[กระทู้ EPL 2013-04-15] Action Replay : ความเปลี่ยนแปลงที่แมนเชสเตอร์ และ ลอนดอน

เมื่อสามทีมที่มีศักยภาพพอจะลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีก ทั้งแมนฯ ยูไนเต็ด, แมนฯ ซิตี้ และเชลซี ต่างต้องเปลี่ยนตัวผู้จัดการทีมพร้อมกัน แล้วฟุตบอลอังกฤษในฤดูกาลหน้าจะเป็นอย่างไร



และแล้วก็เป็นไปตามที่สื่อกีฬาทั่วโลกรวมถึงแฟนฟุตบอลอังกฤษส่วนใหญ่คาดหมาย แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ตัดสินใจแยกทางกับโรแบร์โต มันชินี กุนซือชาวอิตาเลียนอย่างเป็นทางการเมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา หลังจากที่เรือใบสีฟ้าต้องมือเปล่าไม่มีความสำเร็จเป็นถ้วยรางวัลมาประดับตู้โชว์ในฤดูกาลนี้

ก่อนหน้านั้นเพียงไม่ถึงสัปดาห์ ทางด้านฝั่งสีแดงแห่งเมืองแมนเชสเตอร์ก็ต้องเผชิญความเปลี่ยนแปลงที่สั่นสะเทือนเลือนลั่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ดเช่นกัน เมื่อบรมกุนซือชาวสก็อต เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ตัดสินใจประกาศลงจากบัลลังก์ที่นั่งมาอย่างยาวนานถึง 26 ปี ก่อนจะมีการประกาศทายาทอย่างเป็นทางการ คือ เดวิด มอยส์ โค้ชเพื่อนร่วมชาติ ซึ่งทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในกูดิสัน พาร์ค รังเหย้าของชาวเอฟเวอร์โตเนียน

นั่นหมายความว่า ในฤดูกาลหน้า ทีมแชมป์พรีเมียร์ลีก, รองแชมป์ (และอาจหมายรวมถึงอันดับสามอย่างเชลซี) จะมีกุนซือคนใหม่เข้ามาบริหารงานทั้งหมด ซึ่งปฏิเสธไม่ได้เลยว่าจะต้องส่งผลต่อสารบบอำนาจและการลุ้นแชมป์ลีกสูงสุดของอังกฤษไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับทีมปีศาจแดงที่เสีย “หนึ่งในผู้จัดการทีมที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอล” ไปอย่างถาวร

อย่างไรก็ดี ความเปลี่ยนแปลงของทั้งสองทีมที่แมนเชสเตอร์ และอีกทีมที่ลอนดอน มีความแตกต่างที่น่าสนใจกันอยู่พอสมควร



เริ่มต้นที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นอกจากพวกเขาจะเสียโค้ชมือทองไปในฤดูกาลหน้า กองเชียร์ปีศาจแดงยังต้องเสียอีกหนึ่งตำนานสโมสรอย่างพอล สโคลส์ ที่ประกาศแขวนสตั๊ดเป็นครั้งที่สองหลังจบฤดูกาลนี้ ซึ่งถ้าดูจากท่าที อายุ และสภาพความฟิตของอดีตยอดมิดฟิลด์แถวสองทีมชาติอังกฤษ เราคงไม่ได้เห็นการรีเทิร์นเพื่อแขวนสตั๊ดเป็นครั้งที่สามค่อนข้างแน่นอน

ความสูญเสียที่เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ประกาศวางมือนั้น แฟนบอลเรด เดวิลส์ทุกคนย่อมรู้ดีกว่าใครว่ามากมายขนาดไหน ตลอดระยะเวลากว่า 2 ทศวรรษของพรีเมียร์ลีก แมนฯ ยูไนเต็ดคือทีมที่สม่ำเสมอที่สุดและยืนระยะได้อย่างยาวนานที่สุด พูดได้เต็มปากเต็มคำว่าพวกเขามีลุ้นแชมป์ทุกปีนับตั้งแต่เริ่มก่อตั้งพรีเมียร์ลีกเป็นต้นมา และไม่มีใครกล้าปฏิเสธว่า นโยบายทำทีมระยะยาวที่สร้างทีมเพื่อ “คว้าแชมป์ในหลายๆ ปี” แทนที่จะ “ลุ้นแชมป์แบบปีต่อปี” ของกุนซือชาวสก็อตรายนี้ประสบความสำเร็จล้นหลาม

จริงอยู่ จิตวิญญาณการทำทีมแบบเน้นที่ฐานรากของเฟอร์กูสันยังคงฝังลึกอยู่ในวิญญาณของยูไนเต็ด สังเกตได้จากการที่พวกเขายื่นสัญญาให้เดวิด มอยส์ นานถึง 6 ปี ซึ่งถือว่าไม่น้อยเลยสำหรับโค้ชที่ไม่เคยมีประสบการณ์ลุ้นแชมป์แบบจริงๆ จังๆ มาก่อน แต่แฟนบอลยูไนเต็ดต้องระลึกไว้เสมอว่าพวกเขาจำเป็นต้องให้โอกาสมอยส์ในการปรับตัวเข้ากับการทำทีมเพื่อ “คว้าแชมป์” รวมถึงรับมือกับความกดดันที่ต้องเน้น 3 คะแนนในทุกนัด ซึ่งนั่นต้องใช้เวลาอยู่พอสมควร



เมื่อรวมกับโจทย์ใหญ่ๆ อีก 2 ข้อ ที่กำลังรอให้เดวิด มอยส์ เข้ามาสะสาง คือ อนาคตของ เวย์น รูนีย์ และตัวตายตัวแทนแบบเป็นทางการของพอล สโคลส์ ที่เพิ่งประกาศแขวนสตั๊ดไป โดยเฉพาะข้อหลังที่แม้แต่ตัวเซอร์อเล็กซ์เองยังแก้ไม่ตกในช่วงหลายปีหลัง ทำให้แฟนปีศาจแดงอาจต้องทำใจไว้แต่เนิ่นๆ ว่า พวกเขายังต้องเจออุปสรรคอีกหลายประการทีเดียวในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคใหม่

ทว่าสิ่งหนึ่งที่พอปลอบใจพวกเขาได้เป็นอย่างดี คือรากฐานที่แข็งแรงของสโมสรแห่งนี้ยังคงอยู่ และมันน่าจะแกร่งพอรองรับแรงสะเทือนนี้ได้ หากทุกฝ่ายในสโมสรไม่ใจร้อนจนเกินไป

ในขณะที่เมื่อข้ามไปทางมุมสีฟ้าของเมืองแมนเชสเตอร์ แน่นอนว่าพวกเขาเป็นสโมสรที่มีรูปแบบแตกต่างจากเรด เดวิลส์ อย่างสิ้นเชิง เรือใบสีฟ้าฉบับกลุ่มทุนดูไบมีเงินทุนไม่อั้นคอยหนุนหลัง มีขุมกำลังนักเตะระดับพระกาฬชนิดที่แมนฯ ยูไนเต็ดอาจต้องแอบอิจฉา แต่สิ่งที่พวกเขาขาดคือรากฐานที่มั่นคง ซึ่งเป็นผลโดยตรงมาจากการเป็นสโมสรที่เพิ่งจะยิ่งใหญ่ในช่วงไม่กี่ปี และเราต้องคงยอมรับกลายๆ ว่าเวลาอาจเป็นของเพียงไม่กี่อย่างบนโลกนี้ที่ไม่อาจซื้อหามาได้ด้วยเงิน ไม่ว่าจะมีกองล้นฟ้าแค่ไหนก็ตาม

นอกจากซิตี้จะไม่มีกุนซือที่คุมทีมมายาวนานกว่า 20 ปีอย่างที่แมนฯ ยูไนเต็ดกำลังจะเสียไปแล้ว พวกเขายังไม่มีนักเตะรุ่นใหญ่เหมือนอย่างที่เฟอร์กูสันมีไรอัน กิ๊กส์, พอล สโคลส์ หรือริโอ เฟอร์ดินานด์ ในห้องแต่งตัว นักเตะกลุ่มนี้คือสัญลักษณ์หนึ่งของสโมสร เหมือนอย่างที่ลิเวอร์พูลมีเจอร์ราร์ด เชลซีมีเทอร์รี และปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในยามที่สโมสรประสบปัญหา ประสบการณ์ที่พวกเขามีคอยช่วยประคับประคองรุ่นน้องหรือนักเตะหน้าใหม่ในทีมได้เสมอ

แฟนบอลเดอะ ซิตีเซน  จึงต้องเชื่อมั่นในเม็ดเงินของ อาบูดาบี กรุ๊ป ต่อไป และเฝ้ารอว่าผู้จัดการทีมคนใหม่ในเอติฮัด สเตเดียม จะปรับจูนขุมกำลังที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นขนาดไหนในฤดูกาลหน้า

ส่วนว่าที่ทีมอันดับสามในฤดูกาลนี้อย่างเชลซี พวกเขาอาจเป็นทีมสไตล์คล้ายๆ กับแมนฯ ซิตี้ ตรงที่เพิ่งขึ้นมาเป็นแถวหน้าของยุโรปไม่นานนัก แถมเสี่ยหมีจากรัสเซียก็ใจร้อนไม่แพ้เสี่ยดูไบ (หรืออาจจะใจร้อนกว่า) แต่เชลซีก็มีข้อได้เปรียบแมนฯ ซิตี้ อยู่ไม่น้อย อย่างแรกคือ พวกเขาชินชากับความเปลี่ยนแปลงมากกว่า (ฮา) หลายปีที่ผ่านมาค่ายสแตมฟอร์ด บริดจ์ ต้องเปลี่ยนตัวกุนซือบ่อยครั้ง และนั่นทำให้พวกเขามีความสามารถในการปรับตัวเข้ากับระบบใหม่ๆ ได้ดีกว่าทีมใด



ถัดมาคือ พวกเขากำลังจะได้โค้ชใหม่หน้าเดิมผู้เป็นความหวังของสาวกสิงห์บลู อย่างโชเซ มูรินโญ กลับมาทำทีมอีกครั้ง (หากทุกอย่างเป็นไปตามข่าวที่ออกมาอย่างต่อเนื่อง) แถมสัญญาณในหลายๆ เรื่องก็เริ่มส่อเค้าไปในทางที่ดีขึ้น แลมพาร์ดกำลังมีข่าวว่าจะได้รับสัญญาฉบับใหม่ และหากเป็นเช่นนั้น กองกลางจอมยิงไกลจะประสานงานของจอห์น เทอร์รี เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านสู่ขุมกำลังรุ่นใหม่ในสแตมฟอร์ด บริดจ์ ราบรื่นขึ้นอย่างแน่นอน

ถ้าสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้  ปีหน้าศักราชใหม่ที่ไม่มี เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน บนเวทีพรีเมียร์ลีก แฟนบอลในลอนดอนอาจได้เฮดังๆ ตอนจบฤดูกาล หลังจากปล่อยให้ชาวแมนเชสเตอร์ฉลองแชมป์กันมา 3 ปี ติดต่อกันก็เป็นได้นะครับ



link : http://www.goal.com/th/news/4265/คอลัมน์/2013/05/14/3977972/Action-Replay-ความเปลี่ยนแปลงที่แมนเชสเตอร์-และลอนดอน?ICID=OP
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่