแสขึ้นมาได้สำเร็จ
อย่างไรก็ตาม การจัดการจำเป็นต้องใช้การทุ่มเท และความเฉลียวฉลาดในการคลี่คลายสถานการณ์
สิ่งที่คณะรัฐมนตรีชุดใหม่จะต้องทำให้เกิดขึ้นให้ได้คือ เรียกความเชื่อมั่นจากประชาชน
กลับคืนมา ซึ่งทำไม่ได้ง่าย เนื่องจากกลไกการใช้อำนาจรัฐที่ถูกวางเป็นอุปสรรคไว้ใน
รัฐธรรมนูญ ทำให้ไม่สามารถจัดการทุกอย่างให้เป็นไปตามแผนแบบง่ายๆ หลายเรื่องเสี่ยง
ต่อการถูกตัดสินด้วยโทษหนักถึงขั้นพ้นจากตำแหน่ง ติดคุกติดตะรางก็มีความเป็นไปได้
สำหรับการตามแก้ข่าวนั้น ยิ่งต้องใช้ความทุ่มเทอย่างสูงยิ่ง เนื่องจากสิ่งที่รัฐบาลต้องหา
มาใช้เป็นเครื่องมือนั้นคือ ข้อมูลที่เป็นจริง ซึ่งต้องใช้เวลา และความยากมากกว่า
แต่สำหรับฝ่ายโจมตี การเสกสรรค์ปั้นแต่ง สร้างข้อมูลจากจินตนาการทำได้ง่าย
ระหว่างฝ่ายให้ข้อมูลโจมตี กับฝ่ายที่หาความจริงมาชี้แจง
ในสถานการณ์ที่ประชาชนพร้อมที่จะไม่เชื่อรัฐบาล เป็นงานที่หนัก
หนทางเดียวที่จะคลี่คลายสถานการณ์ได้คือ ต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่น เรียกความ
ศรัทธาให้กลับมาโดยเร็วที่สุด
จะทำได้ รัฐมนตรีทุกคนจะต้องเร่งทำงานประสานกันอย่างเข้มแข็งและเป็นระบบ ซึ่งอย่าง
ที่บอกในกลไกอำนาจรัฐที่เต็มไปด้วยอุปสรรคซึ่งวางไว้ในรัฐธรรมนูญ
ผลงานที่จะสร้างความเชื่อมั่นเป็นไปได้ยาก
ยากกว่าที่จะถูกดิสเครดิตจากองค์กรอิสระ ซึ่งเป็นการใช้อำนาจของคนไม่กี่คน
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1372569305&grpid=&catid=02&subcatid=0207
เมื่อสื่อสีแดง วิจารณ์รัฐบาลแบบท้าทาย แล้วเพื่อนๆ ทีเลือกรัฐบาล....คิดอย่างไรกับการวิจารณ์
แบบนี้ สาวเหลือน้อย เห็นด้วย สื่อไม่ได้อวย ... แต่กำลังจี้ "จุดอ่อน" แบบสร้างสรรค์
แต่เมื่อเลือกมา เราก็ให้โอกาส และ เป็นกำลังใจให้รัฐบาล และนายกฯ ในการปรับปรุงการทำงาน
เพื่ออยู่ให้ครบเทอม และ สามารถสร้างผลงาน ให้กลับมาเป็นรัฐบาล ได้อีกในสมัยหน้า ...
ศึกครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก โดย สุชาติ ศรีสุวรรณ คอลัมน์ ที่เห็นและเป็นไป (มติชนรายวัน 30 มิ.ย.2556)
อะไรต่ออะไรดูจะไม่เป็นใจไปเสียหมด
การบริหารโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างสูงต่อการแก้ปัญหาช่องว่างรายได้
สร้างกำลังซื้อให้เกษตรกรคนส่วนใหญ่ของประเทศ ซึ่งเท่ากับสร้างสภาพคล่องให้กับระบบการเงิน
แทนที่จะเป็นผลดี มีภาพบวก การบริหารจัดการที่ขาดการเอาใจใส่ในรายละเอียด ทำให้เป็น
จุดอ่อนถูกโจมตีจนบอบช้ำในกระแสนิยม
โครงการบริหารจัดการน้ำแห่งชาติ ซึ่งเป็นการจัดการเร่งด่วนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้
นักลงทุนต่างชาติ หลังเสื่อมทรุดในช่วงน้ำท่วมใหญ่ ว่าประเทศไทยมีความกระตือรือร้น
และทุ่มเทหาทางป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีกถูกศาลปกครองกลางสั่งให้ทำประชาพิจารณ์ซึ่ง
หมายถึงการหยุดชะงักของโครงการ เดินหน้าไม่ได้
ขณะที่ฝ่ายต่อต้านอาศัยคำพิพากษาดังกล่าวที่พูดถึงการละเลยไม่ทำตามกฎหมายของ
ผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงนายกรัฐมนตรี ยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช.ให้เอาผิด
ยังมีสารพัดเรื่องราวที่เป็นคดีทั้งในศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระอื่นๆ
ก่อนหน้านั้นที่ประชาชนส่วนใหญ่ยังให้ความเชื่อมั่นในรัฐบาล ความเข้าอกเข้าใจถึงความยาก
ลำบากในการฝ่าด่านอุปสรรคที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับไม่ให้ราคากับนักการเมืองยังมีอยู่
แต่วันนี้ดูเหมือนว่าสถานการณ์เปลี่ยน ความรู้สึกว่าพร้อมที่จะเข้าอกเข้าใจจางลง
ความเคลือบแคลงใจในความโปร่งใส ความรู้ความสามารถเกิดขึ้นโดยทั่วไป
และในจังหวะนี้ฝ่ายตรงกันข้ามทั้งพรรคการเมือง และมวลชนปล่อยข่าวทำลายออกมาเป็นรายวัน
ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ความไม่น่าเชื่อถือของบริษัท เค วอ เตอร์จากเกาหลี ไม่ว่าจะเรื่องสหรัฐสั่งตรวจ
สอบข้าวที่ส่งจากไทยทุกตู้คอนเทนเนอร์ ไม่เชื่อมั่นว่าจะมีสารพิษตกค้างจากการรมสารเคมีกัน
มอดหรือไม่ รวมทั้งเรื่องอื่นๆ ที่ปล่อยกันมาเป็นระลอก
เพื่อทำลายรัฐบาลให้ได้ ผู้พยายามเลิกที่จะใส่ใจว่าข่าวที่ปล่อยออกมาจะมี
ผลอย่างไรต่อประเทศชาติในภาพรวม
ในจังหวะที่เห็นว่าต้องซ้ำรัฐบาลให้อยู่หมัดในยกเดียว กระทั่งยุทธการ เผาบ้านไล่หนู ยังยอมที่จะทำ
ซึ่งแต่ละเรื่องที่ปล่อยกันออกมาถูกแชร์ผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ก ให้เกิดการตำหนิ ติเตียน
และด่าทอด้วยถ้อยคำทั้งปกติและหยาบคายโดยไม่จำเป็นต้องฟังข้อเท็จจริงอีกด้าน
หากเป็นครั้งที่ความเชื่อมั่นในรัฐบาลยังมีอยู่สูง ก็เป็นภูมิต้านทานไม่ให้ตกต่ำไปตามการโจมตี
แต่ในภาวะที่ความเชื่อมั่นตกวูบเช่นนี้ คนที่พร้อมจะเชื่อข้อมูลที่ใส่ความมีมากขึ้น
การตอบรับการโจมตีมีมากขึ้น ทำให้ฝ่ายที่มุ่งพิฆาตให้เด็ดขาดโถมแรงกันเต็มที่
อย่างมีความหวังว่าจะถล่มให้อยู่หมัดให้ได้
การคลี่คลายสถานการณ์นั้นทางหนึ่งคือ ปรับคณะรัฐมนตรีเพื่อสร้างความเชี่อมั่นกันใหม่
อีกทางคือ การเร่งแก้ไขข่าวในทางลบให้รวดเร็วขึ้น ไม่ปล่อยให้ก่อกระแสขึ้นมาได้สำเร็จ
อย่างไรก็ตาม การจัดการจำเป็นต้องใช้การทุ่มเท และความเฉลียวฉลาดในการคลี่คลายสถานการณ์
สิ่งที่คณะรัฐมนตรีชุดใหม่จะต้องทำให้เกิดขึ้นให้ได้คือ เรียกความเชื่อมั่นจากประชาชน
กลับคืนมา ซึ่งทำไม่ได้ง่าย เนื่องจากกลไกการใช้อำนาจรัฐที่ถูกวางเป็นอุปสรรคไว้ใน
รัฐธรรมนูญ ทำให้ไม่สามารถจัดการทุกอย่างให้เป็นไปตามแผนแบบง่ายๆ หลายเรื่องเสี่ยง
ต่อการถูกตัดสินด้วยโทษหนักถึงขั้นพ้นจากตำแหน่ง ติดคุกติดตะรางก็มีความเป็นไปได้
สำหรับการตามแก้ข่าวนั้น ยิ่งต้องใช้ความทุ่มเทอย่างสูงยิ่ง เนื่องจากสิ่งที่รัฐบาลต้องหา
มาใช้เป็นเครื่องมือนั้นคือ ข้อมูลที่เป็นจริง ซึ่งต้องใช้เวลา และความยากมากกว่า
แต่สำหรับฝ่ายโจมตี การเสกสรรค์ปั้นแต่ง สร้างข้อมูลจากจินตนาการทำได้ง่าย
ระหว่างฝ่ายให้ข้อมูลโจมตี กับฝ่ายที่หาความจริงมาชี้แจง
ในสถานการณ์ที่ประชาชนพร้อมที่จะไม่เชื่อรัฐบาล เป็นงานที่หนัก
หนทางเดียวที่จะคลี่คลายสถานการณ์ได้คือ ต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่น เรียกความ
ศรัทธาให้กลับมาโดยเร็วที่สุด
จะทำได้ รัฐมนตรีทุกคนจะต้องเร่งทำงานประสานกันอย่างเข้มแข็งและเป็นระบบ ซึ่งอย่าง
ที่บอกในกลไกอำนาจรัฐที่เต็มไปด้วยอุปสรรคซึ่งวางไว้ในรัฐธรรมนูญ
ผลงานที่จะสร้างความเชื่อมั่นเป็นไปได้ยาก
ยากกว่าที่จะถูกดิสเครดิตจากองค์กรอิสระ ซึ่งเป็นการใช้อำนาจของคนไม่กี่คน
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1372569305&grpid=&catid=02&subcatid=0207
เมื่อสื่อสีแดง วิจารณ์รัฐบาลแบบท้าทาย แล้วเพื่อนๆ ทีเลือกรัฐบาล....คิดอย่างไรกับการวิจารณ์
แบบนี้ สาวเหลือน้อย เห็นด้วย สื่อไม่ได้อวย ... แต่กำลังจี้ "จุดอ่อน" แบบสร้างสรรค์
แต่เมื่อเลือกมา เราก็ให้โอกาส และ เป็นกำลังใจให้รัฐบาล และนายกฯ ในการปรับปรุงการทำงาน
เพื่ออยู่ให้ครบเทอม และ สามารถสร้างผลงาน ให้กลับมาเป็นรัฐบาล ได้อีกในสมัยหน้า ...