เบื้องหลังบาดแผล "จำนำข้าว" 2 ความกังวลจาก "รัฐบาลยิ่งลักษณ์" สู่เส้นทางถอย-หนีของ "บุญทรง"
updated: 22 มิ.ย. 2556 เวลา 20:00:21 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
รายงานพิเศษ
สุดท้ายรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ยอมจำนนต่อโครงการรับจำนำข้าวทุกเมล็ด 15,000 บาทต่อตัน หนึ่งในแคมเปญหาเสียงที่ผลักให้พรรคเพื่อไทยกุมอำนาจฝ่ายบริหารพร้อมครองเสียง ส.ส.ข้างมากในรัฐสภาได้สำเร็จ
หลังจากการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษเมื่อวันที่ 19 มิ.ย.ที่ผ่านมา ทำให้ราคารับจำนำข้าวลดลงจากเดิม 15,000 บาทต่อตันเหลือ 12,000 บาทต่อตัน พร้อมกับการจำกัดวงเงินรับจำนำไม่เกิน 500,000 บาทต่อครัวเรือน และให้มีผลตั้งแต่ 30 มิ.ย.-15 ก.ย. 56 เป็นต้นไป
เป็นการตัดสินใจถอยร่นสุดทาง หลังการตัดสินใจเลิกรับจำนำข้าว "ทุกเมล็ด" และเลิกจำนำราคา 15,000 บาท ตามสัญญาประชานิยมที่ให้ไว้กับประชาชน
เหตุที่ต้องตัดสินใจ "ถอยสุดซอย" เป็นเพราะรัฐบาลมิอาจรับภาระการขาดทุนจากการบริหารโครงการรับจำนำทั้ง 3 ฤดูกาล หลังจาก "ยิ่งลักษณ์" นั่งเก้าอี้ประมุขฝ่ายบริหารได้เพียง 1 ปี 10 เดือน
แม้ฝ่ายรัฐบาล-คู่ขัดแย้ง ยังคงถกเถียงกันเรื่อง "ตัวเลขขาดทุน" ว่าข้อเท็จจริงเป็นจำนวนเท่าไร แต่อย่างไรก็ตามเวลานี้ทั้ง 2 ฝ่ายเห็นตรงกันว่า โครงการรับจำนำข้าวมีผลประกอบการขาดทุนอย่างแน่นอน
ดังนั้น "ครม.ยิ่งลักษณ์" จึงจำเป็นต้องหาทางแก้ปัญหา โดยเดิมทีได้วิเคราะห์เส้นทางนำไปสู่ทางออกถึง 3 แผน ซึ่งมีข้อดี-เสียแตกต่างกันไป
สูตรที่หนึ่ง ขออนุมัติเพิ่มกรอบวงเงินที่ใช้หมุนเวียนในโครงการรับจำนำข้าว จากเดิมที่ถูกกำหนดไว้ที่ 500,000 ล้านบาท เป็นข้อเสนอจากคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) เมื่อวันที่ 17 พ.ค. 56 ซึ่งหลายฝ่ายลงความเห็นว่า เป็นทางออกที่ดีที่สุด หากรัฐบาลเกรงว่าจะกระทบฐานเสียง และเสี่ยงถูกขยายผลเป็นปัญหาการเมือง
ขณะที่ "นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล" รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลเรื่องวงเงินรับจำนำข้าว รายงานว่า แนวทางนี้ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากในปี 2556 กระทรวงการคลังได้ค้ำประกันตาม พ.ร.บ.หนี้สาธารณะใกล้เต็มเพดานที่กฎหมายกำหนด โดยค้ำประกันเรื่องจำนำข้าวไปแล้ว 462,750 ล้านบาท (ณ วันที่ 30 เม.ย. 56)
ดังนั้นแนวคิดที่หนึ่งจึงถูกตีตกไป
สูตรที่สอง เป็นแนวคิดจากวงสนทนาของทีมงาน "ตึกไทยคู่ฟ้า" ที่มี "สุรนันทน์ เวชชาชีวะ" เลขาฯนายกรัฐมนตรีเป็นหัวขบวน ร่วมกับหน่วยงานด้านเศรษฐกิจ อาทิ กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ฯลฯ
เป็นการประเมินหนทางที่จะพา "รัฐบาลยิ่งลักษณ์" ไปสู่แนวทางขาดทุนน้อยที่สุด คือ การจำกัดปริมาณรับจำนำ โดยกำหนดเกณฑ์ให้เกษตรกรสามารถเข้าร่วมโครงการได้ปีละ 1 ครั้งจากปกติที่เข้าร่วมโครงการได้ปีละ 2 ครั้ง
แต่แนวคิดดังกล่าวก็หายเข้ากลีบเมฆ หลังจากวิเคราะห์ว่ามีผลกระทบ "ด้านลบ" มากกว่า "ด้านบวก" โดยเฉพาะการสุ่มเสี่ยงต่อการเผชิญหน้ากับ "มวลชน" และนำไปสู่การขยายผลทางการเมืองแน่นอน
กระทั่งรัฐบาลตัดสินใจเลือกใช้สูตรสุดท้ายที่มีต้นเรื่องจากมติ กขช. เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. 56 เพื่อปรับลดราคารับจำนำข้าวเปลือกเจ้า 5% ลดลงเหลือ 12,000 บาทต่อตัน และจำกัดวงเงินรับจำนำไม่เกิน 500,000 บาทต่อครัวเรือน
"ข้อมูล ณ วันที่ 15 มิ.ย.มีข้าวเข้าโครงการแล้ว 18.836 ล้านตัน จากปริมาณรับจำนำ 22 ล้านตัน ที่ประชุมเห็นว่าควรจะต้องมีการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อให้ปริมาณและวงเงินการรับจำนำปี 2555/56 เกินกว่ากรอบที่อนุมัติไว้ นายบุญทรงจึงได้เสนอแนวทางดำเนินการดังกล่าว" มติ กขช.ระบุ
อย่างไรก็ตาม ที่ประชุม กขช.ก็แสดงความกังวลเช่นกันว่า การปรับเปลี่ยนกลางคันอาจเกิดความวุ่นวาย และความไม่เท่าเทียมระหว่างผู้ที่จำนำไปแล้วกับผู้ที่ยังไม่ได้จำนำ และการลดราคาอาจมีผลกระทบต่อราคาตลาดในประเทศ และราคาส่งออก ที่เสี่ยงว่าอาจมีการเจรจาขอปรับราคาลงได้
ไม่เว้นแม้กระทั่งที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.ที่ผ่านมา ข้อเสนอดังกล่าวก็ถูก "ตีกลับ" พร้อมแนบคำสั่งให้ กขช.นำข้อเสนอของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกลับไปพิจารณาเพื่อหาทางออกอีกครั้ง
กระทั่งช่วงหัวค่ำวันเดียวกันจึงมีการประชุม กขช.ด่วนทันที และนำมาซึ่งการ "ยืนยันมติเดิม" ปรับลดราคารับจำนำ 12,000 บาทต่อตัน
เป็นมติ กขช.ที่ดูเหมือนว่าจะเพิกเฉยต่อความเห็นของที่ประชุม ครม.ที่เพิ่งประชุมผ่านพ้นไปเพียง 5 ชั่วโมง
โดยการเสนอทางออกครั้งนี้เป็นแนวคิดจากเจ้ากระทรวงพาณิชย์ "บุญทรง เตริยาภิรมย์" ผู้ที่ต้องแบกรับภาระจากอภิมหาโครงการประชานิยมแต่เพียงผู้เดียว และเป็นการตัดสินใจหลังจากถูก "ลอยแพ" มาแล้ว 3 ครั้ง 3 เหตุการณ์
หนึ่ง เป็นการถูกลอยแพหลังจากที่พยายามผลักดันให้ กขช. เสนอขอเพิ่มวงเงินโครงการรับจำนำ ที่สุดท้ายถูกตีกลับ
สอง เมื่อตัวเลขการขาดทุนที่ถูกตีตรา "ลับ" จากอนุกรรมการปิดบัญชีฯ ถูกเปิดเผยต่อสาธารณชน โดยเฉพาะข้อมูลที่ตกอยู่ในมือพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายบุญทรงถูกโจมตีอย่างหนักและต่อเนื่อง กระทั่งนำมาซึ่งการตั้งโต๊ะชี้แจงเมื่อวันที่ 7 มิ.ย.ที่ผ่านมา
แม้ในวันเดียวกัน "ยิ่งลักษณ์" จะเรียกประชุมด่วน "รัฐมนตรีเพื่อไทย" ที่บ้านพิษณุโลก เพื่อแก้ปัญหานโยบายรัฐบาลที่ถูกโจมตีจากข่าวลือ ข่าวผิด และตัวเลขการขาดทุนจำนำข้าว
แต่ทว่าเรื่องจำนำข้าวก็กระทำได้เพียงมอบหมายให้ "กิตติรัตน์ ณ ระนอง" รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์โครงการ ซึ่งจนบัดนี้ยังไม่มีความเคลื่อนไหวในทิศทางการแก้ปัญหาดังกล่าว
แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ก่อนหน้าที่จะมีการประชุมที่บ้านพิษณุโลก นายกรัฐมนตรีได้เรียกนายบุญทรงเข้ามาชี้แจงปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้น แต่สุดท้ายก็ไม่มีคำตอบและทางออกที่ชัดเจนเช่นกัน
"นายบุญทรงได้อธิบายตัวเลขทางบัญชีในทางเทคนิค ไม่ใช่แค่ประชาชนจะเข้าใจหรือไม่ พวกเราที่นั่งร่วมโต๊ะก็สับสนไม่ต่างจากประชาชน" แหล่งข่าวระบุ
สุดท้ายในเหตุการณ์บนโต๊ะชี้แจงที่กระทรวงพาณิชย์ "บุญทรง" จึงถูกสื่อมวลชนรุมซักฟอกพร้อมกับ "ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ" รมช.พาณิชย์ ก็ไร้สัญญาณความช่วยเหลือจากช่องทางอื่น จึงถือเป็นการถูกลอยแพครั้งที่สอง
กระทั่ง "บุญทรง" ถูกลอยแพให้ลุยเดี่ยวเป็นครั้งที่สาม หลังจากที่พยายามผลักดันข้อเสนอ "ลดราคาจำนำ" ในคราวประชุม ครม.ครั้งล่าสุด
"ไม่มีใครตอบรับข้อเสนอแม้แต่คนเดียว แม้นายบุญทรงจะอธิบายว่า หากปล่อยเวลาออกไป และไม่เริ่มดำเนินการทันที ก็ส่อเค้าว่าจะมีข้าวทะลักเข้าโครงการจำนวนมาก นั่นหมายถึงรัฐต้องขาดทุนจากโครงการนี้เพิ่ม" แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลระบุ
มีเพียง "อัชพร จารุจินดา" เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาที่เสนอความเห็นต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อประกอบการตัดสินใจ
"ท่านต้องไม่ลืมว่าตัวเลข 15,000 บาทคือสิ่งที่ท่านแถลงนโยบายไว้กับสภา หากจะแก้ไขตัวเลขนี้ ท่านต้องมีนโยบายอย่างอื่นเข้ามาเสริมให้เกษตรกร ไม่เช่นนั้นอันตราย เพราะท่านหาเสียงไว้อย่างนั้น"
เพราะการแก้ปัญหาดังกล่าว ถึงจะตัดภาระการขาดทุนไปได้ แต่การปรับลดราคารับจำนำ ย่อมมีข้อกังวลใจของรัฐบาลอย่างน้อย 2 ประการ ทั้งด้านมวลชนและกฎหมาย
1.การแก้ไขโครงการรับจำนำ ต้องไม่ผิดหลักรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นสิ่งที่ถูกบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ในถ้อยแถลงนโยบายต่อรัฐสภา และคำสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนในช่วงที่พรรคเพื่อไทยเดินหาเสียงเลือกตั้ง
2.ต้องไม่กระทบฐานเสียงในกลุ่มเกษตรกร ดังนั้นหากจะปรับลดราคารับจำนำ รัฐบาลจำเป็นต้องมีคำอธิบายที่ดีพอหรือจัดชุดแคมเปญใหม่เพื่อจูงใจมวลชน
แต่ผ่านพ้นไปเพียง 1 คืน นายกรัฐมนตรีจึงมีคำสั่งเรียกประชุม "ครม.นัดพิเศษ" วันที่ 19 มิ.ย. แต่เหตุการณ์กลับตาลปัตร ไร้เงาเสียงคัดค้านข้อเสนอของ "บุญทรง" แม้แต่น้อย เสมือนว่า "ปัญหา" ที่รัฐบาลกังวลได้ถูกคลี่คลายออกไปเป็นที่เรียบร้อย
เพราะข้อมูลทางกฎหมายจาก "อัชพร" ยืนยันว่า สามารถแก้ไขได้ทันที เพราะได้ล่วงเลยระยะเวลา 1 ปีตามถ้อยแถลงที่นายกรัฐมนตรีให้ไว้กับสภาแล้ว
เช่นเดียวกับการจัดการปัญหา "มวลชน" ที่นายกรัฐมนตรีมีคำสั่ง กำชับให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกพื้นที่ ลงชี้แจงข้อมูล-ข้อเท็จจริงแก่เกษตรกร เพื่อป้องกันการปลุกระดมหรือการก่อตัวกลุ่มต้านรัฐบาล
เมื่อปลดล็อกข้อกังวลใจสำเร็จ การปรับลดราคารับจำนำ จึงกลายเป็น "ทางออก" ที่ดีที่สุดในเวลานี้
แม้เหตุการณ์ลอยแพทั้ง 3 ครั้งก่อนหน้านี้ จะแสดงให้เห็นความพยายามผลักภาระมาไว้ในมือ "บุญทรง"
แม้การส่ง "วราเทพ รัตนากร" รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เข้ามาช่วยแจกแจงตัวเลขการขาดทุน จะช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบาได้ในที่สุด แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า "บุญทรง" ยังคงต้องแบกรับภาระแต่เพียงผู้เดียว
การแหกมติ ครม. เพื่อยืนยัน "ลดราคาจำนำ" ของบุญทรง จึงเป็นการเปลี่ยนเกม "ผู้รับผิดชอบ" ให้กลับมาอยู่ในสายตาของรัฐมนตรีทุกคนอีกครั้ง
เพราะสุดท้ายถึงแม้ กขช.จะมีอำนาจตัดสินใจ แต่คนที่ต้อง "เห็นชอบ-อนุมัติ" ก็คือ คณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มี น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นประมุขฝ่ายบริหาร
ดังนั้นหลังจากนี้ ทั้งองคาพยพจึงหันหน้าหนีปัญหาได้ลำบาก จำเป็นต้องหันมาช่วยกัน "ผลัก-ดัน" นโยบายรับจำนำข้าวที่ถูกเปลี่ยนแปลงนโยบายต่อไป
เพราะหากทำเมินเฉยปล่อยให้ปัญหารุกคืบบานปลาย ชั่วโมงนี้ไม่ได้เพียงแค่ "บุญทรง" ที่จะตกเป็นจำเลยเท่านั้น
แต่ผู้รับผิดชอบในนาม "รัฐบาลยิ่งลักษณ์" ทั้งคณะที่จะถูกวิจารณ์ว่า เป็นทีมบริหารประเทศที่ดึงดันจะทำนโยบายประชา (ไม่) นิยมจนปัญหาบานปลายแบบสุดโต่ง
http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1371896708
เบื้องหลังบาดแผล"จำนำข้าว"2ความกังวลจาก"รบ.ยิ่งลักษณ์"สู่เส้นทางถอย-หนีของ"บุญทรง" / ลักษณะชนชั้น นโยบายจำนำข้าวสำแดงชัด
updated: 22 มิ.ย. 2556 เวลา 20:00:21 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
รายงานพิเศษ
สุดท้ายรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ยอมจำนนต่อโครงการรับจำนำข้าวทุกเมล็ด 15,000 บาทต่อตัน หนึ่งในแคมเปญหาเสียงที่ผลักให้พรรคเพื่อไทยกุมอำนาจฝ่ายบริหารพร้อมครองเสียง ส.ส.ข้างมากในรัฐสภาได้สำเร็จ
หลังจากการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษเมื่อวันที่ 19 มิ.ย.ที่ผ่านมา ทำให้ราคารับจำนำข้าวลดลงจากเดิม 15,000 บาทต่อตันเหลือ 12,000 บาทต่อตัน พร้อมกับการจำกัดวงเงินรับจำนำไม่เกิน 500,000 บาทต่อครัวเรือน และให้มีผลตั้งแต่ 30 มิ.ย.-15 ก.ย. 56 เป็นต้นไป
เป็นการตัดสินใจถอยร่นสุดทาง หลังการตัดสินใจเลิกรับจำนำข้าว "ทุกเมล็ด" และเลิกจำนำราคา 15,000 บาท ตามสัญญาประชานิยมที่ให้ไว้กับประชาชน
เหตุที่ต้องตัดสินใจ "ถอยสุดซอย" เป็นเพราะรัฐบาลมิอาจรับภาระการขาดทุนจากการบริหารโครงการรับจำนำทั้ง 3 ฤดูกาล หลังจาก "ยิ่งลักษณ์" นั่งเก้าอี้ประมุขฝ่ายบริหารได้เพียง 1 ปี 10 เดือน
แม้ฝ่ายรัฐบาล-คู่ขัดแย้ง ยังคงถกเถียงกันเรื่อง "ตัวเลขขาดทุน" ว่าข้อเท็จจริงเป็นจำนวนเท่าไร แต่อย่างไรก็ตามเวลานี้ทั้ง 2 ฝ่ายเห็นตรงกันว่า โครงการรับจำนำข้าวมีผลประกอบการขาดทุนอย่างแน่นอน
ดังนั้น "ครม.ยิ่งลักษณ์" จึงจำเป็นต้องหาทางแก้ปัญหา โดยเดิมทีได้วิเคราะห์เส้นทางนำไปสู่ทางออกถึง 3 แผน ซึ่งมีข้อดี-เสียแตกต่างกันไป
สูตรที่หนึ่ง ขออนุมัติเพิ่มกรอบวงเงินที่ใช้หมุนเวียนในโครงการรับจำนำข้าว จากเดิมที่ถูกกำหนดไว้ที่ 500,000 ล้านบาท เป็นข้อเสนอจากคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) เมื่อวันที่ 17 พ.ค. 56 ซึ่งหลายฝ่ายลงความเห็นว่า เป็นทางออกที่ดีที่สุด หากรัฐบาลเกรงว่าจะกระทบฐานเสียง และเสี่ยงถูกขยายผลเป็นปัญหาการเมือง
ขณะที่ "นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล" รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลเรื่องวงเงินรับจำนำข้าว รายงานว่า แนวทางนี้ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากในปี 2556 กระทรวงการคลังได้ค้ำประกันตาม พ.ร.บ.หนี้สาธารณะใกล้เต็มเพดานที่กฎหมายกำหนด โดยค้ำประกันเรื่องจำนำข้าวไปแล้ว 462,750 ล้านบาท (ณ วันที่ 30 เม.ย. 56)
ดังนั้นแนวคิดที่หนึ่งจึงถูกตีตกไป
สูตรที่สอง เป็นแนวคิดจากวงสนทนาของทีมงาน "ตึกไทยคู่ฟ้า" ที่มี "สุรนันทน์ เวชชาชีวะ" เลขาฯนายกรัฐมนตรีเป็นหัวขบวน ร่วมกับหน่วยงานด้านเศรษฐกิจ อาทิ กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ฯลฯ
เป็นการประเมินหนทางที่จะพา "รัฐบาลยิ่งลักษณ์" ไปสู่แนวทางขาดทุนน้อยที่สุด คือ การจำกัดปริมาณรับจำนำ โดยกำหนดเกณฑ์ให้เกษตรกรสามารถเข้าร่วมโครงการได้ปีละ 1 ครั้งจากปกติที่เข้าร่วมโครงการได้ปีละ 2 ครั้ง
แต่แนวคิดดังกล่าวก็หายเข้ากลีบเมฆ หลังจากวิเคราะห์ว่ามีผลกระทบ "ด้านลบ" มากกว่า "ด้านบวก" โดยเฉพาะการสุ่มเสี่ยงต่อการเผชิญหน้ากับ "มวลชน" และนำไปสู่การขยายผลทางการเมืองแน่นอน
กระทั่งรัฐบาลตัดสินใจเลือกใช้สูตรสุดท้ายที่มีต้นเรื่องจากมติ กขช. เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. 56 เพื่อปรับลดราคารับจำนำข้าวเปลือกเจ้า 5% ลดลงเหลือ 12,000 บาทต่อตัน และจำกัดวงเงินรับจำนำไม่เกิน 500,000 บาทต่อครัวเรือน
"ข้อมูล ณ วันที่ 15 มิ.ย.มีข้าวเข้าโครงการแล้ว 18.836 ล้านตัน จากปริมาณรับจำนำ 22 ล้านตัน ที่ประชุมเห็นว่าควรจะต้องมีการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อให้ปริมาณและวงเงินการรับจำนำปี 2555/56 เกินกว่ากรอบที่อนุมัติไว้ นายบุญทรงจึงได้เสนอแนวทางดำเนินการดังกล่าว" มติ กขช.ระบุ
อย่างไรก็ตาม ที่ประชุม กขช.ก็แสดงความกังวลเช่นกันว่า การปรับเปลี่ยนกลางคันอาจเกิดความวุ่นวาย และความไม่เท่าเทียมระหว่างผู้ที่จำนำไปแล้วกับผู้ที่ยังไม่ได้จำนำ และการลดราคาอาจมีผลกระทบต่อราคาตลาดในประเทศ และราคาส่งออก ที่เสี่ยงว่าอาจมีการเจรจาขอปรับราคาลงได้
ไม่เว้นแม้กระทั่งที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.ที่ผ่านมา ข้อเสนอดังกล่าวก็ถูก "ตีกลับ" พร้อมแนบคำสั่งให้ กขช.นำข้อเสนอของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกลับไปพิจารณาเพื่อหาทางออกอีกครั้ง
กระทั่งช่วงหัวค่ำวันเดียวกันจึงมีการประชุม กขช.ด่วนทันที และนำมาซึ่งการ "ยืนยันมติเดิม" ปรับลดราคารับจำนำ 12,000 บาทต่อตัน
เป็นมติ กขช.ที่ดูเหมือนว่าจะเพิกเฉยต่อความเห็นของที่ประชุม ครม.ที่เพิ่งประชุมผ่านพ้นไปเพียง 5 ชั่วโมง
โดยการเสนอทางออกครั้งนี้เป็นแนวคิดจากเจ้ากระทรวงพาณิชย์ "บุญทรง เตริยาภิรมย์" ผู้ที่ต้องแบกรับภาระจากอภิมหาโครงการประชานิยมแต่เพียงผู้เดียว และเป็นการตัดสินใจหลังจากถูก "ลอยแพ" มาแล้ว 3 ครั้ง 3 เหตุการณ์
หนึ่ง เป็นการถูกลอยแพหลังจากที่พยายามผลักดันให้ กขช. เสนอขอเพิ่มวงเงินโครงการรับจำนำ ที่สุดท้ายถูกตีกลับ
สอง เมื่อตัวเลขการขาดทุนที่ถูกตีตรา "ลับ" จากอนุกรรมการปิดบัญชีฯ ถูกเปิดเผยต่อสาธารณชน โดยเฉพาะข้อมูลที่ตกอยู่ในมือพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายบุญทรงถูกโจมตีอย่างหนักและต่อเนื่อง กระทั่งนำมาซึ่งการตั้งโต๊ะชี้แจงเมื่อวันที่ 7 มิ.ย.ที่ผ่านมา
แม้ในวันเดียวกัน "ยิ่งลักษณ์" จะเรียกประชุมด่วน "รัฐมนตรีเพื่อไทย" ที่บ้านพิษณุโลก เพื่อแก้ปัญหานโยบายรัฐบาลที่ถูกโจมตีจากข่าวลือ ข่าวผิด และตัวเลขการขาดทุนจำนำข้าว
แต่ทว่าเรื่องจำนำข้าวก็กระทำได้เพียงมอบหมายให้ "กิตติรัตน์ ณ ระนอง" รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์โครงการ ซึ่งจนบัดนี้ยังไม่มีความเคลื่อนไหวในทิศทางการแก้ปัญหาดังกล่าว
แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ก่อนหน้าที่จะมีการประชุมที่บ้านพิษณุโลก นายกรัฐมนตรีได้เรียกนายบุญทรงเข้ามาชี้แจงปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้น แต่สุดท้ายก็ไม่มีคำตอบและทางออกที่ชัดเจนเช่นกัน
"นายบุญทรงได้อธิบายตัวเลขทางบัญชีในทางเทคนิค ไม่ใช่แค่ประชาชนจะเข้าใจหรือไม่ พวกเราที่นั่งร่วมโต๊ะก็สับสนไม่ต่างจากประชาชน" แหล่งข่าวระบุ
สุดท้ายในเหตุการณ์บนโต๊ะชี้แจงที่กระทรวงพาณิชย์ "บุญทรง" จึงถูกสื่อมวลชนรุมซักฟอกพร้อมกับ "ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ" รมช.พาณิชย์ ก็ไร้สัญญาณความช่วยเหลือจากช่องทางอื่น จึงถือเป็นการถูกลอยแพครั้งที่สอง
กระทั่ง "บุญทรง" ถูกลอยแพให้ลุยเดี่ยวเป็นครั้งที่สาม หลังจากที่พยายามผลักดันข้อเสนอ "ลดราคาจำนำ" ในคราวประชุม ครม.ครั้งล่าสุด
"ไม่มีใครตอบรับข้อเสนอแม้แต่คนเดียว แม้นายบุญทรงจะอธิบายว่า หากปล่อยเวลาออกไป และไม่เริ่มดำเนินการทันที ก็ส่อเค้าว่าจะมีข้าวทะลักเข้าโครงการจำนวนมาก นั่นหมายถึงรัฐต้องขาดทุนจากโครงการนี้เพิ่ม" แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลระบุ
มีเพียง "อัชพร จารุจินดา" เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาที่เสนอความเห็นต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อประกอบการตัดสินใจ
"ท่านต้องไม่ลืมว่าตัวเลข 15,000 บาทคือสิ่งที่ท่านแถลงนโยบายไว้กับสภา หากจะแก้ไขตัวเลขนี้ ท่านต้องมีนโยบายอย่างอื่นเข้ามาเสริมให้เกษตรกร ไม่เช่นนั้นอันตราย เพราะท่านหาเสียงไว้อย่างนั้น"
เพราะการแก้ปัญหาดังกล่าว ถึงจะตัดภาระการขาดทุนไปได้ แต่การปรับลดราคารับจำนำ ย่อมมีข้อกังวลใจของรัฐบาลอย่างน้อย 2 ประการ ทั้งด้านมวลชนและกฎหมาย
1.การแก้ไขโครงการรับจำนำ ต้องไม่ผิดหลักรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นสิ่งที่ถูกบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ในถ้อยแถลงนโยบายต่อรัฐสภา และคำสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนในช่วงที่พรรคเพื่อไทยเดินหาเสียงเลือกตั้ง
2.ต้องไม่กระทบฐานเสียงในกลุ่มเกษตรกร ดังนั้นหากจะปรับลดราคารับจำนำ รัฐบาลจำเป็นต้องมีคำอธิบายที่ดีพอหรือจัดชุดแคมเปญใหม่เพื่อจูงใจมวลชน
แต่ผ่านพ้นไปเพียง 1 คืน นายกรัฐมนตรีจึงมีคำสั่งเรียกประชุม "ครม.นัดพิเศษ" วันที่ 19 มิ.ย. แต่เหตุการณ์กลับตาลปัตร ไร้เงาเสียงคัดค้านข้อเสนอของ "บุญทรง" แม้แต่น้อย เสมือนว่า "ปัญหา" ที่รัฐบาลกังวลได้ถูกคลี่คลายออกไปเป็นที่เรียบร้อย
เพราะข้อมูลทางกฎหมายจาก "อัชพร" ยืนยันว่า สามารถแก้ไขได้ทันที เพราะได้ล่วงเลยระยะเวลา 1 ปีตามถ้อยแถลงที่นายกรัฐมนตรีให้ไว้กับสภาแล้ว
เช่นเดียวกับการจัดการปัญหา "มวลชน" ที่นายกรัฐมนตรีมีคำสั่ง กำชับให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกพื้นที่ ลงชี้แจงข้อมูล-ข้อเท็จจริงแก่เกษตรกร เพื่อป้องกันการปลุกระดมหรือการก่อตัวกลุ่มต้านรัฐบาล
เมื่อปลดล็อกข้อกังวลใจสำเร็จ การปรับลดราคารับจำนำ จึงกลายเป็น "ทางออก" ที่ดีที่สุดในเวลานี้
แม้เหตุการณ์ลอยแพทั้ง 3 ครั้งก่อนหน้านี้ จะแสดงให้เห็นความพยายามผลักภาระมาไว้ในมือ "บุญทรง"
แม้การส่ง "วราเทพ รัตนากร" รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เข้ามาช่วยแจกแจงตัวเลขการขาดทุน จะช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบาได้ในที่สุด แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า "บุญทรง" ยังคงต้องแบกรับภาระแต่เพียงผู้เดียว
การแหกมติ ครม. เพื่อยืนยัน "ลดราคาจำนำ" ของบุญทรง จึงเป็นการเปลี่ยนเกม "ผู้รับผิดชอบ" ให้กลับมาอยู่ในสายตาของรัฐมนตรีทุกคนอีกครั้ง
เพราะสุดท้ายถึงแม้ กขช.จะมีอำนาจตัดสินใจ แต่คนที่ต้อง "เห็นชอบ-อนุมัติ" ก็คือ คณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มี น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นประมุขฝ่ายบริหาร
ดังนั้นหลังจากนี้ ทั้งองคาพยพจึงหันหน้าหนีปัญหาได้ลำบาก จำเป็นต้องหันมาช่วยกัน "ผลัก-ดัน" นโยบายรับจำนำข้าวที่ถูกเปลี่ยนแปลงนโยบายต่อไป
เพราะหากทำเมินเฉยปล่อยให้ปัญหารุกคืบบานปลาย ชั่วโมงนี้ไม่ได้เพียงแค่ "บุญทรง" ที่จะตกเป็นจำเลยเท่านั้น
แต่ผู้รับผิดชอบในนาม "รัฐบาลยิ่งลักษณ์" ทั้งคณะที่จะถูกวิจารณ์ว่า เป็นทีมบริหารประเทศที่ดึงดันจะทำนโยบายประชา (ไม่) นิยมจนปัญหาบานปลายแบบสุดโต่ง
http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1371896708