เมื่อขันธ์ 5 ก็อนัตตา สังขตธรรมก็อนัตตา อสังขตธรรมก็อนัตตา การเข้าใจใน อนัตตา ด้วยความคิด ก็ไม่อาจหลุดพ้นสภาพเิดิมได้

เมื่อขันธ์ 5 ก็อนัตตา สังขตธรรม ก็อนัตตา อสังขตธรรม ก็อนัตตา การเข้าใจใน อนัตตา ด้วยความคิด ก็ไม่อาจหลุดพ้นสภาพเิดิมได้  

       เพราะโดยธรรมแล้ว ต่างก็อนัตตา นั้นเอง   ด้ังนั้นเพียง การเข้าใจ การคิด การวิเคราะห์ จนมีทิฏฐิว่าเห็นว่า เป็นอนัตตา ไม่มีตัวตนแท้จริง ก็ยังไม่มีกำลังหลุดพ้นไปได้นั้นเอง ที่อาศัยเพียงด้วย การคิด การวิเคราะ์ห์  หรือเพียงแต่การเข้าใจเท่านั้น.

        นี้แหละเป็นสิ่งที่กล่าวว่า สัจธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสนั้น มีความระเอียดลุ่มลึกปรานิตยิ่ง ไม่สามารถรู้แจ้งได้เพียงแค่การนึกตรึกตรอง วิเคราะห์ด้วยความคิด เท่านั้น

        พระพุทธเจ้าจึงทรงวางการปฏิบัติธรรมไปตามลำดับ ดังนี้.

1. ทาน มีความเข้าใจ มีปัญญาในการให้ทาน

2. ศีล   ปฏิบัติอยู่ในศีล ตั้งแต่ ศีล 5,8,10,227  ตามฐานะแห่งตน

3. มีอินทรีย์สังวร คือสำรวม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

4. เจริญสติสัมปชัญญะ  คือปฏิบัติใน อริยาบทบรรพ  ได้แก่รู้ตัวทั่วพร้อมในการ เดิน ยิน นัง นอน แล้่วลงระเอียดในอริยาบทย่อยต่างๆ

5. ปฏิบัตกรรมฐาน เช่น อานาปานสติ 16 หรืออนุสติ 10 มี กายานุสติ มรณานุสติ อสุภนุสติ ฯลฯ มีความเข้าใจในไตรลักษณ์ ซึ่งเมื่อกล่าวโดยรวมแล้วคือการ ปฏิบัติสมถะและวิปัสสนานั้นเอง ซึ่งก็คือ สติปัฏฐาน 4 นั้นเอง

6. การเจริญสติปัฏฐาน 4 ให้เจริญสมบูรณ์ ก็ต้องอาศัย ธรรมเหล่านี้ ได้แก่ อิทธิบาท 4 สัมมปธาน 4 พละ 5

7. เมื่อเจริญสติปัฏฐาน 4 สมบูรณ์ย่อมทำให้ โพชฌงค์ 7 และ อินทรีย์ 5 สมบูรณ์

8. เมื่อโพชฌงค์ 7 เจริญสมบูรณ์ ย่อมทำให้ มรรคมีองค์ 8 สมบูรณ์

9 เมื่อมรรคแปดสมบูรณ์ มรรคสมังคีก็ปรากฏขึ้น หรือโพธิปักขียธรรมนั้นสบูรณ์สมดุลย์ประชุมรวมกัน ในคราเดียวกัน ในขณะเดียวนั้น เป็นมรรคญาณผลญาณ

10. ก็คือมีปัญญาแจ้งใน อริยสัจ 4 สมบูรณ์พร้อมนั้นเอง  เป็นพระอริยบุคคลตามฐานะบารมี ไปตามลำดับ.

   ต่อไปผมจะยกพระไตรปิฏกแสดง ในข้อที่ 9. ที่ผมเสนอถึง มรรคสมังคีก็ปรากฏขึ้น หรือ หรือโพธิปักขียธรรมนั้นสบูรณ์สมดุลย์ประชุมรวมกัน ในคราเดียวกัน ในขณะเดียวนั้น มาจากที่ใหน เพราะเพียงแค่มรรคมีองค์ 8 สมบูรณ์ แล้วก็เพียงพอแล้วไม่ใช่หรือ? ดังนี้.

----------------------------------
    พระไตรปิฏก เล่มที่ 17
                                    ๑. จักขุสูตร
                         ว่าด้วยสัทธานุสารีและธัมมานุสารีบุคคล
        [๔๖๙] พระนครสาวัตถี. พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุไม่เที่ยง มีอัน
แปรปรวนเป็นอย่างอื่นเป็นธรรมดา หูไม่เที่ยง มีอันแปรปรวนเป็นอย่างอื่นเป็นธรรมดา จมูกไม่
เที่ยง มีอันแปรปรวนเป็นอย่างอื่นเป็นธรรมดา ลิ้นไม่เที่ยง มีอันแปรปรวนเป็นอย่างอื่นเป็น
ธรรมดา กายไม่เที่ยง มีอันแปรปรวนเป็นอย่างอื่นเป็นธรรมดา. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดเชื่อมั่นไม่
หวั่นไหวซึ่งธรรมเหล่านี้อย่างนี้
เรากล่าวผู้นี้ว่า สัทธานุสารี ก้าวลงสู่สัมมัตตนิยาม ก้าวลง
สู่สัปปุริสภูมิ ล่วงภูมิปุถุชน
ไม่ควรเพื่อทำกรรมที่บุคคลทำแล้วพึงเข้าถึงนรก กำเนิดสัตว์
ดิรัจฉาน หรือปิตติวิสัย ไม่ควรเพื่อทำกาละตราบเท่าที่ยังไม่ทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล

     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมเหล่านี้ ย่อมควรเพ่งด้วยปัญญา โดยประมาณอย่างนี้ แก่ผู้ใด. เราเรียกผู้นี้ว่า
ธัมมานุสารี ก้าวลงสู่สัมมัตตนิยาม ก้าวลงสู่สัปปุริสภูมิ ล่วงภูมิปุถุชน ไม่ควรเพื่อทำกรรมที่
บุคคลทำแล้วพึงเข้าถึงนรก กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน หรือปิตติวิสัย ไม่ควรเพื่อทำกาละตราบเท่าที่ยัง
ไม่ทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดรู้เห็นธรรมเหล่านี้อย่างนี้. เรากล่าวผู้นี้ว่า
เป็นโสดาบัน มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงที่จะตรัสรู้เป็นเบื้องหน้า.
                                  จบ สูตรที่ ๑.

พระไตรปิฏกเล่มที่ 12
        อุปมาภิกษุตัดกระแสมารเหมือนโคตัดกระแสน้ำ
        [๓๙๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เหล่าโคผู้ที่เป็นพ่อฝูง เป็นผู้นำฝูง ว่ายตัดกระแสแม่น้ำ
คงคาขวางไป ได้ถึงฝั่งโดยสวัสดี แม้ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุที่เป็นอรหันต์ มี
อาสวะสิ้นแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว มีกิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว ปลงภาระเสียแล้ว มีประโยชน์
ตนถึงแล้วโดยลำดับ มีกิเลสเครื่องประกอบไว้ในภพหมดสิ้นแล้ว พ้นวิเศษแล้ว เพราะรู้ทั่วถึง
โดยชอบ พวกภิกษุแม้นั้น ว่ายตัดกระแสมารขวางไป ถึงฝั่งแล้วโดยสวัสดี ฉันนั้นเหมือนกัน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เหล่าโคที่มีกำลังและโคที่ฝึกไว้ ว่ายตัดกระแสแม่น้ำคงคาขวางไป ได้ถึงฝั่ง
โดยสวัสดี แม้ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุที่มีสัญโญชน์ส่วนเบื้องต่ำ ๕ ประการทั้งหมด
สิ้นไป เป็นโอปปาติกะ ปรินิพพานในโลกนั้น ไม่ต้องเวียนกลับมาจากโลกนั้น แม้ภิกษุพวก
นั้น ก็ชื่อว่าตัดกระแสมารขวางไป จักถึงฝั่งโดยสวัสดี ฉันนั้นเหมือนกัน ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เหล่าโคหนุ่มและโคสาว ว่ายตัดกระแสแม่น้ำคงคาขวางไป ได้ถึงฝั่งโดยสวัสดี แม้ฉันใด
ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุที่มีสัญโญชน์ ๓ หมดสิ้นไป และมีราคะ โทสะ โมหะ เบาบาง
เป็นสกทาคามีบุคคล มาสู่โลกนี้คราวเดียว ก็จักทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ แม้ภิกษุพวกนั้น ก็ชื่อว่า
ตัดกระแสมารขวางไป จักถึงฝั่งโดยสวัสดี ฉันนั้นเหมือนกัน ดูกรภิกษุทั้งหลาย เหล่าลูกโค
ที่มีกำลังยังน้อย ว่ายตัดกระแสแม่น้ำคงคาขวางไป ได้ถึงฝั่งโดยสวัสดี แม้ฉันใด ดูกรภิกษุ
ทั้งหลาย พวกภิกษุที่มีสัญโญชน์ ๓ หมดสิ้นไป เป็นโสดาบัน มีความเป็นผู้ไม่ตกต่ำเป็น
ธรรมดา เป็นผู้เที่ยง มีอันจะตรัสรู้เป็นเบื้องหน้า แม้พวกภิกษุนั้น ก็ชื่อว่าตัดกระแสมารขวาง
ไป จักถึงฝั่งโดยสวัสดี ฉันนั้นเหมือนกัน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ลูกโคเล็กที่เกิดในวันนั้น ลอย
ไปตามเสียงโคเมียที่เป็นแม่ ว่ายตัดกระแสแม่น้ำคงคาขวางไป ได้ถึงฝั่งโดยสวัสดี แม้
ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุที่เป็นมัคคสมังคีบุคคลชั้นต้น ที่เป็นธัมมานุสารี
และที่เป็นสัทธานุสารี
แม้พวกภิกษุนั้น ก็ชื่อว่าตัดกระแสมารขวางไป จักถึงฝั่งโดย
สวัสดี ฉันนั้นเหมือนกัน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เราแล เป็นผู้ฉลาดในโลกนี้ ฉลาดใน
โลกหน้า ฉลาดในเตภูมิกธรรมอันเป็นแก่งแห่งมาร ฉลาดในนวโลกุตรธรรมอันไม่เป็น
แก่งแห่งมาร ฉลาดในเตภูมิกธรรมอันเป็นแก่งแห่งมัจจุ ฉลาดในนวโลกุตรธรรมอันไม่เป็น
แก่งแห่งมัจจุ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ชนเหล่าใด จักนับถือถ้อยคำของเรานั้นว่า เป็นถ้อยคำ
อันตนควรฟัง ควรเชื่อ ความนับถือของชนเหล่านั้น จักเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อสุข
ตลอดกาลนาน.

----------------------------------

  อธิบาย >>> จากพุทธพจน์ ส่วนที่ 1.

         ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุที่เป็นมัคคสมังคีบุคคลชั้นต้น ที่เป็นธัมมานุสารี
และที่เป็นสัทธานุสารี


        จากพุทธพจน์ส่วนที่ 2 ผมขอเอาสองส่วนมาร่วมกันเพิ่ม(ธัมมานุสารี) เพื่อให้ง่าย ต่อการพิจจารณา

       เรากล่าวผู้นี้ว่า สัทธานุสารี(ธัมมานุสารี) ก้าวลงสู่สัมมัตตนิยาม ก้าวลง
สู่สัปปุริสภูมิ ล่วงภูมิปุถุชน
ไม่ควรเพื่อทำกรรมที่บุคคลทำแล้วพึงเข้าถึงนรก กำเนิดสัตว์
ดิรัจฉาน หรือปิตติวิสัย ไม่ควรเพื่อทำกาละตราบเท่าที่ยังไม่ทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล


        ซึ่งเป็นพุทธพจน์ที่ตรัสถึง "มัคคสมังคี"
         ก็คือ ก้าวลงสู่สัมมัตตนิยาม ก้าวลงสู่สัปปุริสภูมิ ล่วงภูมิปุถุชน ไม่ควรเพื่อทำกรรมที่บุคคลทำแล้วพึงเข้าถึงนรก กำเนิดสัตว์
ดิรัจฉาน หรือปิตติวิสัย ไม่ควรเพื่อทำกาละตราบเท่าที่ยังไม่ทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล

        สรุป ดังนั้นที่ผมกล่าวว่า...  เมื่อขันธ์ 5 ก็อนัตตา สังขตธรรม ก็อนัตตา อสังขตธรรม ก็อนัตตา การเข้าใจใน อนัตตา ด้วยความคิด การวิเคราะห์  ก็ไม่อาจหลุดพ้นสภาพเิดิมได้  ก็ด้วยเหตุและผลดังที่ยกมาแสดงนั้นเอง.

      ท่านใดประสงค์แสดงเหตุและผล ที่ต่างออกไป ก็ร่วมสนทนาได้ตามความเหมาะสมครับ.
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่