เรื่องมีอยู่ว่า 3 วันก่อนมีฝรั่งมาขอซื้อยาไปฆ่าหมาของตัวเอง ตอนแรกไม่ได้บอกว่าจะเอาไปฆ่าแต่คุยไปคุยมาจับโกหกได้จึงไม่ขายให้ จากนั้นก็ซักถามว่ามันเป็นอะไรฝรั่งบอกว่าหลังหัก เจ็บปวด เลยอยากให้มันตาย เราจึงบอกว่าเราไม่เห็นว่ามันควรจะตาย เจ็บปวดก็เอายาแก้เจ็บปวดไปกินสิ เค้าบอกว่ามันดุจับไม่ได้ เราเลยบอกว่าถ้าจับไม่ได้แล้วคุณจะมาซื้อยากินที่เอาไปฆ่ามันได้ยังไง บทสรุปของ 3 วันก่อนคือเราไม่ขายยาให้ฝรั่งไม่พอใจเดินออกไป ถัดมาวันรุ่งขึ้นเวลาประมาณ 4 โมงเย็น เจ้าของหมาคนเดิมได้อุ้มหมาตัวดังกล่าวมาวางทิ้งไว้ที่คลินิค แล้วรีบวิ่งหนีไปขึ้นรถโดยที่ไม่พูดอะไรเลย เราวิ่งตามไปทันแค่เคาะฝากระโปรงท้ายให้เค้าลงมาคุยแต่เค้าไม่สนใจยกมือบ๊ายบายแล้วขับรถออกไปเลย โชคดีที่เราจำได้ว่าเคยซักประวัติเค้าว่าเค้าเคยเอาหมาไปเอ็กซเรย์ที่โรงพยาบาลใกล้ๆ จึงได้โทรสอบถามขอประวัติเจ้าของกับที่อยู่ของฝรั่งคนนี้ และขอแรงคนที่รพ.มาช่วยจับเคลื่อนย้ายสุนัข เพราะสุนัขค่อนข้างระแวงพยายามกัดทุกคนที่เข้าใกล้ อึ ฉี่ กระจายเต็มร้าน สุดท้ายเราเคลื่อนย้ายได้ด้วยการช่วยกันจับฉีดยาซึม เอาไปฝากไว้ที่รพ 1 คืน เนื่องจากตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาลสัตว์อันใหม่คลินิคห้ามมีสัตว์ป่วยไว้ค้างคืน เมื่อปิดร้านเรียบร้อยตอน 2 ทุ่ม เราได้ไปแจ้งความที่สถานนีตำรวจไว้ แต่ตำรวจบอกว่าเอาไว้ให้รู้พิกัดบ้านของฝรั่งก่อนแล้วค่อยมาแจ้งใหม่ เราจึงกลับมาด้วยความงุนงง เพราะเรารู้ชื่อนามสกุลฝรั่งกับที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์ทำไมถึงไม่รับแจ้งความ ตอนเช้าเมื่อวานเราจึงได้เอาบ้านเลขที่ของเจ้าของหมาไปถามหัวหน้าไปรษณีย์ หัวหน้าก็ให้เบอร์บุรุษมาให้โทรไปถามอีกที พอโทรไปก็เล่ารายละเอียดให้ฟังว่าเกิดอะไรขึ้นทำไมจึงมาขอความช่วยเหลือ เค้าตอบกลับมาแบบพูดจาไม่ค่อยดีเท่าไหร่ บอกว่าอยู่ในซอย....บ้านไม่เรียงเลขที่นะ ซึ่งซอยนี้ยาวหลายกิโลนะคะ เราจึงถามว่าบอกคร่าวๆได้มั๊ยคะว่าอยู่ช่วงประมาณไหน เค้าก็ตอบมาว่าที่เหลือก็อยู่ที่ความสามารถของคุณแล้วล่ะ เราจึงตัดสินใจเข้าไปที่ไปรษณีย์อีกรอบ โชคดีมีคนแนะนำให้ไปทำเรื่องเสียค่าธรรมเนียม 100 บาท เขียนแผนที่ที่ห้องธุรการ จึงได้แผนที่มา เราจึงตามไปดูที่บ้านปรากฎว่าใช่จริงๆทั้งรถที่จอดหน้าบ้านและบ้านเลขที่ตรงกันหมด เราจึงออกมาสถานีตำรวจอีกรอบ ตำรวจที่เจอเมื่อวานก็จะไม่ยอมรับแจ้งความ บอกแต่ว่าต้องมาแจ้งกับคนเดิม คุยไปคุยมาเค้าเลยยอมต่อสายให้คุยกับสารวัติคนที่รับเรื่องเมื่อคืน สารวัติบอกให้ตำรวจที่ป้อมใกล้ๆ บ้านฝรั่งช่วยไปเชิญฝรั่งมาที่โรงพัก พอเราไปหาที่ป้อมและพาไปบ้านฝรั่ง เค้าก็เอาแต่บ่นว่าไม่มีหมายจับมาเหรอ ถ้าไม่มีเค้าไม่ไปก็ไม่เกี่ยวกับผมนะ จริงๆงานไม่เีกี่ยวกับผมเลยถ้าเค้าโวยวายผมก็ซวยสิ พอไปถึงบ้านฝรั่งเมียฝรั่งเห็นหน้าหมาเท่านั้นแหละร้องไห้ใหญ่เลยแล้วบอกว่า my dog เราเลยบอกว่าใช่สามีคุณเอาไปทิ้งไว้ที่คลินิคแล้วขับรถหนีมาตั้งแต่เมื่อวานแล้ว เค้าบอกว่าเค้าไม่รู้เรื่องสามีเค้าบอกแต่ว่าหมาตายแล้ว พอเราเชิญเค้ามาที่โรงพักได้ ตำรวจคนที่นัดให้เข้ามาก็ไม่อยู่ถามใครก็ไม่มีใครตามให้ เราโทรก็ไม่รับสาย ระหว่างนั้นเราจึงคุยกับตำรวจอาสาที่เป็นฝรั่ง เค้าจึงมาซักถามเหตุการณ์และชี้แจงความผิดของฝรั่งคนนี้ให้ แต่เค้าก็รับแจ้งความไม่ได้เพราะไม่ใช่ตำรวจที่มีอำนาจ เราเข้าไปหาตำรวจคนเดิมที่ต่อสายหาสารวัติให้ในตอนแรก พูดเรื่องลงบันทึกประจำวันและเปรียบเทียบปรับข้อหาละเลยสัตว์เลี้ยงของตนให้หน่อยเพราะคุยกับสารวัติไว้แบบนั้น ตำรวจคนนี้ถามว่าแล้วเราคุยกับฝรั่งคนนี้แล้วเหรอเค้ายอมให้ปรับมั๊ยถ้าเค้าไม่ยอมก็ปรับไม่ได้ เราก็คิดในใจว่าแล้วคนไทยทำไมไม่ถามบ้างว่ายอมให้ปรับมั๊ยเห็นปรับแบบดักปล้นกันเป็นประจำ ข้อข้องใจตอนนี้คือฝรั่งมาอาศัยอยู่ในประเทศไทยทำผิดแล้วไม่มีบทลงโทษเหรอ เค้าอยู่ภายใต้กฎหมายอะไร ถ้าไม่สามารถเอาผิดอะไรได้แบบนี้ก็แย่สิ ตอนหลังพอโทรจนสารวัติรับสายเค้าสั่งให้ปรับตามข้อหาข้างต้นเป็นเงิน 100 บาท เราก็เลยบอกว่าน้อยไปมั๊ยคะ ความผิดตรวจจับรถจักรยานยนต์เรื่องร้ายแรงน้อยกว่าคนไทยยังโดนขั้นต่ำ 500 เลย สุดท้ายเค้าเลยปรับฝรั่งไป 500 บาท เรื่องราวที่เจอมันทำให้รู้สึกอึกอัดกับการทำงานของแต่ละหน่วยงานมากๆ โดยเฉพาะตำรวจเหมือนเราไปตามหาที่อยู่โจรจนจับโจรได้เอาโจรมาส่งให้ถึงที่แต่ตำรวจไม่ยอมจับ เหนื่อยแล้วก็ท้อแท้กับเรื่องที่เกิดจนต้องขอระบายหน่อย
ปล หมาที่เค้าอ้างว่าหลังหัก ความจริงแค่สะโพกแตกแต่มันยืนได้แล้ว กินข้าวได้ปกติด้วย เราจึงไม่เห็นความจำเป็นของการ put to sleep
ขอระบายความอึดอัดกับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่หน่อยค่ะ
ปล หมาที่เค้าอ้างว่าหลังหัก ความจริงแค่สะโพกแตกแต่มันยืนได้แล้ว กินข้าวได้ปกติด้วย เราจึงไม่เห็นความจำเป็นของการ put to sleep