http://hilight.kapook.com/view/87358
เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2556 สำนักข่าวรอยเตอร์ส เปิดเผยเผยแพร่บทความเชิงวิเคราะห์เศรษฐกิจของประเทศไทยที่ระบุว่า ในยุคที่เศรษฐกิจไทยโดยรวมเริ่มชะลอตัวลงขณะนี้ เศรษฐกิจภาคอีสานของไทยกลับกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว เป็นที่สนใจของนักลงทุนและธุรกิจทั้งหลาย อันเนื่องมาจากรัฐบาลยุคยิ่งลักษณ์ที่เดินหน้าพัฒนาภาคอีสาน ในฐานะที่เป็นฐานของคนเสื้อแดง
บทความดังกล่าวเขียนโดย พอล คาร์สเทน และไพรัตน์ เต็มไพโรจน์ ระบุว่า ทุกวันนี้เศรษฐกิจภาคอีสาน ซึ่งเป็นภาคที่มีประชากรมากที่สุดและจนที่สุดในประเทศ กำลังก้าวเข้าสู่ยุคเฟื่องฟู เศรษฐกิจกำลังเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว จะเห็นได้จากศูนย์การค้า อาคาร สิ่งก่อสร้าง และโรงงานอุตสาหกรรม เริ่มจะผุดขึ้นเคียงข้างพื้นที่เกษตรกรรมในภาคอีสาน ชนชั้นกลางรุ่นใหม่ ๆ เริ่มปรากฏตัวให้เห็นมากขึ้น ซึ่งนั่นทำให้นักลงทุนและบริษัทต่าง ๆ ให้ความสนใจ
สำหรับสถิติการเติบโตทางเศรษฐกิจในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2007-2011 โดยรวมแล้วเติบโต 23 เปอร์เซ็นต์ กรุงเทพ 17 เปอร์เซ็นต์ แต่หากพิจารณาเฉพาะภาคอีสาน มีการเติบโตสูงถึง 40 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว นอกจากนี้ จำนวนโครงการลงทุนจากเอกชนในภาคอีสานในปี 2012 เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 49 เปอร์เซ็นต์
ด้านนายราหุล บาโจเรีย นักเศรษฐศาสตร์จากบริษัหลักทรัพย์บาร์เคลย์ แคปิตอล ได้เปิดเผยว่า หากโครงการทางด้านโครงสร้างพื้นฐานมูลค่า 2.2 ล้านล้านบาท ที่กำลังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ในขณะนี้ สามารถเดินหน้าต่อไปโดยไร้ซึ่งอุปสรรคต่าง ๆ มันก็จะไปเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจทั้งหมดของภาคอีสาน และหากภาคอีสานสามารถเชื่อมต่อไปถึงจีนได้แล้ว ภาคอีสานก็จะเป็นจุดเข้าประเทศไทยของนักลงทุนและธุรกิจต่าง ๆ ไม่ใช่กรุงเทพมหานครอีกต่อไป
อย่างไรก็ดี นายราหุลกล่าวว่า การปรับโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจในภาคอีสานอาจเป็นเรื่องยาก เพราะไม่รู้ว่าอีกปีสองปีข้างหน้า อำนาจการบริหารประเทศจะตกเป็นของใคร
นอกจากนี้ รอยเตอร์สยังชี้ให้เห็นปัจจัยทางการเมืองที่ทำให้เศรษฐกิจภาคอีสานเติบโตอย่างรวดเร็วว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะภาคอีสานเป็นฐานของประชาชนเสื้อแดงที่สนับสนุนรัฐบาลยิ่งลักษณ์ และคนกลุ่มนี้ล้วนได้รับประโยชน์จากหลาย ๆ นโยบายของรัฐ โดยเฉพาะนโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท ได้ทำให้ประชาชนภาคอีสานมีรายได้เพิ่มขึ้น สามารถทำงานในถิ่นที่อยู่ของตัวเองได้ โดยได้รับค่าแรงเทียบเท่ากับทำงานในกรุงเทพฯ
จากข้อมูลของธนาคารโลก สัดส่วนคนจนในประเทศไทยในปี 2011 ลดลงมาเหลือเพียง 13 เปอร์เซ็นต์ของประชาชนทั้งประเทศ จากปี 1990 ที่สถิติคนจนในประเทศไทยมีสูงถึง 58 เปอร์เซ็นต์ของประชาชนทั้งหมด แต่จีดีพีต่อหัวในปี 2011 ยังคงอยู่ในระดับไม่ถึง 1 ใน 8 ของตัวเลขนี้ในกรุงเทพฯ ซึ่งเท่ากับ 1,600 ดอลลาร์ (ราว 49,600 บาท) ต่อปี
ขณะที่นายอิทธิพล ตรีวัฒนสุวรรณ นายกเทศมนตรีนครอุดรธานี ได้เปิดเผยว่า รัฐบาลทักษิณและยิ่งลักษณ์ให้อะไรเยอะแยะกับประชาชนภาคอีสาน มีเงินมากมายไหลมาในภาคมากกว่าที่รัฐบาลอื่น ๆ เคยให้ เช่นเดียวกับปัญจพร พัฒนพิฑูรย์ กรรมการผู้จัดการของบริษัทซึ่งเป็นผู้พัฒนาโครงการศูนย์การค้า 168 แพลตินัม ในจังหวัดอุดรธานี ได้เปิดเผยว่า ประชาชนในภาคอีสานมีการศึกษาดีขึ้นกว่าในอดีต และเมืองกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วมากกว่าในกรุงเทพฯ เสียอีก
ด้านนายอุทัย อุทัยแสงสุข รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัทแสนสิริ ได้กล่าวว่า เมื่อเราเปลี่ยนนักการเมือง เราก็เปลี่ยนนโยบาย ถ้ายิ่งเปลี่ยนนโยบาย ก็ยิ่งสร้างความเสียหายกับเศรษฐกิจ ตอนนี้แสนสิริกำลังดำเนินโครงการสร้างคอนโดมิเนียม 2 แห่งในจังหวัดขอนแก่น และวางแผนที่จะขยายแห่งที่ 3 ในปี 2014
นอกจากนี้ เหตุการณ์น้ำท่วมที่สร้างความเสียหายในพื้นที่กรุงเทพและพื้นที่ใกล้เคียงเมื่อปี 2011 ยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญนอกเหนือจากปัจจัยด้านการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ที่ทำให้บริษัทหลายแห่งย้ายฐานการผลิตไปยังภาคอีสานด้วย ดังนั้น หากนโยบาย 2.2 ล้านล้านบาทของรัฐบาลสามารถดำเนินไปตามแผน รวมถึงการขยายตัวเมือง นำความเจริญเข้าสู่ภาคอีสาน ก็จะสนับสนุนอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในอนาคต
ขณะที่นายแพทริก ชาง หัวหน้าฝ่ายหลักทรัพย์อาเซียน จากบีเอ็นพี พาริบาส อินเวสต์เมนท์ พาร์ทเนอร์ ได้เปิดเผยว่า ถ้าหากลองมองดูบริษัทธุรกิจทั้งหลาย ตอนนี้พวกเขาไม่ได้พูดถึงกรุงเทพฯ อีกต่อไปแล้ว พวกเขาให้ความสนใจในต่างจังหวัดของประเทศไทย
เพราะแบบนี้สินะถึงเรียกร้องให้มีรัฐประหาร หุหุ (รอยเตอร์สเผยภาคอีสานกำลังบูม ดึงดูดธุรกิจแทนกรุงเทพฯ)
เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2556 สำนักข่าวรอยเตอร์ส เปิดเผยเผยแพร่บทความเชิงวิเคราะห์เศรษฐกิจของประเทศไทยที่ระบุว่า ในยุคที่เศรษฐกิจไทยโดยรวมเริ่มชะลอตัวลงขณะนี้ เศรษฐกิจภาคอีสานของไทยกลับกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว เป็นที่สนใจของนักลงทุนและธุรกิจทั้งหลาย อันเนื่องมาจากรัฐบาลยุคยิ่งลักษณ์ที่เดินหน้าพัฒนาภาคอีสาน ในฐานะที่เป็นฐานของคนเสื้อแดง
บทความดังกล่าวเขียนโดย พอล คาร์สเทน และไพรัตน์ เต็มไพโรจน์ ระบุว่า ทุกวันนี้เศรษฐกิจภาคอีสาน ซึ่งเป็นภาคที่มีประชากรมากที่สุดและจนที่สุดในประเทศ กำลังก้าวเข้าสู่ยุคเฟื่องฟู เศรษฐกิจกำลังเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว จะเห็นได้จากศูนย์การค้า อาคาร สิ่งก่อสร้าง และโรงงานอุตสาหกรรม เริ่มจะผุดขึ้นเคียงข้างพื้นที่เกษตรกรรมในภาคอีสาน ชนชั้นกลางรุ่นใหม่ ๆ เริ่มปรากฏตัวให้เห็นมากขึ้น ซึ่งนั่นทำให้นักลงทุนและบริษัทต่าง ๆ ให้ความสนใจ
สำหรับสถิติการเติบโตทางเศรษฐกิจในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2007-2011 โดยรวมแล้วเติบโต 23 เปอร์เซ็นต์ กรุงเทพ 17 เปอร์เซ็นต์ แต่หากพิจารณาเฉพาะภาคอีสาน มีการเติบโตสูงถึง 40 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว นอกจากนี้ จำนวนโครงการลงทุนจากเอกชนในภาคอีสานในปี 2012 เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 49 เปอร์เซ็นต์
ด้านนายราหุล บาโจเรีย นักเศรษฐศาสตร์จากบริษัหลักทรัพย์บาร์เคลย์ แคปิตอล ได้เปิดเผยว่า หากโครงการทางด้านโครงสร้างพื้นฐานมูลค่า 2.2 ล้านล้านบาท ที่กำลังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ในขณะนี้ สามารถเดินหน้าต่อไปโดยไร้ซึ่งอุปสรรคต่าง ๆ มันก็จะไปเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจทั้งหมดของภาคอีสาน และหากภาคอีสานสามารถเชื่อมต่อไปถึงจีนได้แล้ว ภาคอีสานก็จะเป็นจุดเข้าประเทศไทยของนักลงทุนและธุรกิจต่าง ๆ ไม่ใช่กรุงเทพมหานครอีกต่อไป
อย่างไรก็ดี นายราหุลกล่าวว่า การปรับโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจในภาคอีสานอาจเป็นเรื่องยาก เพราะไม่รู้ว่าอีกปีสองปีข้างหน้า อำนาจการบริหารประเทศจะตกเป็นของใคร
นอกจากนี้ รอยเตอร์สยังชี้ให้เห็นปัจจัยทางการเมืองที่ทำให้เศรษฐกิจภาคอีสานเติบโตอย่างรวดเร็วว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะภาคอีสานเป็นฐานของประชาชนเสื้อแดงที่สนับสนุนรัฐบาลยิ่งลักษณ์ และคนกลุ่มนี้ล้วนได้รับประโยชน์จากหลาย ๆ นโยบายของรัฐ โดยเฉพาะนโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท ได้ทำให้ประชาชนภาคอีสานมีรายได้เพิ่มขึ้น สามารถทำงานในถิ่นที่อยู่ของตัวเองได้ โดยได้รับค่าแรงเทียบเท่ากับทำงานในกรุงเทพฯ
จากข้อมูลของธนาคารโลก สัดส่วนคนจนในประเทศไทยในปี 2011 ลดลงมาเหลือเพียง 13 เปอร์เซ็นต์ของประชาชนทั้งประเทศ จากปี 1990 ที่สถิติคนจนในประเทศไทยมีสูงถึง 58 เปอร์เซ็นต์ของประชาชนทั้งหมด แต่จีดีพีต่อหัวในปี 2011 ยังคงอยู่ในระดับไม่ถึง 1 ใน 8 ของตัวเลขนี้ในกรุงเทพฯ ซึ่งเท่ากับ 1,600 ดอลลาร์ (ราว 49,600 บาท) ต่อปี
ขณะที่นายอิทธิพล ตรีวัฒนสุวรรณ นายกเทศมนตรีนครอุดรธานี ได้เปิดเผยว่า รัฐบาลทักษิณและยิ่งลักษณ์ให้อะไรเยอะแยะกับประชาชนภาคอีสาน มีเงินมากมายไหลมาในภาคมากกว่าที่รัฐบาลอื่น ๆ เคยให้ เช่นเดียวกับปัญจพร พัฒนพิฑูรย์ กรรมการผู้จัดการของบริษัทซึ่งเป็นผู้พัฒนาโครงการศูนย์การค้า 168 แพลตินัม ในจังหวัดอุดรธานี ได้เปิดเผยว่า ประชาชนในภาคอีสานมีการศึกษาดีขึ้นกว่าในอดีต และเมืองกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วมากกว่าในกรุงเทพฯ เสียอีก
ด้านนายอุทัย อุทัยแสงสุข รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัทแสนสิริ ได้กล่าวว่า เมื่อเราเปลี่ยนนักการเมือง เราก็เปลี่ยนนโยบาย ถ้ายิ่งเปลี่ยนนโยบาย ก็ยิ่งสร้างความเสียหายกับเศรษฐกิจ ตอนนี้แสนสิริกำลังดำเนินโครงการสร้างคอนโดมิเนียม 2 แห่งในจังหวัดขอนแก่น และวางแผนที่จะขยายแห่งที่ 3 ในปี 2014
นอกจากนี้ เหตุการณ์น้ำท่วมที่สร้างความเสียหายในพื้นที่กรุงเทพและพื้นที่ใกล้เคียงเมื่อปี 2011 ยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญนอกเหนือจากปัจจัยด้านการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ที่ทำให้บริษัทหลายแห่งย้ายฐานการผลิตไปยังภาคอีสานด้วย ดังนั้น หากนโยบาย 2.2 ล้านล้านบาทของรัฐบาลสามารถดำเนินไปตามแผน รวมถึงการขยายตัวเมือง นำความเจริญเข้าสู่ภาคอีสาน ก็จะสนับสนุนอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในอนาคต
ขณะที่นายแพทริก ชาง หัวหน้าฝ่ายหลักทรัพย์อาเซียน จากบีเอ็นพี พาริบาส อินเวสต์เมนท์ พาร์ทเนอร์ ได้เปิดเผยว่า ถ้าหากลองมองดูบริษัทธุรกิจทั้งหลาย ตอนนี้พวกเขาไม่ได้พูดถึงกรุงเทพฯ อีกต่อไปแล้ว พวกเขาให้ความสนใจในต่างจังหวัดของประเทศไทย