อาเซียนผลิตข้าวได้ 1 ใน 4 ของตลาดโลกคิดเป็น 112.5 ล้านตัน/ปี โดยผู้ผลิตเรียงลำดับกำลังการผลิตได้ดังนี้
1. อินโดนีเซีย 35.50 ล้านตัน/ปี
2. เวียดนาม 26.40 ล้านตัน/ปี
3. ไทย 20.26 ล้านตัน/ปี
โดยพื้นที่การเพาะปลูกของไทยมากกว่าเวียดนาม 20 ล้านไร่คือ
1. เวียดนามมีพื้นที่เพาะปลูก 46.38 ล้านไร่
2. ไทยมีพื้นที่เพาะปลูก 66.69 ล้านไร่
ดังนั้นจึงแสดงให้เห็นว่าพื้นที่การเพาะปลูกของเราต่ำกว่าคู่แข่งมากโดยคิดกำลังการผลิตต่อไร่ข้าวในอาเซี่ยนดังนี้
1. เวียดนาม 803.2 Kg/ไร่
2. อินโดนีเซีย 802.6 Kg/ไร่
3. มาเลเซีย 588.8 Kg/ไร่
4. ลาว 579.2 Kg/ไร่
5. ฟิลิปิน 576.6 Kg/ไร่
6. ไทย 454.4 Kg/ไร่
7. กัมพูชา 443.2 Kg/ไร่
8. พม่า 422 Kg/ไร่
หลักการช่วยเหลือชาวนาที่แตกต่างกันระหว่าง ชาวนาไทย – เวียดนาม
ไทย
ใช้การจำนำข้าวเปลือกทุกเมล็ด
↓
ชาวนาทำนา ต้องการได้ข้าวมาก - เช่าที่นาเพิ่มเพื่อ เพิ่มพื้นที่การเพาะปลูกโดยเป็น
ลูกไล่โรงสีข้าว
( ชาวนาเช่านาจากโรงสีแบ่ง 20% ของกำลังการผลิตให้โรงสี , ปุ๋ย, ยาฆ่าแมลง, เครื่องจักร, แรงงาน )
↓
ขายให้โรงสีโรงสีตัดราคาค่าความชื้น และ สิ่งเจือปน ได้ไม่ถึง 15,000
ซ้ำเงินรัฐยังออกช้ากว่าการเก็บเกี่ยวทำให้จำต้องรับเงินจากโรงสีโดยตรง
ก่อนซึ่งก็ได้น้อยกว่า 15,000 อยู่ดี
↓
ข้าวเข้าโกดังโรงสี โรงสีได้ค่าเก็บรักษาข้าว
โครงการดังกล่าวจะส่งผลให้เกษตรกรทำการเพิ่มผลผลิตโดยขาดการควบคุมคุณภาพข้าวเน้นปริมาณอย่างเดียวซึ่งจะทำให้พันธ์ข้าวเสื่อมคุณภาพลงในระยะยาว
เวียดนาม
ใช้การประกันกำไร 30 %
↓
รัฐบาลเป็นผู้ควบคุมราคา ( นำเข้า – ส่งออก )
↓
กระทรวงเกษตร และ พัฒนาชนบท
↓
สมาคมอาหาร
↓
โรงสี , ชาวนา
โดยรัฐบาลเป็นผู้กำหนดราคาการซื้อของโรงสีจากชาวนาให้ได้กำไร 30% จากต้นทุน โดยรัฐกำหนดราคาต้นทุนและให้นโยบายการซื้อว่าเป็นราคาเท่าไหร่เพราะ 97% ของผู้ค้าข้าวในเวียดนามเป็น รัฐวิสาหกิจในช่วงที่ราคาข้าวตกต่ำในปีไหนรัฐก็จะสั่งให้สมาคมอาหารทำการอุดหนุนช่วยเหลือชาวนาให้ยังคงได้กำไร 30% เท่าเดิม ในกรณีที่ชาวนาควบคุมต้นทุนการผลิตไม่ได้ตามที่รัฐบาลกำหนดก็รับภาระเอาเอง แต่ถ้าทำตามรัฐกำหนดยังไงก็ได้
ซึ่งนโยบายที่ใช้ควบคู่ไปกับนโยบาย ประกันกำไร 30% คือ
นโยบาย 3 ลด 3 เพิ่ม
1. ลดปริมาณเมล็ดพันธ์เพื่อไม่ให้แน่นเกินไปซึ่งอาจส่งผลให้เกิดโรคระบาดและต้นพืชไม่สมบูรณ์จากการแย่งอาหารได้
2. ลดปุ๋ยเคมี
3. ลดยาฆ่าแมลง
1. เพิ่มคุณภาพของพันธ์ข้าวโดยมีศูนย์วิจัยพันธุ์ข้าวทำการทดลองพันธุ์ข้าวใหม่ๆที่ให้รสชาติดีและต้านทานโรคได้สูง
2. เพิ่มคุณภาพการดำเนินงานเตรียมดิน เก็บเกี่ยว
3. เพิ่มกำไร
ซึ่งเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2548 ซึ่งตั้งแต่เวียดนามใช้นโยบายนี้ก็ทำให้ปริมาณการส่งออกของเวียดนามสูงกว่าไทยอย่างต่อเนื่องตลอด 8 ปี ซึ่งตั้งแต่ปี 2548 ถึงปี 2556 เวียดนามมีการขยายตัวถึง 90% ซึ่งต่างจากไทยที่ขยายตัวเพียง 13 % เท่านั้น
ซึ่งทุกๆครั้งที่มีการพูดถึงยอดการส่งออกของข้าวไทย มักจะอ้างถึงคุณภาพที่เหนือกว่าข้าวในชาติอื่นๆ แต่เราอาจจะต้องมองย้อนกลับมาดูว่าข้าวในตลาดต่างประเทศจริงแล้วมันเป็นอย่างไรบ้าง
ในการประชุมข้าวโลกในปี 2011
“ ปอซานลุย” ( pearl paw san ) : ข้าวหอม พม่า
ถูกยกให้เป็นข้าวที่มีรสชาติดีที่สุดในโลกได้รับรางวัล World best rice award ซึ่งข้าวหอมมะลิของไทยนั้นได้เป็นอันดับ 2
“ เจอะด๋าว ” : ข้าวหอม เวียดนาม
ก็กำลังยกระดับตัวเองให้เทียบเท่าข้าวหอมไทยขึ้นทุกทีแต่ราคาถูกกว่า มาก
ซึ่งสถานการณ์ข้าวในอาเซี่ยนตอนนี้ เวียดนามได้ทำการจับมือกับพม่าเพื่อจะเป็นผู้ผลิตข้าวรายใหญ่ที่สุดของโลกบวกกับ กัมพูชาอีกประเทศแล้วใช้ตราของ อาเซี่ยนเป็นจุดขายโดยเป็นกลุ่มข้าวที่มีราคาใกล้เคียงกัน คุณภาพใกล้เคียงกันโดยไม่มีประเทศไทยอยู่ในนั้นเพราะไม่สามารถเข้าพวกได้เพราะข้าวของเราแพงเกินไป ซึ่งเราอาจจะต้องมองจุดยืนในตลาดโลกว่าเราจะยืนอยูในจุดใดกันแน่
สุดท้ายหากเรายังคงหลับหูหลับตารับจำนำโดยไม่มองตลาดโลกเลย ไม่ปรับทัศนคติของชาวนาในท้ายที่สุดข้าวไทยก็จะขายไม่ได้ รัฐบาลถังแตกทั้งไม่มีที่ เก็บข้าว และไม่มีเงินจะให้ ผมอยากรู้เหมือนกันว่าเมื่อเราเดินไปถึงจุดนั้นคนที่เจ็บปวดที่สุดจะเป็นใครถ้าไม่ใช่ชาวนา
ชาวนาเค้ามองไม่ออกหรอกเพราะหน้าที่เค้าคือปลูกข้าวไม่ได้ต้องมามองตลาดโลก อยู่ดีๆได้ 15,000 ดีกว่าไม่ได้ เพราะรัฐบาลไม่ว่าชุดไหนๆก็ไม่เคยช่วยอะไรเราได้เท่าไหร่อยู่แล้ว แต่เราๆท่านๆ ผู้ที่มีความรู้อยู่บ้างก็น่าจะสะกิดให้เค้ารู้ตัวหน่อยนะครับ ว่ารัฐบาลกำลังจูงมือเขาไปตาย
สถานการณ์ชาวนาไทยกำลังน่าเป็นห่วง
1. อินโดนีเซีย 35.50 ล้านตัน/ปี
2. เวียดนาม 26.40 ล้านตัน/ปี
3. ไทย 20.26 ล้านตัน/ปี
โดยพื้นที่การเพาะปลูกของไทยมากกว่าเวียดนาม 20 ล้านไร่คือ
1. เวียดนามมีพื้นที่เพาะปลูก 46.38 ล้านไร่
2. ไทยมีพื้นที่เพาะปลูก 66.69 ล้านไร่
ดังนั้นจึงแสดงให้เห็นว่าพื้นที่การเพาะปลูกของเราต่ำกว่าคู่แข่งมากโดยคิดกำลังการผลิตต่อไร่ข้าวในอาเซี่ยนดังนี้
1. เวียดนาม 803.2 Kg/ไร่
2. อินโดนีเซีย 802.6 Kg/ไร่
3. มาเลเซีย 588.8 Kg/ไร่
4. ลาว 579.2 Kg/ไร่
5. ฟิลิปิน 576.6 Kg/ไร่
6. ไทย 454.4 Kg/ไร่
7. กัมพูชา 443.2 Kg/ไร่
8. พม่า 422 Kg/ไร่
หลักการช่วยเหลือชาวนาที่แตกต่างกันระหว่าง ชาวนาไทย – เวียดนาม
ไทย
ใช้การจำนำข้าวเปลือกทุกเมล็ด
↓
ชาวนาทำนา ต้องการได้ข้าวมาก - เช่าที่นาเพิ่มเพื่อ เพิ่มพื้นที่การเพาะปลูกโดยเป็น
ลูกไล่โรงสีข้าว
( ชาวนาเช่านาจากโรงสีแบ่ง 20% ของกำลังการผลิตให้โรงสี , ปุ๋ย, ยาฆ่าแมลง, เครื่องจักร, แรงงาน )
↓
ขายให้โรงสีโรงสีตัดราคาค่าความชื้น และ สิ่งเจือปน ได้ไม่ถึง 15,000
ซ้ำเงินรัฐยังออกช้ากว่าการเก็บเกี่ยวทำให้จำต้องรับเงินจากโรงสีโดยตรง
ก่อนซึ่งก็ได้น้อยกว่า 15,000 อยู่ดี
↓
ข้าวเข้าโกดังโรงสี โรงสีได้ค่าเก็บรักษาข้าว
โครงการดังกล่าวจะส่งผลให้เกษตรกรทำการเพิ่มผลผลิตโดยขาดการควบคุมคุณภาพข้าวเน้นปริมาณอย่างเดียวซึ่งจะทำให้พันธ์ข้าวเสื่อมคุณภาพลงในระยะยาว
เวียดนาม
ใช้การประกันกำไร 30 %
↓
รัฐบาลเป็นผู้ควบคุมราคา ( นำเข้า – ส่งออก )
↓
กระทรวงเกษตร และ พัฒนาชนบท
↓
สมาคมอาหาร
↓
โรงสี , ชาวนา
โดยรัฐบาลเป็นผู้กำหนดราคาการซื้อของโรงสีจากชาวนาให้ได้กำไร 30% จากต้นทุน โดยรัฐกำหนดราคาต้นทุนและให้นโยบายการซื้อว่าเป็นราคาเท่าไหร่เพราะ 97% ของผู้ค้าข้าวในเวียดนามเป็น รัฐวิสาหกิจในช่วงที่ราคาข้าวตกต่ำในปีไหนรัฐก็จะสั่งให้สมาคมอาหารทำการอุดหนุนช่วยเหลือชาวนาให้ยังคงได้กำไร 30% เท่าเดิม ในกรณีที่ชาวนาควบคุมต้นทุนการผลิตไม่ได้ตามที่รัฐบาลกำหนดก็รับภาระเอาเอง แต่ถ้าทำตามรัฐกำหนดยังไงก็ได้
ซึ่งนโยบายที่ใช้ควบคู่ไปกับนโยบาย ประกันกำไร 30% คือ
นโยบาย 3 ลด 3 เพิ่ม
1. ลดปริมาณเมล็ดพันธ์เพื่อไม่ให้แน่นเกินไปซึ่งอาจส่งผลให้เกิดโรคระบาดและต้นพืชไม่สมบูรณ์จากการแย่งอาหารได้
2. ลดปุ๋ยเคมี
3. ลดยาฆ่าแมลง
1. เพิ่มคุณภาพของพันธ์ข้าวโดยมีศูนย์วิจัยพันธุ์ข้าวทำการทดลองพันธุ์ข้าวใหม่ๆที่ให้รสชาติดีและต้านทานโรคได้สูง
2. เพิ่มคุณภาพการดำเนินงานเตรียมดิน เก็บเกี่ยว
3. เพิ่มกำไร
ซึ่งเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2548 ซึ่งตั้งแต่เวียดนามใช้นโยบายนี้ก็ทำให้ปริมาณการส่งออกของเวียดนามสูงกว่าไทยอย่างต่อเนื่องตลอด 8 ปี ซึ่งตั้งแต่ปี 2548 ถึงปี 2556 เวียดนามมีการขยายตัวถึง 90% ซึ่งต่างจากไทยที่ขยายตัวเพียง 13 % เท่านั้น
ซึ่งทุกๆครั้งที่มีการพูดถึงยอดการส่งออกของข้าวไทย มักจะอ้างถึงคุณภาพที่เหนือกว่าข้าวในชาติอื่นๆ แต่เราอาจจะต้องมองย้อนกลับมาดูว่าข้าวในตลาดต่างประเทศจริงแล้วมันเป็นอย่างไรบ้าง
ในการประชุมข้าวโลกในปี 2011
“ ปอซานลุย” ( pearl paw san ) : ข้าวหอม พม่า
ถูกยกให้เป็นข้าวที่มีรสชาติดีที่สุดในโลกได้รับรางวัล World best rice award ซึ่งข้าวหอมมะลิของไทยนั้นได้เป็นอันดับ 2
“ เจอะด๋าว ” : ข้าวหอม เวียดนาม
ก็กำลังยกระดับตัวเองให้เทียบเท่าข้าวหอมไทยขึ้นทุกทีแต่ราคาถูกกว่า มาก
ซึ่งสถานการณ์ข้าวในอาเซี่ยนตอนนี้ เวียดนามได้ทำการจับมือกับพม่าเพื่อจะเป็นผู้ผลิตข้าวรายใหญ่ที่สุดของโลกบวกกับ กัมพูชาอีกประเทศแล้วใช้ตราของ อาเซี่ยนเป็นจุดขายโดยเป็นกลุ่มข้าวที่มีราคาใกล้เคียงกัน คุณภาพใกล้เคียงกันโดยไม่มีประเทศไทยอยู่ในนั้นเพราะไม่สามารถเข้าพวกได้เพราะข้าวของเราแพงเกินไป ซึ่งเราอาจจะต้องมองจุดยืนในตลาดโลกว่าเราจะยืนอยูในจุดใดกันแน่
สุดท้ายหากเรายังคงหลับหูหลับตารับจำนำโดยไม่มองตลาดโลกเลย ไม่ปรับทัศนคติของชาวนาในท้ายที่สุดข้าวไทยก็จะขายไม่ได้ รัฐบาลถังแตกทั้งไม่มีที่ เก็บข้าว และไม่มีเงินจะให้ ผมอยากรู้เหมือนกันว่าเมื่อเราเดินไปถึงจุดนั้นคนที่เจ็บปวดที่สุดจะเป็นใครถ้าไม่ใช่ชาวนา
ชาวนาเค้ามองไม่ออกหรอกเพราะหน้าที่เค้าคือปลูกข้าวไม่ได้ต้องมามองตลาดโลก อยู่ดีๆได้ 15,000 ดีกว่าไม่ได้ เพราะรัฐบาลไม่ว่าชุดไหนๆก็ไม่เคยช่วยอะไรเราได้เท่าไหร่อยู่แล้ว แต่เราๆท่านๆ ผู้ที่มีความรู้อยู่บ้างก็น่าจะสะกิดให้เค้ารู้ตัวหน่อยนะครับ ว่ารัฐบาลกำลังจูงมือเขาไปตาย