เราเพิ่งไปเที่ยวสิงคโปร์แบบ Backpack ช่วงปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา (2556) มีเรื่องความประทับใจเกี่ยวกับคนสิงคโปร์อยากถ่ายทอดและแบ่งปันกับเพื่อนๆค่ะ
1.คุณอา : เรานั่งรถคันเดียวกันกับคุณอาชาวสิงคโปร์คนนี้จากหาดใหญ่ค่ะ คุณอาฉายเดี่ยว แต่ดูเหมือนว่าน่าจะเคยไปมาหาดใหญ่บ่อยอยู่ เพราะว่าเห็นคุยค่อนข้างสนิทสนมกับคุณลุงคนรถ เวลาจอดแวะกินข้าวที่ไหน เราก็สังเกตคุณอานี่แหละค่ะว่าได้เวลาขึ้นรถหรือยัง ทีนี้พอไปถึงด่านตม.ของสิงคโปร์ เรากับเพื่อนโดนเรียกสัมภาษณ์ห้องเย็น เราลงมาก่อนเพื่อน คุณอาเข้ามาบอกว่าแปลกใจมากเลยที่เรากับเพื่อนโดนเรียกสัมภาษณ์ห้องเย็น เพราะเราดูเหมือนเป็นนักเรียนนักศึกษา(จริงๆเราเพิ่งจบใหม่ค่ะ)ไม่น่าโดนเรียก เราบอกว่า อ๋อ เจ้าที่หน้าที่บอกว่า เรามาสิงคโปร์ครั้งแรก คุณอาก็พยักหน้าเข้าใจ เราเริ่มประทับใจคุณอาตั้งแต่ตอนนี้แล้วค่ะ เพราะว่าจริงๆเค้าไม่ต้องมาถามแสดงน้ำใจกับเราก็ได้
พอเพื่อนเราลงมาก็ได้เวลาขึ้นรถค่ะ ทั้งรถมีเราสองคนที่โดนเรียกสัมภาษณ์ห้องเย็น พอรถไปจอดที่ Golden Mile เราก็มืดแปดด้านค่ะ เพราะตอนนั้นประมาณตี 4 ร้านรวงปิดหมด เราก็ไม่รู้จะไปทางไหนหรือถามใครดี พอดีเราเห็นคุณอานั่งลงตรงริมทางเดินที่ยกสูงขึ้นมา เราก็เลยเข้าไปถามว่ารถไฟใต้ดินไปทางไหน เพราะเรามีข้อมูลเฉพาะส่วนนี้ คุณอาบอกว่า
"อย่านั่งรถใต้ดินเลย มันไกลไปยาก นั่งรถเมล์ดีกว่า" แล้วคุณอาก็เริ่มอธิบายสายรถให้เราฟัง เราก็โอเค ไปรถเมล์ก็ดี แล้วเราก็ถามว่า
"ทำไมคุณอามานั่งตรงนี้ จะไปไหนเหรอคะ" คุณอาบอกว่า
"ก็นั่งรอเมล์เริ่มวิ่งนี่แหละ เอาอย่างงี้แล้วกันเดี๋ยวนั่งรถเมล์ไปด้วยกัน บ้านฉันต้องผ่าน Chinatown ที่เธอสองคนจะไปพอดี ไปด้วยกันนี่แหละ" เรากับเพื่อนรู้สึกเหมือนคำนั้นเป็นน้ำทิพย์ชโลมใจเลยค่ะ น้ำตาจะไหล ไม่คิดว่าเค้าจะช่วยเหลือเราขนาดนี้ ถ้าไม่มีคุณอาเรายังไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี เพราะตอนนั้นมืดมาก เรารีบขอบคุณเป็นการใหญ่ จากนั้นเรากับคุณอาก็คุยกันเรื่องทั่วไป ทั้งการท่ิองเที่ยว การศึกษา การทำงาน และการเดินทางในสิงคโปร์ โดยใช้ภาษาอังกฤษกับภาษาไทย คุณอาพูดภาษาไทยได้ค่อนข้างดี คุณอาให้แผนที่รถไฟใต้ดินที่คุณอาพกไว้มาด้วย ถึงเวลา 6.00 เช้า รถเมล์เริ่มวิ่ง เรา 3 คนก็เดินไป คุณอายังให้เราแลกเงินเป็นเหรียญด้วยเพราะต้องใช้หยอดรถเมล์ คุณอายังถามเราว่า
"มีโทรศัพท์รึเปล่า เผื่อมีอะไรเราจะได้โทรถามฉันได้" เราบอกว่าไม่มี แต่ก็ขอบคุณจริงๆค่ะ คุณอายังบอกเราว่า "ถ้าจะกลับก็กลับสายนี้แหละ แต่ต้องขึ้นถนนถัดไปนะ" พอรถวิ่งถึงChinatown คุณอาก็บอกว่า
"เธอลงตรงนี้นะ ฉันต้องไปต่อ โชคดี" เราก็ขอบคุณคุณอาจากใจจริง
เราทราบเพียงชื่อคุณอา ไม่ทราบแม้แต่นามสกุล ไม่มีโทรศัพท์ หรืออีเมล ไม่รู้ว่าจะได้เจอคุณอาอีกหรือไม่ แต่เรายังจำความประทับใจวันนั้นจนถึงทุกวันนี้และจะไม่มีวันลืมมิตรภาพและน้ำใจของคุณอาเลย
2. คุณป้าบนรถไฟฟ้าใต้ดิน : เรากับเพื่อนอยู่บนรถไฟฟ้าใต้ดินกำลังจะกลับที่พักย่าน Chinatown ตอนนั้นเป็นตอนเย็น คนเดินทางเยอะมาก สักพักหนึ่งมีเสียงผู้หญิงแว่วมาว่า
"Don't leave your bag open.(อย่าปล่อยให้กระเป๋าเปิดไว้)" ตอนแรกเราก็งงว่าพูดถึงอะไร กระเป๋าอะไร ทีนี้พอก้มลงมองดูกระเป๋าของเพื่อน กระเป๋าเปิดอยู่ พร้อมอัดแน่นไปด้วยซองพาสปอร์ต แผนที่ ทิชชู่ ยา เราจึงรีบรูดซิปปิดกระเป๋าให้เพื่อน พร้อมกล่าวของคุณคุณป้าคนนั้น เราไม่อยากจะคิดเลยถ้ามีคน
นี่เป็นอีกเหตุการณ์ที่ทำให้เราประทับใจ ซึ่งจริงๆแล้ว คุณป้าจะนิ่งเฉยก็ได้ แต่เค้าก็ไม่ทำ เพราะเห็นความสำคัญของการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
3. คุณพี่บนรถเมล์ : เราได้รับมิตรภาพจากคุณพี่บนรถเมล์ในวันกลับ เรากับเพื่อนแบกกระเป๋าเป้ขึ้นรถเมล์กันโดยรู้แค่สายรถ แต่ไม่รู้ว่าต้องลงป้ายไหน เพราะขามาเราขึ้นจากถนนอีกสายหนึ่งที่ขนานกัน วันนั้นตึกแต่ละตึกดูเหมือนกันไปหมดทำให้เราไม่แน่ใจว่าถึงที่ที่ควรจะลงหรือยัง นั่งไปสักพักเราก็เริ่มสงสัยว่าถึงหรือยัง นี่มันไกลแล้วนะ พอมีคนลงเราจึงเดินไปถามคนขับว่า
"ไป Golden Mile ลงตรงนี้ได้มั้ยคะ" แต่คนขับดูจะงงๆไม่ตอบอะไรสักคำ ฉันจึงถามซ้ำ เพราะคิดว่าคนขับรถน่าจะรู้ดีที่สุดแล้ว แต่ไม่ทราบเค้าฟังคำถามเราไม่รู้เรื่องหรือยังไง เลยไม่ได้รับคำตอบใดๆ สักพักได้ยินเสียงผู้หญิงคนนึงพูดว่า
"You can get down here and go over there. (ลงตรงนี้แหละ แล้วไปทางนู้น)" พร้อมชี้ไม้ชี้มือ เราสองคนรีบขอบคุณเป็นการใหญ่ แล้วลงรถไป ระยะทางไม่ได้ใกล้เลย เลยที่ที่ควรจะลงมาประมาณ 3 ป้าย จุดนั้นเราเหนื่อยกันมาก ปวดเมื่อยไปหมด แต่ก็ต้องกัดฟันเดินต่อไป
หากเราไม่ได้คุณพี่บนรถเมล์บอกให้ลงตรงนั้น เราคงนั่งเลยไปอีกไกล ซึ่งคงจะเหนื่อยและเครียดกว่านี้อีกหลายเท่า
4. คุณลุงรปภ. สำนักงาน ICA : สืบเนื่องจากที่ลงรถเมล์ผิดป้าย เราจึงเดินมาเรื่อยโดยคลำทางเอาจากที่นึกได้เมื่อวันมา เดินผ่าน สำนักงาน ICA เจอคุณลุงรปภ.ยืนอยู่ใต้ตึก เราจึงรีบเ้ขาไปถามเพราะไม่อยากหลงอีกแล้ว ตอนนั้นเหนื่อยและเครียดมาก คุณลุงรปภ. ยิ้มพร้อมตอบว่า
"Go straight and cross the street.(ตรงไปทางนี้แล้วก็ข้ามถนนไป)" วินาทีนั้นเหมือนปลดปล่อยความเหนื่อยค่ะ ในที่สุดเราก็จะได้นั่งพักแล้ว ใกล้เคียงความจริงแล้ว ขอบคุณคุณลุงรปภ.ที่ให้ความช่วยเหลือนะคะ
สำหรับท่านอื่นที่ไม่ได้กล่าวถึงก็ช่วยเหลืือนักท่องเที่ยวอย่างเราดีค่ะ แต่เราขอยกเหตุการณ์ที่จุดประกายมาเล่าให้ฟัง ด้วยน้ำใจและมิตรภาพบนเส้นทางท่องเที่ยวที่ทุกคนหยิบยื่นให้ ทำให้ทริปครั้งนี้เป็นทริปที่สนุก มีความสุข และประทับใจมากอีกทริปนึงเลยค่ะ
น้ำใจและมิตรภาพแบบนี้ เราจะส่งต่อให้ผู้อื่นและนักเดินทางท่านอื่นๆแน่นอนค่ะ
การเดินทาง....ทำให้รู้จักคนมากมาย
การเดินทาง....ทำให้รู้จักมิตรภาพ
การเดินทางให้อะไรดีๆมากมาย โดยไม่ต้องไขว่คว้า
แล้วเราอาจจะพบกันที่ไหนสักแห่ง.....
MsPieceofPie
'มิตรภาพระหว่างทาง' (สิงคโปร์)
1.คุณอา : เรานั่งรถคันเดียวกันกับคุณอาชาวสิงคโปร์คนนี้จากหาดใหญ่ค่ะ คุณอาฉายเดี่ยว แต่ดูเหมือนว่าน่าจะเคยไปมาหาดใหญ่บ่อยอยู่ เพราะว่าเห็นคุยค่อนข้างสนิทสนมกับคุณลุงคนรถ เวลาจอดแวะกินข้าวที่ไหน เราก็สังเกตคุณอานี่แหละค่ะว่าได้เวลาขึ้นรถหรือยัง ทีนี้พอไปถึงด่านตม.ของสิงคโปร์ เรากับเพื่อนโดนเรียกสัมภาษณ์ห้องเย็น เราลงมาก่อนเพื่อน คุณอาเข้ามาบอกว่าแปลกใจมากเลยที่เรากับเพื่อนโดนเรียกสัมภาษณ์ห้องเย็น เพราะเราดูเหมือนเป็นนักเรียนนักศึกษา(จริงๆเราเพิ่งจบใหม่ค่ะ)ไม่น่าโดนเรียก เราบอกว่า อ๋อ เจ้าที่หน้าที่บอกว่า เรามาสิงคโปร์ครั้งแรก คุณอาก็พยักหน้าเข้าใจ เราเริ่มประทับใจคุณอาตั้งแต่ตอนนี้แล้วค่ะ เพราะว่าจริงๆเค้าไม่ต้องมาถามแสดงน้ำใจกับเราก็ได้
พอเพื่อนเราลงมาก็ได้เวลาขึ้นรถค่ะ ทั้งรถมีเราสองคนที่โดนเรียกสัมภาษณ์ห้องเย็น พอรถไปจอดที่ Golden Mile เราก็มืดแปดด้านค่ะ เพราะตอนนั้นประมาณตี 4 ร้านรวงปิดหมด เราก็ไม่รู้จะไปทางไหนหรือถามใครดี พอดีเราเห็นคุณอานั่งลงตรงริมทางเดินที่ยกสูงขึ้นมา เราก็เลยเข้าไปถามว่ารถไฟใต้ดินไปทางไหน เพราะเรามีข้อมูลเฉพาะส่วนนี้ คุณอาบอกว่า "อย่านั่งรถใต้ดินเลย มันไกลไปยาก นั่งรถเมล์ดีกว่า" แล้วคุณอาก็เริ่มอธิบายสายรถให้เราฟัง เราก็โอเค ไปรถเมล์ก็ดี แล้วเราก็ถามว่า "ทำไมคุณอามานั่งตรงนี้ จะไปไหนเหรอคะ" คุณอาบอกว่า "ก็นั่งรอเมล์เริ่มวิ่งนี่แหละ เอาอย่างงี้แล้วกันเดี๋ยวนั่งรถเมล์ไปด้วยกัน บ้านฉันต้องผ่าน Chinatown ที่เธอสองคนจะไปพอดี ไปด้วยกันนี่แหละ" เรากับเพื่อนรู้สึกเหมือนคำนั้นเป็นน้ำทิพย์ชโลมใจเลยค่ะ น้ำตาจะไหล ไม่คิดว่าเค้าจะช่วยเหลือเราขนาดนี้ ถ้าไม่มีคุณอาเรายังไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี เพราะตอนนั้นมืดมาก เรารีบขอบคุณเป็นการใหญ่ จากนั้นเรากับคุณอาก็คุยกันเรื่องทั่วไป ทั้งการท่ิองเที่ยว การศึกษา การทำงาน และการเดินทางในสิงคโปร์ โดยใช้ภาษาอังกฤษกับภาษาไทย คุณอาพูดภาษาไทยได้ค่อนข้างดี คุณอาให้แผนที่รถไฟใต้ดินที่คุณอาพกไว้มาด้วย ถึงเวลา 6.00 เช้า รถเมล์เริ่มวิ่ง เรา 3 คนก็เดินไป คุณอายังให้เราแลกเงินเป็นเหรียญด้วยเพราะต้องใช้หยอดรถเมล์ คุณอายังถามเราว่า "มีโทรศัพท์รึเปล่า เผื่อมีอะไรเราจะได้โทรถามฉันได้" เราบอกว่าไม่มี แต่ก็ขอบคุณจริงๆค่ะ คุณอายังบอกเราว่า "ถ้าจะกลับก็กลับสายนี้แหละ แต่ต้องขึ้นถนนถัดไปนะ" พอรถวิ่งถึงChinatown คุณอาก็บอกว่า "เธอลงตรงนี้นะ ฉันต้องไปต่อ โชคดี" เราก็ขอบคุณคุณอาจากใจจริง
เราทราบเพียงชื่อคุณอา ไม่ทราบแม้แต่นามสกุล ไม่มีโทรศัพท์ หรืออีเมล ไม่รู้ว่าจะได้เจอคุณอาอีกหรือไม่ แต่เรายังจำความประทับใจวันนั้นจนถึงทุกวันนี้และจะไม่มีวันลืมมิตรภาพและน้ำใจของคุณอาเลย
2. คุณป้าบนรถไฟฟ้าใต้ดิน : เรากับเพื่อนอยู่บนรถไฟฟ้าใต้ดินกำลังจะกลับที่พักย่าน Chinatown ตอนนั้นเป็นตอนเย็น คนเดินทางเยอะมาก สักพักหนึ่งมีเสียงผู้หญิงแว่วมาว่า "Don't leave your bag open.(อย่าปล่อยให้กระเป๋าเปิดไว้)" ตอนแรกเราก็งงว่าพูดถึงอะไร กระเป๋าอะไร ทีนี้พอก้มลงมองดูกระเป๋าของเพื่อน กระเป๋าเปิดอยู่ พร้อมอัดแน่นไปด้วยซองพาสปอร์ต แผนที่ ทิชชู่ ยา เราจึงรีบรูดซิปปิดกระเป๋าให้เพื่อน พร้อมกล่าวของคุณคุณป้าคนนั้น เราไม่อยากจะคิดเลยถ้ามีคน
นี่เป็นอีกเหตุการณ์ที่ทำให้เราประทับใจ ซึ่งจริงๆแล้ว คุณป้าจะนิ่งเฉยก็ได้ แต่เค้าก็ไม่ทำ เพราะเห็นความสำคัญของการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
3. คุณพี่บนรถเมล์ : เราได้รับมิตรภาพจากคุณพี่บนรถเมล์ในวันกลับ เรากับเพื่อนแบกกระเป๋าเป้ขึ้นรถเมล์กันโดยรู้แค่สายรถ แต่ไม่รู้ว่าต้องลงป้ายไหน เพราะขามาเราขึ้นจากถนนอีกสายหนึ่งที่ขนานกัน วันนั้นตึกแต่ละตึกดูเหมือนกันไปหมดทำให้เราไม่แน่ใจว่าถึงที่ที่ควรจะลงหรือยัง นั่งไปสักพักเราก็เริ่มสงสัยว่าถึงหรือยัง นี่มันไกลแล้วนะ พอมีคนลงเราจึงเดินไปถามคนขับว่า "ไป Golden Mile ลงตรงนี้ได้มั้ยคะ" แต่คนขับดูจะงงๆไม่ตอบอะไรสักคำ ฉันจึงถามซ้ำ เพราะคิดว่าคนขับรถน่าจะรู้ดีที่สุดแล้ว แต่ไม่ทราบเค้าฟังคำถามเราไม่รู้เรื่องหรือยังไง เลยไม่ได้รับคำตอบใดๆ สักพักได้ยินเสียงผู้หญิงคนนึงพูดว่า "You can get down here and go over there. (ลงตรงนี้แหละ แล้วไปทางนู้น)" พร้อมชี้ไม้ชี้มือ เราสองคนรีบขอบคุณเป็นการใหญ่ แล้วลงรถไป ระยะทางไม่ได้ใกล้เลย เลยที่ที่ควรจะลงมาประมาณ 3 ป้าย จุดนั้นเราเหนื่อยกันมาก ปวดเมื่อยไปหมด แต่ก็ต้องกัดฟันเดินต่อไป
หากเราไม่ได้คุณพี่บนรถเมล์บอกให้ลงตรงนั้น เราคงนั่งเลยไปอีกไกล ซึ่งคงจะเหนื่อยและเครียดกว่านี้อีกหลายเท่า
4. คุณลุงรปภ. สำนักงาน ICA : สืบเนื่องจากที่ลงรถเมล์ผิดป้าย เราจึงเดินมาเรื่อยโดยคลำทางเอาจากที่นึกได้เมื่อวันมา เดินผ่าน สำนักงาน ICA เจอคุณลุงรปภ.ยืนอยู่ใต้ตึก เราจึงรีบเ้ขาไปถามเพราะไม่อยากหลงอีกแล้ว ตอนนั้นเหนื่อยและเครียดมาก คุณลุงรปภ. ยิ้มพร้อมตอบว่า "Go straight and cross the street.(ตรงไปทางนี้แล้วก็ข้ามถนนไป)" วินาทีนั้นเหมือนปลดปล่อยความเหนื่อยค่ะ ในที่สุดเราก็จะได้นั่งพักแล้ว ใกล้เคียงความจริงแล้ว ขอบคุณคุณลุงรปภ.ที่ให้ความช่วยเหลือนะคะ
สำหรับท่านอื่นที่ไม่ได้กล่าวถึงก็ช่วยเหลืือนักท่องเที่ยวอย่างเราดีค่ะ แต่เราขอยกเหตุการณ์ที่จุดประกายมาเล่าให้ฟัง ด้วยน้ำใจและมิตรภาพบนเส้นทางท่องเที่ยวที่ทุกคนหยิบยื่นให้ ทำให้ทริปครั้งนี้เป็นทริปที่สนุก มีความสุข และประทับใจมากอีกทริปนึงเลยค่ะ
น้ำใจและมิตรภาพแบบนี้ เราจะส่งต่อให้ผู้อื่นและนักเดินทางท่านอื่นๆแน่นอนค่ะ
การเดินทาง....ทำให้รู้จักคนมากมาย
การเดินทาง....ทำให้รู้จักมิตรภาพ
การเดินทางให้อะไรดีๆมากมาย โดยไม่ต้องไขว่คว้า
แล้วเราอาจจะพบกันที่ไหนสักแห่ง.....
MsPieceofPie