พอดีได้รู้จักกับผู้ชายจีนโดยบังเอิญเมื่อปีที่แล้วค่ะ การพบเจอก็เจอกันประหลาดมากเจอบนเครื่องบิน ก็คุยกันมาเรื่อยๆ จีบๆกันไป เพราะเราคุยจีนกลางได้ ที่บ้านเป็นคนจีน ต่างคนต่างบอกชอบกันนะคะ แต่ก็ไม่ได้ตกลงเป็นแฟนกันนะคะ
ตอนเดือน เม.ย. เค้ากลับไทยมาอีกเพื่อจะมาทำธุรกิจ และตั้งใจจะอยู่ไทย 1 ปี เราก็ไม่ได้ถามหรอกค่ะว่าจะทำอะไร แต่เค้าขอร้องให้เราช่วยดูแลเค้าได้ไหม ก่อนหน้านี้เค้าก็กลัวเราจะหนีไปมีแฟนตลอด กลัวว่าถ้าเค้ามาเราจะไม่มีเวลาไปเทคแคร์เค้า เค้ามาเราก็จัดแจงเป็นธุระ ตั้งแต่ไปรับ ไปเดินหาหอพักด้วยกัน พาเที่ยวเสาร์อาทิตย์ เจอกันกินข้าวด้วยกันแทบจะทุกวันตอนหลังเลิกงาน
ปีที่แล้วเค้าเคยมาอยู่ไทย 1 เดือน อยู่กับคนจีนด้วยกัน แต่มาทราบภายหลังว่าน่าจะทะเลาะกัน เลยจะแยกมาอยู่คนเดียว
อยู่ได้ไม่ถึงเดือนก็มีเรื่องให้ช๊อค เพราะเค้าบอกว่าคงอยู่ที่นี่ไม่ได้แล้ว หาลูกค้าไม่ได้เลย ถ้าอยู่ต่อก็กลัวจะขาดทุน อีกอย่างเหงา ไม่มีเพื่อนก็เลยจะกลับประเทศ
ด้วยความที่เราชอบเค้า อยากให้เค้าอยู่ต่อ ก็เลยพูดรั้งไว้ ปลอบไปว่าการลงทุนมีความเสี่ยง เดือนเดียวจะคืนทุนเลยไม่ได้หรอกนะ รอบแรกพูดไม่สำเร็จ ก็มีทะเลาะกันเรียกได้ว่าแตกหักกันไปเลย โกรธกันสองสามวัน เค้าก็มาบอกว่าจะอยู่ต่อ แต่ขอย้ายเข้ามาบ้านเราเลยได้ไหม ขอร้องให้ไปคุยกับแม่เลยนะ เราก็ปฏิเสธไปบอกว่าไม่ได้หรอก แม่เราไม่ยอม ตัวคุณก็ไม่ได้เป็นอะไรกับเรา แค่ชอบกันเฉยๆ เค้าบอกให้เราบอกแม่ไปเลยว่า นี่คือคนที่เราจะแต่งงานด้วย...สุดท้ายเราก็ปฏิเสธค่ะ
เราเลยยื่นข้อเสนอ เอางี้ก็ได้ เราจะเช่าหออยู่กับเค้า ไม่รู้ว่าตอนนั้นโง่ไปเสนอได้ยังไง โดยที่เราจะช่วยออกค่าเช่าครึ่งนึง แต่เราจะไม่ค้างด้วย เรามีแม่เราต้องกลับบ้าน เค้าเลยยอมไปเช่าหอใหม่ หาด้วยตัวเอง นี้บังเอิญมาก หอที่หาได้ห่างจากบ้านเรา 100 เมตร ตอนแรกเราก็ไม่ทราบว่าเค้ามาหาได้ตรงบ้านเรา เพราะเราไปทำงานที่ตปท. 1 อาทิตย์ค่ะ คราวนี้เรากับเค้าเลยได้เจอกันทุกวัน ตอนเย็นเราก็ทำกับข้าวจากบ้านไปให้กิน ซักผ้าก็ไม่ต้องหยอดเหรียญ เพราะเค้าส่งให้เราซักให้ค่ะ เราใช้ชีวิตหลังเลิกงาน เสาร์อาทิตย์อยู่กับเค้าทั้งวันค่ะ แต่ไม่เกินเลยไปมากกว่ากอดหอม นอนหนุนตักนะคะ (ถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้ตกลงเป็นแฟนกันค่ะ) ไปเที่ยวตจว พักห้องเดียวกัน ก็แค่นอนกอดกันเฉยๆ
ตอนหลังเหมือนจะออกลาย มาเปลี่ยนตอนเดือนที่แล้วที่เรารั้งให้อยู่ต่อ แรกๆที่มาก็ยังผลัดกันออกค่ากินค่าเที่ยว แต่ค่าน้ำมันรถเราไม่ได้เก็บกับเค้านะคะ ...พอเข้าเดือนที่เค้าอยู่ต่อ เวลาไปกินข้าวข้างนอกด้วยกัน เค้าให้เราออกเงินทุกครั้งค่ะ จะกินถูกกินแพงเราจ่ายตลอด นิสัยก็เปลี่ยนไปจากสุภาพบุรุษ กลายเป็นชอบพูดอะไรตรงๆ ว่าเป็นว่าด่าเป็นด่า ใครที่เคยไปเที่ยวเมืองจีนก็น่าจะรู้มาบ้าง แต่เผอิญเราชินเพราะเราเคยขลุกอยู่จีนมาหลายปี เลยไม่ค่อยคิดมาก เราก็ยอมควักจ่ายนะคะ ก็ถือว่าตอบแทนที่เค้าอยู่ต่อเพื่อเรา วันๆต้องรอเราเลิกงานมาพาไปกินข้าว หรือเอาข้าวมาส่ง กลางวันเค้ากินร้านใต้หอค่ะ ใช้ชีวิตอยู่แต่ในห้อง ไม่ได้ไปไหน เราสงสารเค้าตรงนี้ค่ะ เลยยอมทุกอย่างที่เค้าใช้เรา
เค้าบ่นตลอดว่าอยู่เมืองไทยไม่มีความสุข เหงา ไม่มีเพื่อน วันๆนั่งนอนๆ ธุรกิจก็ไม่ได้ทำแล้ว แต่ขออยู่เพื่อเราอีกเดือน ส่วนเรื่องเงินเรารู้นะคะว่าเค้ามีเงิน แต่มันเป็นเงินที่บ้าน เค้าบอกไม่อยากถอนออกมาใช้ อายพ่อแม่ เอาเงินมาถลุง เราเลยรู้สึกผิดที่รั้งเค้าไว้ ก็คอยซื้อของใช้ ออกค่าข้าวให้ตามที่บอก จนครบอีกหนึ่งเดือนวีซ่าหมดก็ต้องกลับ
ที่ทำเราไม่ค่อยพอใจที่สุดคือ ถึงเวลาที่เค้าต้องกลับจีนจริง เพื่อนฝากซื้อของ เรารูดบัตรจ่ายให้ทุกรายการค่ะ จำนวนเงินไม่มาก แค่สองพันหน่อยๆ ธุระเพื่อนคุณ ไม่ใช่ธุระเรา ...วันสุดท้ายคืนห้อง เค้าเอาเงินประกันคืนเรานะคะ แต่ขาดไปเกือบพัน เพราะโดนหักค่าน้ำค่าไฟ เราจุกพูดไม่ออก
วันสุดท้ายที่ส่งเค้า เค้าบอกให้กลับไปใช้ชีวิตตัวเอง อยู่คนเดียว ต้องอยู่ให้ได้นะ ... ได้ยินน้ำตาไหลเป็นเผาเต่า รู้แต่แรกตั้งแต่ที่เค้าบอกว่าจะกลับหนแรก ว่าไปต่อไม่ได้ แต่นึกว่าเราจะเป็นเพื่อนกันได้ ก็ยังหวังว่าคงจะติดต่อกันอยู่
เค้ากลับจีนไปแรกๆก็ยังคุยบ้าง แบบอาทิตย์ละครั้ง ล่าสุดที่คุยกันคืออาทิตย์ที่แล้ว บอกว่ายายเสีย ต้องกลับบ้านเก่า...แล้วหายไปเลยค่ะ เราเองก็ไม่อยากคุยต่อ เพราะเรามานั่งทบทวนดูแล้ว เรานี่มันโดนหลอกหรือเปล่า เจอแบบนี้ยังจะติดต่ออีกเหรอ
เพื่อนๆว่าเราจะทำยังไงดีคะ รอดูท่าที หรือว่าควรยังไง
เวลาที่เราอยู่ด้วยกันเค้าถามเราตลอดนะคะ ว่าทำไมถึงดีกับเค้ามากขนาดนี้ แม้แต่ตอนที่เค้าเปลี่ยนไปก็คอยถาม เราปากหนักไม่บอกเค้าค่ะ ว่าเริ่มรักเค้า เค้าก็บอกกับเราค่ะว่าเค้ากลับไปต้องคิดถึงเราแน่ๆ เล่นดีกับเค้าเกินไป เราเองอาจจะเป็นคนดีเกินไป เป็นคนชอบแทคแคร์เพือ่นๆอยู่แล้ว ใจดีเกินไป เลยไม่ระวังว่าอาจจะมาหาผลประโยชน์ เพราะก่อนหน้านี้ที่คุยกันผ่านเวยซิ่น คิวคิว แบบที่คนจีนเค้าฮิตใช้กัน เค้าดูเป็นคนดีมาก เจอหน้ากันสองสามครั้งเมื่อปีที่แล้ว ก็ยังดูไม่มีพิษภัย
แบบนี้เค้าเรียกโดนหลอกใช้ใช่ไหมคะ ต้องทำตัวยังไงต่อไปดี
ตอนเดือน เม.ย. เค้ากลับไทยมาอีกเพื่อจะมาทำธุรกิจ และตั้งใจจะอยู่ไทย 1 ปี เราก็ไม่ได้ถามหรอกค่ะว่าจะทำอะไร แต่เค้าขอร้องให้เราช่วยดูแลเค้าได้ไหม ก่อนหน้านี้เค้าก็กลัวเราจะหนีไปมีแฟนตลอด กลัวว่าถ้าเค้ามาเราจะไม่มีเวลาไปเทคแคร์เค้า เค้ามาเราก็จัดแจงเป็นธุระ ตั้งแต่ไปรับ ไปเดินหาหอพักด้วยกัน พาเที่ยวเสาร์อาทิตย์ เจอกันกินข้าวด้วยกันแทบจะทุกวันตอนหลังเลิกงาน
ปีที่แล้วเค้าเคยมาอยู่ไทย 1 เดือน อยู่กับคนจีนด้วยกัน แต่มาทราบภายหลังว่าน่าจะทะเลาะกัน เลยจะแยกมาอยู่คนเดียว
อยู่ได้ไม่ถึงเดือนก็มีเรื่องให้ช๊อค เพราะเค้าบอกว่าคงอยู่ที่นี่ไม่ได้แล้ว หาลูกค้าไม่ได้เลย ถ้าอยู่ต่อก็กลัวจะขาดทุน อีกอย่างเหงา ไม่มีเพื่อนก็เลยจะกลับประเทศ
ด้วยความที่เราชอบเค้า อยากให้เค้าอยู่ต่อ ก็เลยพูดรั้งไว้ ปลอบไปว่าการลงทุนมีความเสี่ยง เดือนเดียวจะคืนทุนเลยไม่ได้หรอกนะ รอบแรกพูดไม่สำเร็จ ก็มีทะเลาะกันเรียกได้ว่าแตกหักกันไปเลย โกรธกันสองสามวัน เค้าก็มาบอกว่าจะอยู่ต่อ แต่ขอย้ายเข้ามาบ้านเราเลยได้ไหม ขอร้องให้ไปคุยกับแม่เลยนะ เราก็ปฏิเสธไปบอกว่าไม่ได้หรอก แม่เราไม่ยอม ตัวคุณก็ไม่ได้เป็นอะไรกับเรา แค่ชอบกันเฉยๆ เค้าบอกให้เราบอกแม่ไปเลยว่า นี่คือคนที่เราจะแต่งงานด้วย...สุดท้ายเราก็ปฏิเสธค่ะ
เราเลยยื่นข้อเสนอ เอางี้ก็ได้ เราจะเช่าหออยู่กับเค้า ไม่รู้ว่าตอนนั้นโง่ไปเสนอได้ยังไง โดยที่เราจะช่วยออกค่าเช่าครึ่งนึง แต่เราจะไม่ค้างด้วย เรามีแม่เราต้องกลับบ้าน เค้าเลยยอมไปเช่าหอใหม่ หาด้วยตัวเอง นี้บังเอิญมาก หอที่หาได้ห่างจากบ้านเรา 100 เมตร ตอนแรกเราก็ไม่ทราบว่าเค้ามาหาได้ตรงบ้านเรา เพราะเราไปทำงานที่ตปท. 1 อาทิตย์ค่ะ คราวนี้เรากับเค้าเลยได้เจอกันทุกวัน ตอนเย็นเราก็ทำกับข้าวจากบ้านไปให้กิน ซักผ้าก็ไม่ต้องหยอดเหรียญ เพราะเค้าส่งให้เราซักให้ค่ะ เราใช้ชีวิตหลังเลิกงาน เสาร์อาทิตย์อยู่กับเค้าทั้งวันค่ะ แต่ไม่เกินเลยไปมากกว่ากอดหอม นอนหนุนตักนะคะ (ถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้ตกลงเป็นแฟนกันค่ะ) ไปเที่ยวตจว พักห้องเดียวกัน ก็แค่นอนกอดกันเฉยๆ
ตอนหลังเหมือนจะออกลาย มาเปลี่ยนตอนเดือนที่แล้วที่เรารั้งให้อยู่ต่อ แรกๆที่มาก็ยังผลัดกันออกค่ากินค่าเที่ยว แต่ค่าน้ำมันรถเราไม่ได้เก็บกับเค้านะคะ ...พอเข้าเดือนที่เค้าอยู่ต่อ เวลาไปกินข้าวข้างนอกด้วยกัน เค้าให้เราออกเงินทุกครั้งค่ะ จะกินถูกกินแพงเราจ่ายตลอด นิสัยก็เปลี่ยนไปจากสุภาพบุรุษ กลายเป็นชอบพูดอะไรตรงๆ ว่าเป็นว่าด่าเป็นด่า ใครที่เคยไปเที่ยวเมืองจีนก็น่าจะรู้มาบ้าง แต่เผอิญเราชินเพราะเราเคยขลุกอยู่จีนมาหลายปี เลยไม่ค่อยคิดมาก เราก็ยอมควักจ่ายนะคะ ก็ถือว่าตอบแทนที่เค้าอยู่ต่อเพื่อเรา วันๆต้องรอเราเลิกงานมาพาไปกินข้าว หรือเอาข้าวมาส่ง กลางวันเค้ากินร้านใต้หอค่ะ ใช้ชีวิตอยู่แต่ในห้อง ไม่ได้ไปไหน เราสงสารเค้าตรงนี้ค่ะ เลยยอมทุกอย่างที่เค้าใช้เรา
เค้าบ่นตลอดว่าอยู่เมืองไทยไม่มีความสุข เหงา ไม่มีเพื่อน วันๆนั่งนอนๆ ธุรกิจก็ไม่ได้ทำแล้ว แต่ขออยู่เพื่อเราอีกเดือน ส่วนเรื่องเงินเรารู้นะคะว่าเค้ามีเงิน แต่มันเป็นเงินที่บ้าน เค้าบอกไม่อยากถอนออกมาใช้ อายพ่อแม่ เอาเงินมาถลุง เราเลยรู้สึกผิดที่รั้งเค้าไว้ ก็คอยซื้อของใช้ ออกค่าข้าวให้ตามที่บอก จนครบอีกหนึ่งเดือนวีซ่าหมดก็ต้องกลับ
ที่ทำเราไม่ค่อยพอใจที่สุดคือ ถึงเวลาที่เค้าต้องกลับจีนจริง เพื่อนฝากซื้อของ เรารูดบัตรจ่ายให้ทุกรายการค่ะ จำนวนเงินไม่มาก แค่สองพันหน่อยๆ ธุระเพื่อนคุณ ไม่ใช่ธุระเรา ...วันสุดท้ายคืนห้อง เค้าเอาเงินประกันคืนเรานะคะ แต่ขาดไปเกือบพัน เพราะโดนหักค่าน้ำค่าไฟ เราจุกพูดไม่ออก
วันสุดท้ายที่ส่งเค้า เค้าบอกให้กลับไปใช้ชีวิตตัวเอง อยู่คนเดียว ต้องอยู่ให้ได้นะ ... ได้ยินน้ำตาไหลเป็นเผาเต่า รู้แต่แรกตั้งแต่ที่เค้าบอกว่าจะกลับหนแรก ว่าไปต่อไม่ได้ แต่นึกว่าเราจะเป็นเพื่อนกันได้ ก็ยังหวังว่าคงจะติดต่อกันอยู่
เค้ากลับจีนไปแรกๆก็ยังคุยบ้าง แบบอาทิตย์ละครั้ง ล่าสุดที่คุยกันคืออาทิตย์ที่แล้ว บอกว่ายายเสีย ต้องกลับบ้านเก่า...แล้วหายไปเลยค่ะ เราเองก็ไม่อยากคุยต่อ เพราะเรามานั่งทบทวนดูแล้ว เรานี่มันโดนหลอกหรือเปล่า เจอแบบนี้ยังจะติดต่ออีกเหรอ
เพื่อนๆว่าเราจะทำยังไงดีคะ รอดูท่าที หรือว่าควรยังไง
เวลาที่เราอยู่ด้วยกันเค้าถามเราตลอดนะคะ ว่าทำไมถึงดีกับเค้ามากขนาดนี้ แม้แต่ตอนที่เค้าเปลี่ยนไปก็คอยถาม เราปากหนักไม่บอกเค้าค่ะ ว่าเริ่มรักเค้า เค้าก็บอกกับเราค่ะว่าเค้ากลับไปต้องคิดถึงเราแน่ๆ เล่นดีกับเค้าเกินไป เราเองอาจจะเป็นคนดีเกินไป เป็นคนชอบแทคแคร์เพือ่นๆอยู่แล้ว ใจดีเกินไป เลยไม่ระวังว่าอาจจะมาหาผลประโยชน์ เพราะก่อนหน้านี้ที่คุยกันผ่านเวยซิ่น คิวคิว แบบที่คนจีนเค้าฮิตใช้กัน เค้าดูเป็นคนดีมาก เจอหน้ากันสองสามครั้งเมื่อปีที่แล้ว ก็ยังดูไม่มีพิษภัย