คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 6
เราขยายความกันนิดนะครับ
การควบแน่นของน้ำ เกี่ยวพันกับอุณหภูมิ ยิ่งสูง อุณหภูมิยิ่งต่ำ เมื่อถึงจุดที่อุณหภูมิต่ำกว่าอุณหภูมิควบแน่นของความดันไอนั้นๆไอน้ำจึงจะกลั่นตัวเป็นหยดน้ำ ที่อุณหภูมิ 30 องศา จะมีไอน้ำในอากาศได้ไม่เกิน 25 กรัมต่อ ลบม อากาศ แต่ที่ 0 องศา จะมีไอน้ำในอากาศได้ไม่เกิน 3 กรัม ต่อ ลบม
ยิ่งสูง ลมยิ่งแรง ความเร็วลมจะทวีขึ้นในลักษณะ Power law นับจากภาคพื้น เพราะที่ระดับพื้น ลม เจอแรงเสียดทานจากพื้นผิว แต่ข้างบนไม่มีแรงเสียดทานตรงนี้ เทียบความเร็วลมที่ระยะ 10 เมตรจากพื้น ความเร็วลมที่ 50 เมตร จะเป็น 2 เท่าของความเร็วที่ระยะความสูง 10 เมตร
เมฆ คือละอองน้ำ ไม่ใช่ไอน้ำ นั่นคือ มันน่ะควบแน่นแล้ว แต่มันยังไม่ตกลงมา ละอองน้ำขนาด 10 ไมครอน (0.01 มม) มีความเร็วสุดท้าย (Terminal Velocity) ที่ 3 เซนติเมตรต่อวินาที วัตถุ ถ้ายิ่งเล็ก สัดส่วนพื้นที่ผิวต่อปริมาตรยิ่งมากและแขวนลอยในอากาศได้นาน ที่ความสูงในระดับ 4-5 กิโลเมตร ลม มีอยู่สม่ำเสมอพอจะพยุงละอองน้ำได้ตลอด และถึงมันจะถูกพาร่วงลงไปด้วยความผันผวน มันก็จะระเหยกลับกลายเป็นไออยู่ดี เพราะความสูงที่ลดลง ความดันไอของน้ำเพิ่มขึ้น มันจำเป็นต้องควบรวมมีขนาดได้ประมาณ 1 -3 มม หรือ 1000 - 3000 ไมครอน จึงจะมีโอกาสตกลงมาถึงพื้น
การที่ฝนจะตก ปัจจัยคือละอองน้ำต้องมีการชนกันควบรวมจนมีขนาดใหญ่เกินกว่าที่ลมจะหอบไป เมฆมาก ละอองน้ำเยอะ โอกาสชนกันจนหล่นเป็นฝนสูง ลมแรงผันผวน โอกาสชนควบรวมก็สูง มันก็มีโอกาสที่ฝนจะตกสูงครับ
ดังนั้นในระหว่างประโยคที่ครูเขาสอนว่า
ไอน้ำมันลอยขึ้นไปข้างบนเจอความเย็นของบรรยากาศชั้นบนแล้วควบแน่น ^ จึงตกลงมาเป้นฝน
มันมีเรื่องที่แทรกลงไปอีกเยอะมาก แต่อธิบายยาวไป มันก็จะ TLDR จำไม่ได้มันเสียทั้งหมด ก็สรุปกันง่ายๆไว้แค่นี้
Meteorology เป็นสาขาวิชาชีพร่ำเรียนกันเป็นปริญญาได้ทั้งใบครับ
การควบแน่นของน้ำ เกี่ยวพันกับอุณหภูมิ ยิ่งสูง อุณหภูมิยิ่งต่ำ เมื่อถึงจุดที่อุณหภูมิต่ำกว่าอุณหภูมิควบแน่นของความดันไอนั้นๆไอน้ำจึงจะกลั่นตัวเป็นหยดน้ำ ที่อุณหภูมิ 30 องศา จะมีไอน้ำในอากาศได้ไม่เกิน 25 กรัมต่อ ลบม อากาศ แต่ที่ 0 องศา จะมีไอน้ำในอากาศได้ไม่เกิน 3 กรัม ต่อ ลบม
ยิ่งสูง ลมยิ่งแรง ความเร็วลมจะทวีขึ้นในลักษณะ Power law นับจากภาคพื้น เพราะที่ระดับพื้น ลม เจอแรงเสียดทานจากพื้นผิว แต่ข้างบนไม่มีแรงเสียดทานตรงนี้ เทียบความเร็วลมที่ระยะ 10 เมตรจากพื้น ความเร็วลมที่ 50 เมตร จะเป็น 2 เท่าของความเร็วที่ระยะความสูง 10 เมตร
เมฆ คือละอองน้ำ ไม่ใช่ไอน้ำ นั่นคือ มันน่ะควบแน่นแล้ว แต่มันยังไม่ตกลงมา ละอองน้ำขนาด 10 ไมครอน (0.01 มม) มีความเร็วสุดท้าย (Terminal Velocity) ที่ 3 เซนติเมตรต่อวินาที วัตถุ ถ้ายิ่งเล็ก สัดส่วนพื้นที่ผิวต่อปริมาตรยิ่งมากและแขวนลอยในอากาศได้นาน ที่ความสูงในระดับ 4-5 กิโลเมตร ลม มีอยู่สม่ำเสมอพอจะพยุงละอองน้ำได้ตลอด และถึงมันจะถูกพาร่วงลงไปด้วยความผันผวน มันก็จะระเหยกลับกลายเป็นไออยู่ดี เพราะความสูงที่ลดลง ความดันไอของน้ำเพิ่มขึ้น มันจำเป็นต้องควบรวมมีขนาดได้ประมาณ 1 -3 มม หรือ 1000 - 3000 ไมครอน จึงจะมีโอกาสตกลงมาถึงพื้น
การที่ฝนจะตก ปัจจัยคือละอองน้ำต้องมีการชนกันควบรวมจนมีขนาดใหญ่เกินกว่าที่ลมจะหอบไป เมฆมาก ละอองน้ำเยอะ โอกาสชนกันจนหล่นเป็นฝนสูง ลมแรงผันผวน โอกาสชนควบรวมก็สูง มันก็มีโอกาสที่ฝนจะตกสูงครับ
ดังนั้นในระหว่างประโยคที่ครูเขาสอนว่า
ไอน้ำมันลอยขึ้นไปข้างบนเจอความเย็นของบรรยากาศชั้นบนแล้วควบแน่น ^ จึงตกลงมาเป้นฝน
มันมีเรื่องที่แทรกลงไปอีกเยอะมาก แต่อธิบายยาวไป มันก็จะ TLDR จำไม่ได้มันเสียทั้งหมด ก็สรุปกันง่ายๆไว้แค่นี้
Meteorology เป็นสาขาวิชาชีพร่ำเรียนกันเป็นปริญญาได้ทั้งใบครับ
▼ กำลังโหลดข้อมูล... ▼
แสดงความคิดเห็น
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นกับกระทู้นี้ได้ด้วยการเข้าสู่ระบบ
ทำไมฝนจึงตกยากกว่าที่เราร่ำเรียนกันมาครับ(ไอน้ำระเหยขึ้นไปข้างบนแล้วตกลงมาเป็นฝน)
พอโตมาอีกหน่อย ก็รู้ว่า ไอน้ำมันลอยขึ้นไปข้างบนเจอความเย็นของบรรยากาศชั้นบนแล้วควบแน่น จึงตกลงมาเป้นฝน
จนกระทั่งเรียนจบในตำราสอนไว้แค่นี้จริงๆ
และพอโตมา ในความเป็นจริงนั้น เราเห็นเมฆลอยอยู่บนท้องฟ้า ลอยไปลอยมา คือเห็นอยู่ว่ามันลอยสูงจนมันถึงระดับที่มีอุณหภูมิที่เย็นติดลบไม่รู้กี่สิบองศาแล้ว สูงซัก 4-5km ได้ ทำไมมันยังไม่ตกลงมาเป็นฝนอีกครับ
และบางครั้งมันก็เป็นเมฆสีดำ เทา คลื้มฟ้าลื้มฝนอยู่ทั้งวันแล้วไม่ตกก็มี ทั้งๆที่อุณหภูมิที่มันลอยอยู่บนนั้น สามารถรวมไอน้ำพวกนั้นเป็นน้ำได้แล้ว
หรือจะเป็นเมฆระดับสูง ที่เป็นริ้วๆ ซึ่งเป็นเมฆที่ลอยสูงราวๆ 7-10 km ซึ่งความสูงขนาดนั้น อุณหภูมิมันติดลบมากกว่าขั้วโลกแน่นอนครับ แต่ทำไมเมฆจึงยังไม่ควบแน่นตกลงมาเป็นฝน
แต่ทำไม เอาน้ำแข็งใส่แก้ว ทั้งๆที่น้ำแข็งมีอุหภูมิแค่ 0 *C และไอน้ำลอยมาสัมผัส ไอน้ำก็พร้อมควบแน่นรวมตัวกันเป็นหยดน้ำเกาะที่ข้างแก้วให้เราได้ดื่มกินทันทีละครับ
แต่ทำไมเมฆฝนที่มีไอน้ำมากเท่ากับแม่น้ำทั้งแม่น้ำเลยอยู่ และอุณหภูมิข้างบนนั้นพร้อมที่จะรวมโมเลกุลพวกมันเป็นน้ำมากกว่าน้ำแข็งในแก้วเสียอีก แต่ทำไมมันจึงไม่ตกลงมาครับ และบางครั้ง เมฆไม่เยอะ แค่เป้นกลุ่มเมฆดำ 2-3 ก้อน ลอยอยู่เหนือหัวเรา ก็สามารถตกลงเป็นฝนได้ทันที ไม่ต้องมีเมฆมากอะไรเลยย
ทำไมการตกของฝน จึงมีพฤติกรรมเหมือนกับ ใช้อารมณ์ครับ วันไหนอยากตกก็ตก วันไหนอยากรวมตัวกันแต่ไม่ตก ก็จะไม่ตก ลอยไปตกที่อื่นดีกว่า ทำไมจึงเป็นเช่นนั้นครับ ผมละงง วานผู้รู้ขี้แจงหน่อยนะครับ