เรียนอะไรดี


เป็นคำถามที่ถามกันมาทุกยุคทุกสมัย

สำหรับคำถามนี้

เรียนอะไรดี


เพราะเด็ก(หรือแม้แต่ผู้ใหญ่)ส่วนใหญ่

ก็ไม่รู้ว่าตนเองชอบอะไร



จริงๆถามว่าชอบอะไร

เด็กก็ตอบเหมือนกันคือ

ชอบเล่นเกม ดูซีรีย์เกาหลี ดูหนัง อ่านการ์ตูน ไปเที่ยว (กลางคืน)



แล้วสิ่งที่ชอบจะเอาไปทำวิชาชีพหรือเรียนอะไรต่อดีล่ะ


.....


เว็บเด็กดีก็ได้รวบรวมคณะตามบุคลิกของเด็กเอาไว้

เช่นชอบช่วยเหลือคนก็เรียนหมอพยาบาล

ชอบออกกำลังกายก็เรียนวิทย์กีฬา

ชอบภาษาก็อักษร

ชอบเลขก็วิศวะ บริหาร

ฯลฯ

http://www.dek-d.com/admission/dreamcampus/


แต่คำถามก็คือ

เด็กที่ไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร

ครูให้เรียนอะไรหนูก็เรียนแบบนั้น

ให้สอบอะไรหนูก็ตั้งใจอ่านหนังสือสอบ

และก็ทำออกมาได้ดี

แล้วแบบนี้จะเรียนอะไรดี



บ้างก็อาจจะต้องกลับมาดูธุรกิจที่บ้าน

ว่าต้องรับช่วงต่อจากพ่อแม่ไหม

ถ้าอาจจะ

ก็ไม่ต้องคิดมาก

เรียนบริหารธุรกิจ


หรือกรณีที่พ่อแม่มีเงินมาก

แล้วบอกว่าแล้วแต่เรา

แล้วเราก็มีความฝันว่าอยากมีโรงแรม boutique ชิคๆ

เป็นของตนเอง

ก็เรียนการโรงแรม



คนที่มีทางเลือกมีอยู่มากมาย



แต่คนที่พ่อแม่อาจจะไม่ได้มีเยอะ

แล้วบอกว่าแล้วแต่เรา

แล้วเราก็ไม่ใช่เด็กเก่งคำนวณหรือเด็กภาษา

จะทำอย่างไรดี

ซึ่งโจทย์นี้

น่าจะเป็นเด็กส่วนใหญ่ของประเทศนี้



ครูแนะแนวนอกจากจะบอกว่า

ให้เรียนตามความชอบแล้ว

ก็อาจจะบอกว่าก็แล้วแต่เรา

ไปคิดดีๆ

แล้วก็ดูตามเกรดที่โรงเรียน

และดูว่าเกรดแบบเราจะพอเบียดไปเข้าคณะอะไรได้บ้าง

จึงจะได้ชื่อว่าเอ็นติด



สุดท้ายแล้ว

เด็กก็จะเข้าไปเรียนคณะอะไรก็ไม่รู้

ไม่ได้เลือกตามความชอบ

เพราะไม่รู้ว่าตนเองชอบอะไร


มีคนขีดเส้นให้เดิน

ก็เดินตามไปแบบงงๆ

จบแบบงงๆ

แล้วก็หางานแบบอะไรก็ได้

ตามแต่เขาจะรับและมีเงินเดือนมากพอที่จะอยู่ได้

และไม่อายเพื่อนมากจนเกินไป


นี่คือสังคมการเรียนของเด็กไทย



ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ดีเสมอไป

เพราะ คนบางคนก็อาจจะชอบภายหลัง

จนไต่เต้ามาจนเป็น CEO ของบริษัทที่ตนทำงานอยู่

ก็มีให้เห็นอยู่เยอะแยะไป



แต่สิ่งที่อยากจะแชร์ก็คือ

เรียนอะไรก็ได้

หรือถูกขีดให้ไปทางไหน

ก็เรียนมันไป

แต่ขอให้เรามีทักษะที่เหมาะสมในการทำงานก็พอ



ทักษะเหล่านั้น ก็อาจจะเป็น

ทักษะทางวิชาชีพที่เรียนมา เช่น วิศวะ สถาปัตย์ แพทย์ เภสัช

ทักษะทางด้านภาษา เช่น อักษร ศิลปศาสตร์

ทักษะทางด้านออกแบบ เช่น สถาปัตย์ ศิลปกรรม

ทักษะทางด้านการคิด เช่น วิศวะ วิทย์ บริหาร

ทักษะทางด้านการวาดรูป เช่น ศิลปกรรม สถาปัตย์



นอกเหนือจากนั้น

สิ่งที่เราจะได้มาโดยไม่รู้ตัว

ไม่ว่าเราจะเรียนคณะอะไรก็ตาม

คือทักษะการเอาตัวรอด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง

การส่งงานก่อนdeadline

การเจรจาต่อรองกับครูในกรณีที่งานส่งไม่ทัน

หรือการเจรจาขอแก้เกรด

การอัดข้อมูลเข้าสมองในเวลาอันสั้น

เพราะวันพรุ่งนี้สอบแต่ยังไม่มีข้อมูลออะไรเลย



สุดท้ายแล้ว

กระดาษแผ่นเดียวไม่ใช่ใบเบิกทางไปสู่อนาคตที่สดใสหรอก

แต่ทักษะหรือประสบการณ์ที่เราได้ตอนที่อยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยต่างหาก

ที่ทำให้เราแตกต่างจากคนอื่น

แล้วคุณล่ะ แตกต่างจากคนอื่นไหม


แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่