
อย่างไรก็ตามในช่วง 1 เดือนแรกของปีนี้ ดัชนีหุ้นไทยมาแล้ว 100 จุด แต่นักลงทุนรายย่อยไทยแทบจะไม่ได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ โดยเฉพาะนักลงทุนที่นิยมลงทุนตามข่าวลือ เล่นตามเสี่ย เล่นตามเจ๊ ชอบเล่นหุ้นต่ำกว่า 1 บาท หรือปันผลชาติหน้า ไม่มีทางจะได้กำไร ดังนั้นคนที่ต้องการผลตอบแทนจากหุ้นต้องปรับวิธีคิด วิธีการลงทุนใหม่
"ผมจะไม่ซื้อหุ้น เมื่อหุ้นตัวนั้นมีเหตุผลในการเข้าซื้อ โดยเฉพาะหากมีคำแนะนำจากโบรกเกอร์ดังจากต่างประเทศออกมาให้ซื้อตัวไหน ผมจะเลี่ยง เพราะพอข่าวออกก็จบ ผมจะซื้อก็ต่อเมื่อ มีความรู้สึกว่าไม่เชื่อว่าหุ้นจะขึ้นได้อีก จังหวะนั้นแหละควรเข้าไปซื้อ ผมไม่แนะนำให้เล่นหุ้นต่ำกว่า 1 บาท หุ้นปันผลชาติหน้า ซึ่งมักจะมีประเด็นข่าวเข้ามาว่าเดี๋ยวจะมีคนมาซื้อกิจการ จะมีธุรกิจใหม่เข้ามา ได้ยินข่าวเหล่านี้มา 10 ปีก็ไม่เห็นจะเกิดขึ้นจริง ผมไม่แนะนำให้เล่นหุ้นพวกนี้ ถ้าเชื่อในข่าวลือก็คือเสร็จ"นายเอกยุทธกล่าว
เมื่อถามว่า แล้วหุ้นแบบไหนที่ควรเข้าไปลงทุน นายเอกยุทธ กล่าวว่า หลักการเลือกหุ้น คนที่จะได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ โดยไม่ต้องรอเวลาจนลูกบวชนั้น ต้องเลือกหุ้นที่มีพื้นฐาน ซึ่งไม่จำเป็นจะต้องเป็นกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่พวกบลูชิพ หรือหุ้นขนาดใหญ่ ปัจจัยพื้นฐานดีเสมอไป เพราะหุ้นเหล่านั้นพื้นฐานแน่นอยู่แล้ว แต่ขอให้เลือกว่าบริษัทไหนทำธุรกิจที่มีแนวโน้มที่ดีในปีนั้นๆ เพราะแต่ละปีหลักในการลงทุนจะไม่เหมือนกัน ผันแปรไปตามสภาพเศรษฐกิจ
ยกตัวอย่าง 2 ปีก่อนเกิดปัญหาน้ำท่วม หุ้นกลุ่มประกันได้รับประโยชน์ พอมาปีนี้ต้องคิดและมองภาพว่าอะไรจะเกิดขึ้น เช่น มาตรการรถคันแรก มีรถเข้าตลาด 1 ล้านคัน จะมีมือใหม่หัดขับเข้าสู่ท้องถนนมากขึ้น อาจทำให้เกิดปัญหาด้านประกันตามมา กลุ่มนี้ก็อาจไม่ได้รับประโยชน์ แต่อาจทำให้อู่ซ่อมได้ประโยชน์ แต่ไม่มีบริษัทอู่ซ่อมในตลาดหุ้น ก็อาจประเมินในส่วนของบริษัทที่ดำเนินธุรกิจอะไหล่รถยนต์แทนว่าจะได้ประโยชน์หรือไม่อย่างไร
นักลงทุนต้องมองภาพรวมของวงจรธุรกิจทั้งปี และพิจารณาหุ้นในแต่ละกลุ่มว่าจะได้รับผลดีผลเสียอย่างไร เช่น กลุ่มธนาคารพาณิชย์ ปีนี้ก็จะยังได้รับประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ย และกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนมหาศาล กลุ่มโรงพยาบาลยังได้รับผลดีจากเศรษฐกิจที่ดี เมื่อคนมีเงินก็จะคิดระวังและห่วงเรื่องสุขภาพ บางคนมาทำศัลยกรรม ทำจมูก และยิ่งล่าสุดรัฐบาลปรับเพิ่มอัตราค่ารักษาพยาบาลขั้นต่ำ กลุ่มนี้จะได้ประโยชน์
สำหรับกลุ่มสื่อสาร โดยส่วนตัวมองว่าหมดยุคของหุ้นกลุ่มสื่อสาร หลังข่าว "3 จี" จบลง เพราะระยะจากนี้จะเป็นช่วงของการลงทุน แต่อาจกระเตื้องตามข่าวที่เข้ามา ส่วนกลุ่มค้าปลีกในช่วงครึ่งแรกของปียังดี ประชาชนยังมีแรงจับจ่ายใช้สอยเงินจากโบนัส แต่ในช่วงครึ่งหลังของปีต้องระวังเพราะค่าใช้จ่ายเพิ่มตามภาระ เช่นค่าผ่อนรถยนต์
เมื่อเลือกกลุ่มหุ้น มองขาดกลุ่มหุ้นที่จะได้ประโยชน์ในปีนั้นๆได้แล้ว ต่อมาก็ขึ้นอยู่กับจังหวะในการเข้าซื้อหุ้น ต้องทำการบ้าน ศึกษาหุ้นตัวนั้น เพื่อให้เข้าใจนิสัยของหุ้นตัวที่เลือกไว้ อีกส่วนหนึ่งให้ใช้ความรู้สึกส่วนตัว เช่นเมื่อถือหุ้นตัวหนึ่งในราคาต้นทุน 5 บาท และในขณะนั้นในตลาดขึ้นมาอยู่ที่ 10 บาท ถามใจตัวเองว่ากล้าซื้ออีกไหม ถ้าไม่กล้าซื้อเพิ่มอีก แสดงว่าถึงเวลาในการขายแล้ว นี่เป็นเทคนิคส่วนตัวที่ใช้อยู่
เคล็ดลับอีกอัน คือนักลงทุนไทยส่วนใหญ่ไม่รู้จักคำว่าปล่อยให้กำไรพาไป หรือ Net Profit Run พอได้กำไร 2-3 ช่องก็ขายแล้ว ในความเป็นจริงควรปล่อยให้ราคาหุ้นขึ้น และเมื่อปรับหัวลงค่อยขาย และอย่าทำตัวเป็น"เสือหวน" ราคาลงมา 4-5 ช่อง กลับเข้าไปรับอีก มิเช่นนั้นอาจติดหุ้นได้
มีอีกหลักการหนึ่งในการเลือกหุ้น ให้นักลงทุนเลือกหุ้นมา 10 ตัว และศึกษาหาข้อมูลอย่าสงจริงจัง หากเลือกไม่เป็นให้ติดตามหุ้นที่มีการซื้อขายมากที่สุด 10 อันดับแรกในตลอดระยะเวลา 1 เดือน หลังจากนั้นคัดให้เหลือ 5 ตัวก็พอแล้ว อาจไม่ใช่เคล็ดลับ แต่อยากให้ผู้ลงทุนปรับวิธีคิดการลงทุนใหม่

คำคม....เคล็ดลับอีกอัน คือนักลงทุนไทยส่วนใหญ่ไม่รู้จักคำว่าปล่อยให้กำไรพาไป หรือ Net Profit Run พอได้กำไร 2-3 ช่องก็ขายแล้ว ในความเป็นจริงควรปล่อยให้ราคาหุ้นขึ้น และเมื่อปรับหัวลงค่อยขาย และอย่าทำตัวเป็น"เสือหวน" ราคาลงมา 4-5 ช่อง กลับเข้าไปรับอีก มิเช่นนั้นอาจติดหุ้นได้

คำคม....อย่างเช่นBJC ราคาหุ้นลง 1 บาท เขาเจ๊ง 1,000ล้านบาท หากราคาหุ้นลง 10 บาท เจ๊งถึง 10,000 ล้าบาท ดังนั้นไม่ต้องห่วงไม่ว่าอย่างไรเขาไม่ปล่อยให้เจ๊ง ขี่คนรวยสบายใจกว่าขี่โจร"

คำคม....มีอีกหลักการหนึ่งในการเลือกหุ้น ให้นักลงทุนเลือกหุ้นมา 10 ตัว และศึกษาหาข้อมูลอย่าสงจริงจัง หากเลือกไม่เป็นให้ติดตามหุ้นที่มีการซื้อขายมากที่สุด 10 อันดับแรกในตลอดระยะเวลา 1 เดือน หลังจากนั้นคัดให้เหลือ 5 ตัวก็พอแล้ว อาจไม่ใช่เคล็ดลับ แต่อยากให้ผู้ลงทุนปรับวิธีคิดการลงทุนใหม่

เครดิตบทความ...akeyuth.net
เม่ามองเซียน จะได้โตเป็นเซียน
"ผมจะไม่ซื้อหุ้น เมื่อหุ้นตัวนั้นมีเหตุผลในการเข้าซื้อ โดยเฉพาะหากมีคำแนะนำจากโบรกเกอร์ดังจากต่างประเทศออกมาให้ซื้อตัวไหน ผมจะเลี่ยง เพราะพอข่าวออกก็จบ ผมจะซื้อก็ต่อเมื่อ มีความรู้สึกว่าไม่เชื่อว่าหุ้นจะขึ้นได้อีก จังหวะนั้นแหละควรเข้าไปซื้อ ผมไม่แนะนำให้เล่นหุ้นต่ำกว่า 1 บาท หุ้นปันผลชาติหน้า ซึ่งมักจะมีประเด็นข่าวเข้ามาว่าเดี๋ยวจะมีคนมาซื้อกิจการ จะมีธุรกิจใหม่เข้ามา ได้ยินข่าวเหล่านี้มา 10 ปีก็ไม่เห็นจะเกิดขึ้นจริง ผมไม่แนะนำให้เล่นหุ้นพวกนี้ ถ้าเชื่อในข่าวลือก็คือเสร็จ"นายเอกยุทธกล่าว
เมื่อถามว่า แล้วหุ้นแบบไหนที่ควรเข้าไปลงทุน นายเอกยุทธ กล่าวว่า หลักการเลือกหุ้น คนที่จะได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ โดยไม่ต้องรอเวลาจนลูกบวชนั้น ต้องเลือกหุ้นที่มีพื้นฐาน ซึ่งไม่จำเป็นจะต้องเป็นกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่พวกบลูชิพ หรือหุ้นขนาดใหญ่ ปัจจัยพื้นฐานดีเสมอไป เพราะหุ้นเหล่านั้นพื้นฐานแน่นอยู่แล้ว แต่ขอให้เลือกว่าบริษัทไหนทำธุรกิจที่มีแนวโน้มที่ดีในปีนั้นๆ เพราะแต่ละปีหลักในการลงทุนจะไม่เหมือนกัน ผันแปรไปตามสภาพเศรษฐกิจ
ยกตัวอย่าง 2 ปีก่อนเกิดปัญหาน้ำท่วม หุ้นกลุ่มประกันได้รับประโยชน์ พอมาปีนี้ต้องคิดและมองภาพว่าอะไรจะเกิดขึ้น เช่น มาตรการรถคันแรก มีรถเข้าตลาด 1 ล้านคัน จะมีมือใหม่หัดขับเข้าสู่ท้องถนนมากขึ้น อาจทำให้เกิดปัญหาด้านประกันตามมา กลุ่มนี้ก็อาจไม่ได้รับประโยชน์ แต่อาจทำให้อู่ซ่อมได้ประโยชน์ แต่ไม่มีบริษัทอู่ซ่อมในตลาดหุ้น ก็อาจประเมินในส่วนของบริษัทที่ดำเนินธุรกิจอะไหล่รถยนต์แทนว่าจะได้ประโยชน์หรือไม่อย่างไร
นักลงทุนต้องมองภาพรวมของวงจรธุรกิจทั้งปี และพิจารณาหุ้นในแต่ละกลุ่มว่าจะได้รับผลดีผลเสียอย่างไร เช่น กลุ่มธนาคารพาณิชย์ ปีนี้ก็จะยังได้รับประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ย และกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนมหาศาล กลุ่มโรงพยาบาลยังได้รับผลดีจากเศรษฐกิจที่ดี เมื่อคนมีเงินก็จะคิดระวังและห่วงเรื่องสุขภาพ บางคนมาทำศัลยกรรม ทำจมูก และยิ่งล่าสุดรัฐบาลปรับเพิ่มอัตราค่ารักษาพยาบาลขั้นต่ำ กลุ่มนี้จะได้ประโยชน์
สำหรับกลุ่มสื่อสาร โดยส่วนตัวมองว่าหมดยุคของหุ้นกลุ่มสื่อสาร หลังข่าว "3 จี" จบลง เพราะระยะจากนี้จะเป็นช่วงของการลงทุน แต่อาจกระเตื้องตามข่าวที่เข้ามา ส่วนกลุ่มค้าปลีกในช่วงครึ่งแรกของปียังดี ประชาชนยังมีแรงจับจ่ายใช้สอยเงินจากโบนัส แต่ในช่วงครึ่งหลังของปีต้องระวังเพราะค่าใช้จ่ายเพิ่มตามภาระ เช่นค่าผ่อนรถยนต์
เมื่อเลือกกลุ่มหุ้น มองขาดกลุ่มหุ้นที่จะได้ประโยชน์ในปีนั้นๆได้แล้ว ต่อมาก็ขึ้นอยู่กับจังหวะในการเข้าซื้อหุ้น ต้องทำการบ้าน ศึกษาหุ้นตัวนั้น เพื่อให้เข้าใจนิสัยของหุ้นตัวที่เลือกไว้ อีกส่วนหนึ่งให้ใช้ความรู้สึกส่วนตัว เช่นเมื่อถือหุ้นตัวหนึ่งในราคาต้นทุน 5 บาท และในขณะนั้นในตลาดขึ้นมาอยู่ที่ 10 บาท ถามใจตัวเองว่ากล้าซื้ออีกไหม ถ้าไม่กล้าซื้อเพิ่มอีก แสดงว่าถึงเวลาในการขายแล้ว นี่เป็นเทคนิคส่วนตัวที่ใช้อยู่
เคล็ดลับอีกอัน คือนักลงทุนไทยส่วนใหญ่ไม่รู้จักคำว่าปล่อยให้กำไรพาไป หรือ Net Profit Run พอได้กำไร 2-3 ช่องก็ขายแล้ว ในความเป็นจริงควรปล่อยให้ราคาหุ้นขึ้น และเมื่อปรับหัวลงค่อยขาย และอย่าทำตัวเป็น"เสือหวน" ราคาลงมา 4-5 ช่อง กลับเข้าไปรับอีก มิเช่นนั้นอาจติดหุ้นได้
มีอีกหลักการหนึ่งในการเลือกหุ้น ให้นักลงทุนเลือกหุ้นมา 10 ตัว และศึกษาหาข้อมูลอย่าสงจริงจัง หากเลือกไม่เป็นให้ติดตามหุ้นที่มีการซื้อขายมากที่สุด 10 อันดับแรกในตลอดระยะเวลา 1 เดือน หลังจากนั้นคัดให้เหลือ 5 ตัวก็พอแล้ว อาจไม่ใช่เคล็ดลับ แต่อยากให้ผู้ลงทุนปรับวิธีคิดการลงทุนใหม่