บทความจาก Tarot Reader "ระบบการศึกษา VS เป้าหมาย"

กระทู้สนทนา
ผมไม่ชอบเส้นบางๆระหว่างการศึกษากับปิดเทอม คือวันประกาศผลการเรียน ผมเกลียดระบบการจัดอันดับนักเรียนเป็นอย่างยิ่ง เพราะตั้งแต่เกิดมา ผมเคยสอบได้เลขหลักเดียวแค่ครั้งเดียวเท่านั้น แถมยังเป็นตอน ป.2 อีกต่างหาก

ตอน ม.ต้น ผมไม่ชอบระบบการศึกษาของโรงเรียน ผมอยากเล่นสนุกมากกว่าที่จะต้องมานั่งบังคับตัวเองให้ทำในสิ่งที่ผมไม่อยากทำ แน่นอนผลการเรียนของผมไม่ได้แย่ แต่ก็ไม่ได้ดี เป็นแค่ระดับเกรดเฉลี่ยสองจุดต้นๆเท่านั้น ผมไม่เคยรู้สึกอะไร จนกระทั่งผมถูก “ว่า” อย่างรุนแรงอย่างถึงที่สุดจากคนที่ผมรักที่สุด

ตอนนั้นผมสาบานกับตัวเองว่าผมจะตั้งใจเรียน!!!

ผลการเรียนของผมดีขึ้นจากเดิมนิดเดียวและแป๊ปเดียวหลังจากนั้นผลการเรียนของผมก็ตกลงอีก โชคดีอย่างหนึ่งคือพ่อแม่ของผมเริ่มรู้แล้วว่าผมไม่ใช่คนฉลาด ความคาดหวังเลยลดลงไป ถึงอย่างไรผมก็มักถูกบ่นเรื่องไม่ยอมอ่านหนังสือเรียน

อีกครั้ง ผมเกลียดระบบตัดเกรด!!!

ความหลังของผมอย่างหนึ่ง ผมขอโบ้ยความผิดให้โรงเรียนของผมตอนชั้นประถมอย่างไม่ฟังเหตุผลใคร ผมเรียนในโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง ซึ่งการสอนภาษาอังกฤษเป็นระดับพื้นๆ จนกระทั่งผมต้องย้ายโรงเรียนกลางคัน โรงเรียนใหม่ของผมเป็นโรงเรียนที่เน้นวิชาการมาก ในฐานะเด็กใหม่ ผมค้นพบว่าผมกลายเป็นคนที่โง่ภาษาอังกฤษมากที่สุดในห้อง

ในเมื่อครูเห็นผมไม่เก่งภาษา ครูเลยพยายามกระตุ้นให้ผมพยายามฝึกฝน ครูเคี่ยวเข็ญให้ผมยืนอ่านภาษาอังกฤษคนเดียวหน้าห้องเรียน แน่นอนผมอ่านไม่ออก ไม่ใช่ผมไม่พยายามนะ แต่ผมอ่านไม่ออก!!! ทุกครั้งที่ผมถูกเรียกให้ยืนขึ้นในชั่วโมงภาษาอังกฤษ ผมรู้สึกเหมือนตัวเองกลายเป็นตัวตลก กลายเป็นไอ้งั่ง ภาพที่ผมยังจำได้ทุกวันนี้คือเพื่อนๆทุกคนร่วมกันประนามว่าผมเป็นคนโง่ เสียงหัวเราะและดูถูกเหยียดหยามทำให้ผมยิ่งเกลียดวิชาภาษาอังกฤษไปเสียอีก

ตอนมหาวิทยาลัย ผมเลือกเรียนคณะที่ผมชอบคือศิลปกรรม มีครั้งหนึ่งอาจารย์สั่งงานไม่รู้เรื่อง สั่งไม่เคลียร์ ในห้องไม่มีใครกล้าถามอาจารย์เพราะทุกคนก็ไม่เคยคิดจะถามกันอยู่แล้ว ทำไมจะต้องมีใครสักคนถามหละ ในเมื่ออยู่เฉยๆแล้วทำตามคนอื่นง่ายกว่าใครทำอะไรก็เฮโลทำให้เหมือนเพื่อนๆ อย่างน้อยจะถูกจะผิดก็ไม่ได้หัวเดียวกระเทียมลีบ ผมไม่ยอมเพราะผมถือว่าถ้าเราได้รู้คำถามที่แน่นอน เราจะได้คำตอบที่ดีได้อย่างไร?

ผมเดินเข้าไปหาอาจารย์หลังชั่วโมงเรียน ลงมือถามคำถามที่ไม่เข้าใจด้วยไฟที่อยากทำงานระดับสุดยอดไม่ให้ผิดพลาดและอยากได้ A ให้มากที่สุดในวิชาที่ผมรัก ด้วยไฟแรงของผมไปเผาต่อมความอดทนของอาจารย์อย่างไรไม่ททราบ ผมได้รับคำถามมาว่า “ถ้าเธอยังเรื่องมาก ต่อให้เธอส่งงานครบ ฉันก็ทำให้เธอตกได้” นี่ใช่ระบบสะท้อนอะไรบางอย่างหรือเปล่า คำว่า “ฉัน” ในประโยคที่อาจารย์ท่านพูดหมายถึงฉันที่เป็นฉัน หรือฉันที่เป็นอาจารย์

มีหลักฐานระดับโลกมากมายเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างคนที่ประสบความสำเร็จกับล้มเหลว สิ่งที่แตกต่างกันไม่ใช่เรื่องของรูปร่างหน้าตา การศึกษาหรือทรัพย์สมบัติ แต่มันเป็นเรื่องของทัศนคติ เพราะทัศนคตินั้นจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของชีวิต และเป็นตัวตัดสินว่าใครควรจะได้สิ่งดีๆ และใครสมควรจะได้รับสิ่งที่ตนเองไม่ต้องการ น่าแปลก สถาบันการศึกษาขึ้นชื่อว่าเป็นสถาบันที่สอนทุกๆสิ่งทุกๆอย่างในวัยเจริญเติบโต แต่เรื่องทัศนคติเป็นเรื่องที่ไม่เคยอยู่ในหลักสูตร แม้กระทั่งวิชาแนะแนวที่ให้อาจารย์มาแนะแนวว่าเราควรจะทำอย่างไร ก็ไม่อาจจะให้คำตอบในชีวิตที่สามารถนำไปใช้จริงๆได้

ในขณะเดียวกัน ถึงแม้จะมีหนังสือมากมายเกี่ยวกับการเรียนรู้วิธีคิดอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่ผมมองว่าการปลูกฝังทัศนะคติเป็นงานที่ง่ายที่สุดในโลก แต่เงื่อนไขมันก็มีอยู่คือต้องส่งมอบทัศนคติที่ดีจากคนที่มีทัศนคติที่ดีเช่นเดียวกัน ปัญหาเริ่มจากตรงนั้น โดยเฉพาะในระบบการศึกษาของประเทศเรา เหตุผลเดียวคือตลอดระยะเวลาการศึกษา ถูกตัดผลด้วยระบบเกรดเฉลี่ยซึ่งเป็นมาตรฐานที่ถูกกำหนดขึ้นมาเอง โดยไม่มีหลักเกณฑ์ที่น่าเชื่อถือได้ เรียกได้ว่าใครจำได้มากกว่าก็มีสิทธิ์เป็นผู้ที่อยู่บนยอดในระบบการศึกษา มีสิทธิ์กลายเป็น “เหนือ” และคนที่ความจำไม่ได้ก็กลายเป็น “ต่ำ”

แปลกแต่จริง การศึกษาอาจช่วยให้เราดูหรูหราดูเท่ห์ในสังคม ยิ่งคนที่ปริญญาหลายใบหรือมีปริญญาจากมหาลัยดังๆ แต่ในโลกของการทำงาน ทัศนคติจะเป็นตัวตัดสินว่าใครควรก้าวหน้า ใครควรอยู่ตรงนั้นตลอดชาติ แล้วทัศนคติที่ถูกต้องมาจากไหนหละ ใช่ครับมันต้องมาจากครู เพราะฉะนั้นเราจึงควรจะมีคุณครูที่ส่งมอบทัศนคติที่ถูกต้องให้กับเรา เป็น Inspiration

ปัญหาตามมาอีกและ แล้วเราจะหาคุณครูได้จากที่ไหน??? คำตอบก็คือแล้วคุณต้องการอะไรจากชีวิตของคุณ ก็ให้ไปหาครูที่สามารถให้คำตอบกับคุณได้แบบนั้น ฮึ่ม..!!! ทีนี้ถ้าคุณไม่มีคำถามให้กับตัวเอง ไม่รู้ว่าชีวิตต้องการอะไร เป้าหมายคืออะไร ไม่รู้ว่าคุณเป็นคนที่อยู่ฝั่งไหนระหว่าง + กับ – อันนี้ไม่ยาก แต่ถ้าคุณบอกว่าคุณไม่สนหรอกว่าชีวิตคุณจะเป็นยังไง อันนี้แย่หนักกว่า – เสียอีก เพราะ 0 มันคือ 0 เข้าใจกับตัวเลข 0 ใช่ไหมครับ คือมันไม่ใช่ +1 หรือ -1 แต่มันคือ 0 ไปเลย

ถ้าคุณเป็น 0 หรือ – ไม่ต้องตกใจ ไม่ใช่ความผิดของคุณ แต่นี่คือความผิดพลาดของระบบการศึกษา เป็นหลุมดำเบ้อเริ่มที่ผู้หลักผู้ใหญ่ไม่คิดจะมองเห็นมาตั้งนานแล้ว นี่คือจุดบอดของระบบการตัดเกรด เพราะมันวัดได้แค่ว่าความจำใครดีไม่ดี แต่ไม่สามารถใช้เป็นแนวทางหรือบรรทัดฐานสำหรับการเดินทางของอนาคตเยาวชนได้ สมมุติว่าคนที่เป็นจะต้องเป็นหมอนั้น จะต้องมีผลการเรียนในระดับที่ดีเยี่ยม แล้วคำถามคือคนเป็นหมอกี่คน ที่เป็นหมอเพราะแรงบันดาลใจ ไม่เกี่ยวกับเงินเดือน ความฝัน หรือการต้องการช่วยคน หรือยกตัวอย่างความล้มเหลวอีกอย่าง ทำไมในหลักสูตรมีวิชาศีลธรรมบรรจุอยู่ด้วย แต่ทำไมคนผลการเรียนดีเยี่ยมแถมวุฒิการศึกษาสูงถึงได้ก่อคดีสะเทือนขวัญมานักต่อนัก

คำถามต่อมา ทำไมกฏหมายถึงต้องบังคับให้คนไทยทุกครอบครัวต้องมีอย่างน้อยหนึ่งคนที่จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 คำตอบที่ได้เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตใช่หรือไม่ น่าแปลก คำกล่าวอ้างของผู้หลักผู้ใหญ่เป็นอย่างนั้น เหตุผลที่คนเหล่านั้นให้คือการศึกษาจะพัฒนาคุณภาพชีวิตของเราให้ดีขึ้น เมื่อจบมาจะได้มีงานดีๆทำ จะได้ไม่กลายเป็นภาระของสังคม ถ้าไม่เรียนหนังสือ เราจะอยู่ในสังคมลำบาก ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงทำไมคนที่ประสบความสำเร็จระดับพระกาฬอย่าง Steve jobs Bill gate Lady gaga Mark Zuckerberg Richard Branson Coco Chanel Micheal dell  เสี่ยธนิน เจคุณตัน อิชิตัน ต็อบเถ้าแก่น้อย เจ้าของสวนสยาม ล้วนเป็นคนที่ไม่จบการศึกษาทั้งสิ้น

คำตอบคือการศึกษาให้ได้แค่ความรู้จากตำรา แต่คนเหล่านั้นเรียนรู้จากประสบการณ์ และการเรียนรู้รูปแบบนั้นจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีแรงบันดาลใจ Inspirationคนที่ทำงานทุกคนย่อมรู้ดีว่าการทำงานในองค์กรหรือแม้การทำธุรกิจ ไม่เหมือนการเรียนในมหาลัย ความรู้ทั้งหมดที่เคยเรียนมาแทบโยนทิ้ง และต้องเริ่มเรียนรู้ใหม่เมื่อทำงานอยู่ดี ยกตัวอย่างเช่นตำนานบทเรียน Marketing ระดับโลกอย่าง 4p (Product , Price , Place , Promotion) ก็ทำได้แค่พูดเพื่อความสวยหรู ความจริงใครๆก็รู้ว่าแค่นี้ไม่ได้เพียงพอ ผมมานั่งคิดเล่นๆว่าประเทศไทยของเราจะเป็นอย่างไร ถ้าคนส่วนใหญ่มองและเคารพกันที่ความสามารถ ไม่ใช่ตำแหน่งหรือปริญญา

ดังนั้นไม่ว่าคุณจะเป็นใคร หรือว่าทำอะไรอยู่ก็แล้วแต่ ถ้าวันนี้คุณเป็นคนหนึ่งที่ไม่มีคำตอบให้กับตัวเองว่า Inspiration ของคุณคืออะไร ไม่รู้จะเอาชีวิตตัวเองไปวางไว้จุดไหน ผมขอมอบไพ่ Tower ให้คุณครับ คือชีวิตของคุณกำลังสร้างอะไรบางอย่างขึ้นมา เพื่อรอทำลายด้วยความตายในจุดสุดท้ายของชีวิต แล้วสุดท้ายคุณก็จะรู้ว่าคุณยังไม่เคยใช้ชีวิตจริงๆเลยสักวันเดียว เพราะฉะนั้นถ้าวันนี้คุณกำลังเบื่อ หมดแรงเพราะรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเสือไม่มีป่า ขอให้อย่าหยุดพัฒนา ค้นหาเป้าหมายจริงๆที่ตัวเองต้องการ และมุ่งมั่นทำมันให้สำเร็จเพื่อให้คุณมั่นใจว่าคุ้มแล้วที่ได้เกิดมาหนึ่งชาติครับ

บทความจาก www.vittarot.com

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่