พ่อมีอาชีพค้าขาย เป็นร้านสะดวกซื้อ ขี่รถจักรยานยนต์ไปรับลูกกลับจากโรงเรียน ระหว่างทางซึ่งเป็นทางโค้งในซอยถูกรถยนต์ที่วิ่งสวนทางกันหักพวงมาลัยพุ่งเข้ามาชนในเลนของรถจักรยานยนต์ ทำให้ลูกซึ่งซ้อนท้ายมาด้วย บาดเจ็บ มีเลือดไหลออกมาเลอะที่หน้าอกเสื้อนักเรียน เมื่อพ่อเห็นลูกเลือดไหลมาก จึงโมโห เข้าไปชกคนขับยนต์ไปหนึ่งหมัด แต่พอนึกได้ก็ขอโทษไป ต่อมาคนขับรถยนต์ได้โทรติดต่อประกันมา เข้ามาถ่ายรูป และมีมูลนิธิเข้ามาฉีดสเปรย์ที่พื้นถนน และทำการแยกรถทั้งสองออก เนื่องจากเป็นซอยที่มีสองเลนและมีรถผ่านไปมาตลอดเวลาระหว่างนั้นแม่เด็กเดินทางมาถึงที่เกิดเหตุ เด็กอยู่ในสภาพยืนตัวแข็ง หน้าซีด มือเย็นเฉียบ ด้วยความตกใจ หน้าตาและเนื้อตัวมอมแมม เสื้อผ้าเปื้อนเลือด แม่กลัวว่าลูกจะช็อคจึงได้รีบนำเด็กไปรพ.ที่ใกล้ที่สุดเพื่อทำการตรวจรักษา
ในที่เกิดเหตุ ประกันได้ออกใบคุมวงเกินค่าซ่อมรถจักรยานยนต์ให้พ่อ 2000 บาท ในขณะที่พ่อมีความเป็นห่วงลูกมาก จึงได้เซนต์ยอมรับในใบนี้ไป ทั้งนี้ในตอนนั้นคนขับรถยนต์ได้ยอมรับว่าตนเองเป็นฝ่ายผิดและพูดตลอดเวลาว่าไม่ต้องเป็นห่วง เรารับผิดชอบเต็มที่ ของเราประกันชั้น 1 !!!
แพทย์ส่งเอกเรย์หน้าอก สมอง จมูก และมีความเห็นว่าต้องนอนโรงพยาบาลเพื่อรอดูอาการเนื่องจากเป็นเด็กอายุแค่ 7 ปี
จากนั้นพ่อและคนขับยนต์ได้เดินทางไปสถานีตำรวจเพื่อลงบันทึกประจำวัน โดยใจความสำคัญระบุว่า ฝ่ายรถยนต์ได้ขับรถล้ำเข้ามาในช่องทางเดินรถของรถจักรยานยนต์ เป็นเหตุให้รถทั้งสองคนเฉี่ยวชนกันขึ้น ทำให้เด็กได้รับบาดเจ็บ มีผู้นำส่งรพ. เพื่อรักษาตัว
ตำรวจได้สั่งให้ทั้งสองฝ่ายนำรถที่เกิดเหตุไปไว้ที่สน.
ผลเอกซเรย์ สมอง กระดูก ไม่หัก แต่เนื่องจากเด็กมีอาการเจ็บที่อกมาก มีบาดแผลและฟกช้ำที่หน้าอก จมูก ดั้งจมูก ขาทั้งสองข้าง และมือข้างซ้าย ทำให้เด็กต้องนอนรพ.อยู่ 3 วัน 2 คืน แพทย์ลงความเห็นว่าควรพักรักษาตัวอีก 7 วัน ส่วนพ่อได้มาพบแพทย์ในวันรุ่งขึ้นหลังจากวันเกิดเหตุ และแพทย์ได้ลงความเห็นว่าควรพัก 7 วันเช่นกัน พ่อมีบาดแผลและรอยฟกช้ำ ที่อก เข่าและขา
ค่ารพ. ลูก ประมาณ 12000 ใช้พรบ. รถจักรยานยนต์ของพ่อ ส่วนพ่อยอมทนเจ็บ ไม่นอนรพ. เนื่องจากต้องกลับบ้านไปดูแลลูกอีกคน และต้องหาเอกสารต่าง ๆ ให้กับทางรพ. เพราะแม่ต้องเฝ้าลูกตั้งแต่มารพ. ค่ารพ. พ่อ ประมาณ 3000 ใช้พรบ. รถจักรยานยนต์ของตนเองเช่นกัน
หลังออกจากรพ. ตำรวจนัดเพื่อเจรจากันกับคนขับรถยนต์และประกัน (ชั้น1) ของรถยนต์
ประกันบอกว่าสามารถจ่ายให้พ่อ 2000 เนื่องจากเด็กไม่มีรายได้ ส่วนคนขับรถยนต์ ก็บอกว่า จะจ่ายให้เด็กอีก 2000 เป็นค่าตกใจของเด็ก !!! ไม่มีการพูดถึงการที่พ่อไม่ได้ขายของหรือรายได้ของพ่อเลย
ทั้งพ่อและแม่เด็ก มีความรู้สึกว่า
1.ประกันเอาเปรียบผู้เสียหายเพราะประเมินให้ต่ำมากทั้งค่าซ่อมรถ และค่าที่บาดเจ็บของคน 2 คน
2. ฝ่ายรถยนต์ความรับผิดชอบน้อยมาก เพราะมีการบาดเจ็บทั้งสองคน และค่ารักษาของทั้งสองคนก็เป็นของทางฝ่ายที่เป็นผู้เสียหาย มีเพียงค่าซ่อมรถซึ่งหลังจากนั้นพ่อก็ได้ไปสอบถามร้านซ่อมรถ ร้านแจ้งว่าค่าซ่อมเกิน 2000 บาทแน่นอน
ในวันนั้นจึงได้ถามทางประกันไปว่า ค่าซ่อมสามารถเพิ่มขึ้นจากใบคุมค่าซ่อมได้อีกหรือไม่ ประกันแจ้งว่าไม่ได้ !!! พ่อให้เหตุผลว่า ในตอนนั้น ไม่ได้คิดถึงว่าจะพอหรือไม่ คิดถึงแต่อาการของลูก ประกอบกับคนขับรถยนต์รับปากว่าจะรับผิดชอบเต็มที่ ทำให้รีบลงชื่อไป แต่ประกันก็ยืนยันว่าเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้แล้ว เมื่อคิดรวมกัน ทั้งประกันและคนขับรถยนต์จ่ายให้คนละ 2000 เท่ากับ 4000 บาท ซึ่งในจำนวนนี้ คิดรวมค่าแพทย์นิติเวชที่ ทั้งพ่อและลูกต้องจ่ายเงินสดให้รพ.ไปก่อน 2 คน รวม 1000 บาท เนื่องจากพรบ. ไม่ครอบคลุมค่าแพทย์นิติเวช เมื่อหัก 1000 นี้แล้ว จึงเหลือเป็นเงินจำนวน 3000 บาท !!!
จึงได้บอกกับคนขับรถยนต์ไปในทำนองที่ให้คิดกลับกัน ถ้าเขาและลูกเขาโดนรถชนในลักษณะเดียวกัน แล้วได้รับเงินในจำนวนนี้ เขาจะยอมรับได้หรือไม่ คนขับรถยนต์ไม่พูดอะไรเลย นิ่งอย่างเดียว พ่อได้ถามต่อว่า แล้วที่บอกว่าจะรับผิดชอบเต็มที่ นี่คือเต็มที่ของคุณแล้วหรือ เขาก็ยังคงนิ่งไม่ตอบอะไร (เข้าใจเอาเองว่า ประกันเขาอาจสั่งมาว่าให้เขาอยู่เฉย ๆ หรือเปล่า???)
ทำให้การเจรจาวันนั้นไม่ได้ข้อสรุปอะไร ประกอบกับว่า ทางแพทย์มีนัดตรวจซ้ำทั้งพ่อและลูก ประกันจึงบอกว่า ให้มาเจรจากันใหม่หลังจากการรักษาจบสิ้น
รบกวนสอบถามดังนี้
1. จำนวนเงิน 3000 นี้ สมเหตุสมผลกับการบาดเจ็บของพ่อและลูกแล้วหรือไม่ ถ้าไม่เหมาะสม จำนวนที่คิดว่าเหมาะสมควรจะเป็นเท่าไร (ลูก 7 ปี/นักเรียน . พ่อค้าขาย มีรายได้วันละ พันกว่าบาท)
***จำนวนที่พ่อและแม่คิดไว้คือ 10000 บาท รวมค่าแพทย์นิติเวช 1000 ที่เหลือคือ 9000 บาท มากไปหรือน้อยไป (9000 มากจากการที่ไม่ได้ขายของ 7 วัน = 7000 / ค่าส่วนเกินซ่อมรถจักรยานยนต์ 1000 / อีก 1000 เป็นค่าที่ทรัพย์สินต่าง ๆ เสียหาย เช่นเสื้อผ้า+ ชุดนักเรียนขาด +กระเป๋านักเรียนขาด + แว่นตาพ่อหัก*** ไม่ได้คิดถึงค่าตกใจของเด็ก และ การที่เด็กต้องหยุดเรียนไป 7 วัน ต้องไปตามเก็บงาน การบ้าน ฯลฯภายหลัง)
2. ในการเจรจาครั้งต่อไป ฝ่ายผู้เสียหายจะทำอะไรได้บ้าง ถ้าฝ่ายผู้กระทำยังยืนยันที่จำนวนเงินเท่าเดิม
3. ระหว่างที่ยังเป็นคดีความกันอยู่ สามารถเอารถออกมาทำการซ่อมได้หรือไม่
4. ถ้าตกลงกันได้ แล้วหลังจากนี้ พ่อหรือลูกเกิดอาการไม่ปกติกับร่างกายในส่วนที่ได้รับบาดเจ็บ แล้วต้องไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษา ค่าแพทย์ฯลฯ ไม่สามารถเรียกเก็บจากทางกระทำแล้วใช่หรือไม่
5. ตำรวจบอกว่า ถ้าเจรจากันไม่ได้ข้อสรุป ก็ต้องสั่งปรับคนขับรถยนต์ในข้อหาขับรถโดยประมาททำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ ถ้าเป็นตามนี้ แสดงว่าคนขับรถยนต์เป็นผู้ต้องหาแล้วใช่หรือไม่ แล้วต้องติดคุกหรือไม่ นานเท่าไร
6. มีคนแนะนำพ่อว่า ถ้าตกลงกันไม่ได้ฟ้องเลย คำว่าฟ้องเลยที่คือต้องฟ้องใคร ระหว่างบริษัทประกัน หรือคนขับรถยนต์ คดีลักษณะนี้เป็นอาญาหรือแพ่ง
7. ถ้าฟ้อง พ่อสามารถฟ้องเรียกร้องค่าอะไรได้บ้าง จำนวนเงินรวมแล้วประมาณเท่าไร คุ้มไหมถ้าจะต้องฟ้อง ค่าทนาย ค่าศาล ฯลฯ แพงไหม ต้องไปศาลกี่ครั้ง โอกาสชนะมีมากน้อยแค่ไหน
ขอความเห็น /ช่วยตอบข้อสงสัยให้แบบชัด ๆ ด้วยค่ะ เพราะไม่มีความรู้ด้านกฏหมายเลยแม้แต่น้อย ขอบคุณมาก ๆ ค่ะ
ถูกรถยนต์ชน บาดเจ็บ 2 คน ประกัน+คู่กรณีจ่ายรวม 3000 บาท เหมาะสมหรือไม่
ในที่เกิดเหตุ ประกันได้ออกใบคุมวงเกินค่าซ่อมรถจักรยานยนต์ให้พ่อ 2000 บาท ในขณะที่พ่อมีความเป็นห่วงลูกมาก จึงได้เซนต์ยอมรับในใบนี้ไป ทั้งนี้ในตอนนั้นคนขับรถยนต์ได้ยอมรับว่าตนเองเป็นฝ่ายผิดและพูดตลอดเวลาว่าไม่ต้องเป็นห่วง เรารับผิดชอบเต็มที่ ของเราประกันชั้น 1 !!!
แพทย์ส่งเอกเรย์หน้าอก สมอง จมูก และมีความเห็นว่าต้องนอนโรงพยาบาลเพื่อรอดูอาการเนื่องจากเป็นเด็กอายุแค่ 7 ปี
จากนั้นพ่อและคนขับยนต์ได้เดินทางไปสถานีตำรวจเพื่อลงบันทึกประจำวัน โดยใจความสำคัญระบุว่า ฝ่ายรถยนต์ได้ขับรถล้ำเข้ามาในช่องทางเดินรถของรถจักรยานยนต์ เป็นเหตุให้รถทั้งสองคนเฉี่ยวชนกันขึ้น ทำให้เด็กได้รับบาดเจ็บ มีผู้นำส่งรพ. เพื่อรักษาตัว
ตำรวจได้สั่งให้ทั้งสองฝ่ายนำรถที่เกิดเหตุไปไว้ที่สน.
ผลเอกซเรย์ สมอง กระดูก ไม่หัก แต่เนื่องจากเด็กมีอาการเจ็บที่อกมาก มีบาดแผลและฟกช้ำที่หน้าอก จมูก ดั้งจมูก ขาทั้งสองข้าง และมือข้างซ้าย ทำให้เด็กต้องนอนรพ.อยู่ 3 วัน 2 คืน แพทย์ลงความเห็นว่าควรพักรักษาตัวอีก 7 วัน ส่วนพ่อได้มาพบแพทย์ในวันรุ่งขึ้นหลังจากวันเกิดเหตุ และแพทย์ได้ลงความเห็นว่าควรพัก 7 วันเช่นกัน พ่อมีบาดแผลและรอยฟกช้ำ ที่อก เข่าและขา
ค่ารพ. ลูก ประมาณ 12000 ใช้พรบ. รถจักรยานยนต์ของพ่อ ส่วนพ่อยอมทนเจ็บ ไม่นอนรพ. เนื่องจากต้องกลับบ้านไปดูแลลูกอีกคน และต้องหาเอกสารต่าง ๆ ให้กับทางรพ. เพราะแม่ต้องเฝ้าลูกตั้งแต่มารพ. ค่ารพ. พ่อ ประมาณ 3000 ใช้พรบ. รถจักรยานยนต์ของตนเองเช่นกัน
หลังออกจากรพ. ตำรวจนัดเพื่อเจรจากันกับคนขับรถยนต์และประกัน (ชั้น1) ของรถยนต์
ประกันบอกว่าสามารถจ่ายให้พ่อ 2000 เนื่องจากเด็กไม่มีรายได้ ส่วนคนขับรถยนต์ ก็บอกว่า จะจ่ายให้เด็กอีก 2000 เป็นค่าตกใจของเด็ก !!! ไม่มีการพูดถึงการที่พ่อไม่ได้ขายของหรือรายได้ของพ่อเลย
ทั้งพ่อและแม่เด็ก มีความรู้สึกว่า
1.ประกันเอาเปรียบผู้เสียหายเพราะประเมินให้ต่ำมากทั้งค่าซ่อมรถ และค่าที่บาดเจ็บของคน 2 คน
2. ฝ่ายรถยนต์ความรับผิดชอบน้อยมาก เพราะมีการบาดเจ็บทั้งสองคน และค่ารักษาของทั้งสองคนก็เป็นของทางฝ่ายที่เป็นผู้เสียหาย มีเพียงค่าซ่อมรถซึ่งหลังจากนั้นพ่อก็ได้ไปสอบถามร้านซ่อมรถ ร้านแจ้งว่าค่าซ่อมเกิน 2000 บาทแน่นอน
ในวันนั้นจึงได้ถามทางประกันไปว่า ค่าซ่อมสามารถเพิ่มขึ้นจากใบคุมค่าซ่อมได้อีกหรือไม่ ประกันแจ้งว่าไม่ได้ !!! พ่อให้เหตุผลว่า ในตอนนั้น ไม่ได้คิดถึงว่าจะพอหรือไม่ คิดถึงแต่อาการของลูก ประกอบกับคนขับรถยนต์รับปากว่าจะรับผิดชอบเต็มที่ ทำให้รีบลงชื่อไป แต่ประกันก็ยืนยันว่าเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้แล้ว เมื่อคิดรวมกัน ทั้งประกันและคนขับรถยนต์จ่ายให้คนละ 2000 เท่ากับ 4000 บาท ซึ่งในจำนวนนี้ คิดรวมค่าแพทย์นิติเวชที่ ทั้งพ่อและลูกต้องจ่ายเงินสดให้รพ.ไปก่อน 2 คน รวม 1000 บาท เนื่องจากพรบ. ไม่ครอบคลุมค่าแพทย์นิติเวช เมื่อหัก 1000 นี้แล้ว จึงเหลือเป็นเงินจำนวน 3000 บาท !!!
จึงได้บอกกับคนขับรถยนต์ไปในทำนองที่ให้คิดกลับกัน ถ้าเขาและลูกเขาโดนรถชนในลักษณะเดียวกัน แล้วได้รับเงินในจำนวนนี้ เขาจะยอมรับได้หรือไม่ คนขับรถยนต์ไม่พูดอะไรเลย นิ่งอย่างเดียว พ่อได้ถามต่อว่า แล้วที่บอกว่าจะรับผิดชอบเต็มที่ นี่คือเต็มที่ของคุณแล้วหรือ เขาก็ยังคงนิ่งไม่ตอบอะไร (เข้าใจเอาเองว่า ประกันเขาอาจสั่งมาว่าให้เขาอยู่เฉย ๆ หรือเปล่า???)
ทำให้การเจรจาวันนั้นไม่ได้ข้อสรุปอะไร ประกอบกับว่า ทางแพทย์มีนัดตรวจซ้ำทั้งพ่อและลูก ประกันจึงบอกว่า ให้มาเจรจากันใหม่หลังจากการรักษาจบสิ้น
รบกวนสอบถามดังนี้
1. จำนวนเงิน 3000 นี้ สมเหตุสมผลกับการบาดเจ็บของพ่อและลูกแล้วหรือไม่ ถ้าไม่เหมาะสม จำนวนที่คิดว่าเหมาะสมควรจะเป็นเท่าไร (ลูก 7 ปี/นักเรียน . พ่อค้าขาย มีรายได้วันละ พันกว่าบาท)
***จำนวนที่พ่อและแม่คิดไว้คือ 10000 บาท รวมค่าแพทย์นิติเวช 1000 ที่เหลือคือ 9000 บาท มากไปหรือน้อยไป (9000 มากจากการที่ไม่ได้ขายของ 7 วัน = 7000 / ค่าส่วนเกินซ่อมรถจักรยานยนต์ 1000 / อีก 1000 เป็นค่าที่ทรัพย์สินต่าง ๆ เสียหาย เช่นเสื้อผ้า+ ชุดนักเรียนขาด +กระเป๋านักเรียนขาด + แว่นตาพ่อหัก*** ไม่ได้คิดถึงค่าตกใจของเด็ก และ การที่เด็กต้องหยุดเรียนไป 7 วัน ต้องไปตามเก็บงาน การบ้าน ฯลฯภายหลัง)
2. ในการเจรจาครั้งต่อไป ฝ่ายผู้เสียหายจะทำอะไรได้บ้าง ถ้าฝ่ายผู้กระทำยังยืนยันที่จำนวนเงินเท่าเดิม
3. ระหว่างที่ยังเป็นคดีความกันอยู่ สามารถเอารถออกมาทำการซ่อมได้หรือไม่
4. ถ้าตกลงกันได้ แล้วหลังจากนี้ พ่อหรือลูกเกิดอาการไม่ปกติกับร่างกายในส่วนที่ได้รับบาดเจ็บ แล้วต้องไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษา ค่าแพทย์ฯลฯ ไม่สามารถเรียกเก็บจากทางกระทำแล้วใช่หรือไม่
5. ตำรวจบอกว่า ถ้าเจรจากันไม่ได้ข้อสรุป ก็ต้องสั่งปรับคนขับรถยนต์ในข้อหาขับรถโดยประมาททำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ ถ้าเป็นตามนี้ แสดงว่าคนขับรถยนต์เป็นผู้ต้องหาแล้วใช่หรือไม่ แล้วต้องติดคุกหรือไม่ นานเท่าไร
6. มีคนแนะนำพ่อว่า ถ้าตกลงกันไม่ได้ฟ้องเลย คำว่าฟ้องเลยที่คือต้องฟ้องใคร ระหว่างบริษัทประกัน หรือคนขับรถยนต์ คดีลักษณะนี้เป็นอาญาหรือแพ่ง
7. ถ้าฟ้อง พ่อสามารถฟ้องเรียกร้องค่าอะไรได้บ้าง จำนวนเงินรวมแล้วประมาณเท่าไร คุ้มไหมถ้าจะต้องฟ้อง ค่าทนาย ค่าศาล ฯลฯ แพงไหม ต้องไปศาลกี่ครั้ง โอกาสชนะมีมากน้อยแค่ไหน
ขอความเห็น /ช่วยตอบข้อสงสัยให้แบบชัด ๆ ด้วยค่ะ เพราะไม่มีความรู้ด้านกฏหมายเลยแม้แต่น้อย ขอบคุณมาก ๆ ค่ะ