เห็นว่าน่าสนใจดีเลยเอามาให้อ่าน
แหล่งที่มาของบทความ www.manager.co.th/iBizchannel/viewNews.aspx?NewsID=9560000062073
มีหัวข้อข่าวทางเศรษฐกิจรายงานข่าวว่า กระทรวงสิ่งแวดล้อมและพลังงานของกรีซเผยว่า บริษัท พับลิก พาวเวอร์ คอร์ปอเรชัน (พีพีซี) กลุ่มพลังงานรายใหญ่ของกรีซ จะถูกแตกออกเป็นบริษัทย่อยภายในปี 2558 ตามแผนแปรรูปรัฐวิสาหกิจ หลังจากกรีซรับความช่วยเหลือจากต่างประเทศ
ซึ่งในแถลงการณ์ของกระทรวงระบุว่าเป้าหมายของทางการ คือการจัดตั้งบริษัทใหม่ที่มีศักยภาพในการแข่งขัน โดยกระบวนการแปรรูปจะแล้วเสร็จในไตรมาสแรกของปี 2558 จากนั้นบริษัทใหม่จะเริ่มดำเนินงานได้ทันที บริษัทใหม่ซึ่งมีขนาดเล็กลง จะดูแลรับผิดชอบทรัพยากรด้านการผลิตส่วนหนึ่งของพีพีซี รวมถึงเหมืองลิกไนต์ ไฟฟ้าพลังน้ำ ก๊าซธรรมชาติ และโรงงานกำเนิดไฟฟ้าจากลิกไนต์ ส่วนรายละเอียดเพิ่มเติมนั้นจะมีการหารือกันในหมู่คณะกรรมาธิการยุโรปภายในสิ้นเดือนมิ.ย.นี้
นอกจากนั้น รัฐบาลกรีซยังรับปากจะขายหุ้น 17% ในพีพีซีออกจากพอร์ต ภายในปลายปี 2558 จากปัจจุบันที่มีอยู่กว่า 50% ส่วนกองทุนบำนาญถือหุ้นในพีพีซีอยู่ 3.8 สำหรับบริษัทแอดมี ซึ่งเป็นผู้ให้บริการพลังงานอิสระ ก็จะถูกแปรรูปเช่นกัน โดยคาดว่ากระบวนการทั้งหมดจะแล้วเสร็จภายในต้นปี 2559
จะเห็นได้ว่าเมื่อประเทศเกิดพังทลายทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ทรัพยากรต่างๆในประเทศถูกขายทอดตลาดออกมาให้กับกลุ่มทุนขนาดใหญ่ วิกฤตทางการเงินที่เกิดขึ้นเกิดจากการวางแผนไว้อย่างเป็นระบบ โดยเริ่มต้นจากการเตรียมตัวเพื่อเข้าร่วมในยูโรโซน จากการให้คำปรึกษาจากวานิชธนกิจระดับโลกคือ โกลด์แมนแซกค์ ในการตกแต่งตัวเลขทางเศรษฐกิจเพื่อให้เข้ากฎเกณฑ์การเข้าร่วมเช่น เงินบำนาญกว่า 600 ล้านยูโร และค่าใช้จ่ายทางทหาร โยกมาไว้นอกงบประมาณรายจ่าย ลดอัตราเงินเฟ้อด้วยการตรึง ค่าไฟฟ้า น้ำประปา ลดภาษี น้ำมัน สุรา และบุหรี่
วานิชธนากรให้คำแนะนำให้แปลงรายได้โดยการนำตัวเลขในอนาคตจากสลากกินแบ่งรัฐบาล ค่าผ่านทางด่วน ค่าธรรมเนียมในการขึ้นลงของอากาศยาน (landing fee) และแม้แต่เงินให้เปล่าที่ได้รับจากสหภาพยุโรป ให้เป็นหลักทรัพย์ รายได้ในอนาคตอะไรก็ตามที่มองเห็นถูกรัฐบาลกรีกเอามาขายแปลงเป็นเงินสดในปัจจุบัน (securitized)
ปิดปากข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ ด้วยการขึ้นเงินเดือนให้ 3 เท่า มีการคอรัปชั่น กันอย่างกว้างขว้างมีการบอกกล่าวกันว่า ตัวเลขในการคอรัปชั่นสูงถึง 1 ใน 3 ของมูลค่างาน
เมื่อกรีซประสบความสำเร็จด้วยการเข้าเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป อัตราดอกเบี้ยที่เคยสูง 8-12% ได้ลดลงเหลือ 4-5% นักลงทุนทั้งหลายต่างรู้ดีว่าเงินกู้นี้มี เยอรมันเป็นคนค้ำประกัน ดังนั้นรัฐบาลกรีช จึงเพิ่มปริมาณของหนี้สาธารณะของประเทศสูงขึ้นมาถึง 4 เท่า ทำให้ประเทศมีกระแสเงินในระบบที่สะพัดอย่างสูง แต่เงินไปอยู่กับสินค้า ฟุ่มเฟือย และการคอรัปชั่นในประเทศ ตลาดหุ้นจากระดับดัชนี 800-1200 จุด ปรับขึ้นไปสูงสุดกว่า 6000 จุด
โกลด์แมนแชค ในฐานะที่ปรึกษาได้ออกตราสารทางการเงินที่เรียกว่า CDS ออกมาเพื่อประกันว่า พันธบัตรของรัฐบาลกรีซ อยู่ในระดับ Investment Grade เพื่อดึงดูดนักลงทุนทั่วโลกให้มาลงทุนในพันธบัตร
และทุกสิ่งก็ถูกเปิดเผยขึ้น ในเดือนตุลาคม ปี 2009 เมื่ออำนาจเปลี่ยนขั้ว พรรคอนุรักษนิยมตกจากอำนาจ พรรคสังคมนิยมขึ้นเป็นรัฐบาลใหม่ พบว่ามีเงินของรัฐบาลที่มีอยู่ในคลังน้อยกว่าที่คาดไว้มากจนตัดสินใจว่าไม่มีทางออกอื่นนอกจากบอกความจริงให้กับสาธารณะชนได้รับรู้
ทันทีที่พูดความจริง เจ้าหนี้ของกรีซก็ตื่นตระหนกทันที พอถึงไตรมาสสุดท้ายของปี 2011 รัฐบาลก็เสนออัตราดอกเบี้ยพันธบัตรสูงถึงร้อยละ 25 แต่นักลงทุนจำนวนมากมองว่ากรีซเสี่ยงสูงเกินกว่าจะรับไหวแล้ว
และประเทศก็เข้าสู่การทำลายอย่างเป็นระบบโดยเริ่มต้นจาก
การประโคมข่าว ถึงสถานการณ์ที่เลวร้ายในกรีซ จากสำนักข่าวทั่วโลก
การปรับลดความน่าเชือถือของประเทศจากบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ปรับลดที่ละขั้น แต่เป็นการปรับลดอย่างรุนแรง จนสุดที่การ แฮร์คัท หนี้
การเทขายอย่างรุนแรง ในตลาดหุ้น และตลาดพันธบัตร ดัชนีตลาดหุ้นจากระดับสูงสุดกว่า 6000 จุด ลดลงเหลือเพียง 500 กว่าจุด เท่ากับราคาสินทรัพย์ในกรีซลดลงถึง 90% ผลตอบแทนในพันธบัตรสูงถึง 98%
การว่างงานและการล้มละลาย
การเข้ายึดครองประเทศด้วยการสร้างหายนะทางเศรษฐกิจ
แหล่งที่มาของบทความ www.manager.co.th/iBizchannel/viewNews.aspx?NewsID=9560000062073
มีหัวข้อข่าวทางเศรษฐกิจรายงานข่าวว่า กระทรวงสิ่งแวดล้อมและพลังงานของกรีซเผยว่า บริษัท พับลิก พาวเวอร์ คอร์ปอเรชัน (พีพีซี) กลุ่มพลังงานรายใหญ่ของกรีซ จะถูกแตกออกเป็นบริษัทย่อยภายในปี 2558 ตามแผนแปรรูปรัฐวิสาหกิจ หลังจากกรีซรับความช่วยเหลือจากต่างประเทศ
ซึ่งในแถลงการณ์ของกระทรวงระบุว่าเป้าหมายของทางการ คือการจัดตั้งบริษัทใหม่ที่มีศักยภาพในการแข่งขัน โดยกระบวนการแปรรูปจะแล้วเสร็จในไตรมาสแรกของปี 2558 จากนั้นบริษัทใหม่จะเริ่มดำเนินงานได้ทันที บริษัทใหม่ซึ่งมีขนาดเล็กลง จะดูแลรับผิดชอบทรัพยากรด้านการผลิตส่วนหนึ่งของพีพีซี รวมถึงเหมืองลิกไนต์ ไฟฟ้าพลังน้ำ ก๊าซธรรมชาติ และโรงงานกำเนิดไฟฟ้าจากลิกไนต์ ส่วนรายละเอียดเพิ่มเติมนั้นจะมีการหารือกันในหมู่คณะกรรมาธิการยุโรปภายในสิ้นเดือนมิ.ย.นี้
นอกจากนั้น รัฐบาลกรีซยังรับปากจะขายหุ้น 17% ในพีพีซีออกจากพอร์ต ภายในปลายปี 2558 จากปัจจุบันที่มีอยู่กว่า 50% ส่วนกองทุนบำนาญถือหุ้นในพีพีซีอยู่ 3.8 สำหรับบริษัทแอดมี ซึ่งเป็นผู้ให้บริการพลังงานอิสระ ก็จะถูกแปรรูปเช่นกัน โดยคาดว่ากระบวนการทั้งหมดจะแล้วเสร็จภายในต้นปี 2559
จะเห็นได้ว่าเมื่อประเทศเกิดพังทลายทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ทรัพยากรต่างๆในประเทศถูกขายทอดตลาดออกมาให้กับกลุ่มทุนขนาดใหญ่ วิกฤตทางการเงินที่เกิดขึ้นเกิดจากการวางแผนไว้อย่างเป็นระบบ โดยเริ่มต้นจากการเตรียมตัวเพื่อเข้าร่วมในยูโรโซน จากการให้คำปรึกษาจากวานิชธนกิจระดับโลกคือ โกลด์แมนแซกค์ ในการตกแต่งตัวเลขทางเศรษฐกิจเพื่อให้เข้ากฎเกณฑ์การเข้าร่วมเช่น เงินบำนาญกว่า 600 ล้านยูโร และค่าใช้จ่ายทางทหาร โยกมาไว้นอกงบประมาณรายจ่าย ลดอัตราเงินเฟ้อด้วยการตรึง ค่าไฟฟ้า น้ำประปา ลดภาษี น้ำมัน สุรา และบุหรี่
วานิชธนากรให้คำแนะนำให้แปลงรายได้โดยการนำตัวเลขในอนาคตจากสลากกินแบ่งรัฐบาล ค่าผ่านทางด่วน ค่าธรรมเนียมในการขึ้นลงของอากาศยาน (landing fee) และแม้แต่เงินให้เปล่าที่ได้รับจากสหภาพยุโรป ให้เป็นหลักทรัพย์ รายได้ในอนาคตอะไรก็ตามที่มองเห็นถูกรัฐบาลกรีกเอามาขายแปลงเป็นเงินสดในปัจจุบัน (securitized)
ปิดปากข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ ด้วยการขึ้นเงินเดือนให้ 3 เท่า มีการคอรัปชั่น กันอย่างกว้างขว้างมีการบอกกล่าวกันว่า ตัวเลขในการคอรัปชั่นสูงถึง 1 ใน 3 ของมูลค่างาน
เมื่อกรีซประสบความสำเร็จด้วยการเข้าเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป อัตราดอกเบี้ยที่เคยสูง 8-12% ได้ลดลงเหลือ 4-5% นักลงทุนทั้งหลายต่างรู้ดีว่าเงินกู้นี้มี เยอรมันเป็นคนค้ำประกัน ดังนั้นรัฐบาลกรีช จึงเพิ่มปริมาณของหนี้สาธารณะของประเทศสูงขึ้นมาถึง 4 เท่า ทำให้ประเทศมีกระแสเงินในระบบที่สะพัดอย่างสูง แต่เงินไปอยู่กับสินค้า ฟุ่มเฟือย และการคอรัปชั่นในประเทศ ตลาดหุ้นจากระดับดัชนี 800-1200 จุด ปรับขึ้นไปสูงสุดกว่า 6000 จุด
โกลด์แมนแชค ในฐานะที่ปรึกษาได้ออกตราสารทางการเงินที่เรียกว่า CDS ออกมาเพื่อประกันว่า พันธบัตรของรัฐบาลกรีซ อยู่ในระดับ Investment Grade เพื่อดึงดูดนักลงทุนทั่วโลกให้มาลงทุนในพันธบัตร
และทุกสิ่งก็ถูกเปิดเผยขึ้น ในเดือนตุลาคม ปี 2009 เมื่ออำนาจเปลี่ยนขั้ว พรรคอนุรักษนิยมตกจากอำนาจ พรรคสังคมนิยมขึ้นเป็นรัฐบาลใหม่ พบว่ามีเงินของรัฐบาลที่มีอยู่ในคลังน้อยกว่าที่คาดไว้มากจนตัดสินใจว่าไม่มีทางออกอื่นนอกจากบอกความจริงให้กับสาธารณะชนได้รับรู้
ทันทีที่พูดความจริง เจ้าหนี้ของกรีซก็ตื่นตระหนกทันที พอถึงไตรมาสสุดท้ายของปี 2011 รัฐบาลก็เสนออัตราดอกเบี้ยพันธบัตรสูงถึงร้อยละ 25 แต่นักลงทุนจำนวนมากมองว่ากรีซเสี่ยงสูงเกินกว่าจะรับไหวแล้ว
และประเทศก็เข้าสู่การทำลายอย่างเป็นระบบโดยเริ่มต้นจาก
การประโคมข่าว ถึงสถานการณ์ที่เลวร้ายในกรีซ จากสำนักข่าวทั่วโลก
การปรับลดความน่าเชือถือของประเทศจากบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ปรับลดที่ละขั้น แต่เป็นการปรับลดอย่างรุนแรง จนสุดที่การ แฮร์คัท หนี้
การเทขายอย่างรุนแรง ในตลาดหุ้น และตลาดพันธบัตร ดัชนีตลาดหุ้นจากระดับสูงสุดกว่า 6000 จุด ลดลงเหลือเพียง 500 กว่าจุด เท่ากับราคาสินทรัพย์ในกรีซลดลงถึง 90% ผลตอบแทนในพันธบัตรสูงถึง 98%
การว่างงานและการล้มละลาย