กสท.เคาะราคาประมูลทีวีดิจิทัล 24 ช่อง เริ่มต้นที่ 140-1,150 ล้านบาท ดีเดย์เดือนส.ค.56
พ.อ.นที ศุกลรัตน์ รองประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) ในฐานะประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) เปิดเผยว่า ที่ประชุม กสท.วันนี้มีมติเห็นชอบการประเมินมูลค่าคลื่นความถี่สำหรับทีวีดิจิทัล ซึ่งเป็นผลการศึกษาของคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สำหรับช่องบริการธุรกิจจำนวน 24 ช่อง มีมูลค่ารวมทั้งหมด 15,190 ล้านบาท โดยกำหนดราคาขั้นต่ำของมูลค่าคลื่นที่ยอมรับได้เป็นราคาตั้งต้นในการประมูล
ราคาตั้งต้นในการประมูลช่องวาไรตี้ความละเอียดสูง(HD) เริ่มที่ช่องละ 1,510 ล้านบาท เปิดประมูล 7 ช่อง, ช่องวาไรตี้ความละเอียดมาตรฐาน(SD) เริ่มต้นที่ช่องละ 380 ล้านบาท เปิดประมูล 7 ช่อง, ช่องข่าวสาระ เริ่มต้นที่ช่องละ 220 ล้านบาท เปิดประมูล 7 ช่อง และ ช่องรายการเด็กและเยาวชน เริ่มต้นช่องละ 140 ล้านบาท เปิดประมูล 3 ช่อง
"บอร์ดได้เลือกราคาขั้นต่ำที่ยอมรับได้ โดยเลือกจากราคาที่ทีมวิจัยคำนวณจากจำนวนผู้เข้าประมูลที่เท่ากับจำนวนช่องที่เปิดประมูล เพื่อไม่ให้มีปัญหาเวลาเปิดประมูลแล้วมีคนเข้าประมูลเท่ากับจำนวนช่องที่เปิดประมูล"
ส่วนวิธีการประมูลจะมีการพิจารณาในการประชุม กสท.ครั้งหน้า เมื่อได้ข้อยุติแล้วจะนำราคาตั้งต้นและวิธีการประมูลเหล่านี้บรรจุไว้ในร่างหลักเกณฑ์การประมูลทีวีดิจิทัลช่องบริการธุรกิจ แล้วนำเข้าที่ประชุม กสท.ก่อนจะนำเสนอให้ กสทช.พิจารณาแล้วเข้าสู่กระบวนการประชาพิจารณ์ เพื่อให้แก้ไขก่อนเสนอกลับเข้ากสทช.พิจารณาอีกครั้งก่อนนำลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ทั้งนี้ คาดว่าจะใช้เวลาอย่างน้อย 3 เดือนก่อนลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา แล้วหลังจากนั้นไม่เกิน 2 เดือนจะเริ่มประกวดการประมูล ดังนั้นไม่เกิน ส.ค.56 น่าจะเริ่มประมูลได้
ที่มา :
http://bit.ly/10DP1sw
จับตาบอร์ด กสท. เคาะราคาตั้งต้นประมูล "ทีวีดิจิทัล" ธุรกิจ 24 ช่อง วันนี้ ทีมจุฬาฯ เสนอตัวเลขมูลค่าคลื่นฯ ใหม่ ช่องเอชดีสูงสุดครั้งละ 10%
การประชุม คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) มีวาระสำคัญ คือ การพิจารณา "ราคาตั้งต้น" การประมูลใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์ระบบดิจิทัลภาคพื้นดิน (ทีวีดิจิทัล) ประเภทธุรกิจจำนวน 24 ช่อง โดยทีมที่ปรึกษาจากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เสนอราคาประเมินมูลค่าคลื่นความถี่ล่าสุด หลังจากที่ได้เสนอราคาประมูลครั้งแรกเมื่อต้นเดือนมี.ค. ที่ผ่านมา
แหล่งข่าวจากคณะอนุกรรมการประเมินมูลค่าคลื่นความถี่ สำหรับการให้บริการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัล คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า วันนี้ (7 พ.ค.) บอร์ด กสท.จะพิจารณาผลการศึกษาประเมินมูลค่าคลื่นความถี่ "ทีวีดิจิทัล" ประเภทธุรกิจ หลังจากเมื่อวันที่ 11 มี.ค. บอร์ด กสท.ให้ทีมจุฬาฯ กลับไปศึกษาใหม่ เพราะมีการเปลี่ยนสูตรการแบ่งช่องรายการ จากเดิมใช้สูตรจัดสรรช่อง 5-5-10-4 ประกอบด้วยช่องรายการความชัดมาตรฐาน (standard definition : SD) และ ช่องรายการความคมชัดสูง (high definition : HD) แบ่งเป็น ช่องเด็ก SD 5 ช่อง, ข่าว SD 5 ช่อง, วาไรตี้ SD 10 ช่อง และ เอชดี 4 ช่อง
โดยบอร์ด กสท. เห็นชอบให้มีการจัดสรรประเภทช่องใหม่ด้วยสูตร 3-7-7-7 คือช่องเด็ก SD 3 ช่อง, ช่องข่าว SD 7 ช่อง, วาไรตี้ SD 7 ช่อง และ เอชดี 7 ช่อง พร้อมเพิ่มเงื่อนไขการศึกษาราคาตั้งต้นใหม่ ผู้ได้รับใบอนุญาตจะมีต้นทุนเพิ่มจากการเช่าโครงข่าย (Multiplexer : Mux) ตามประกาศ กสทช. เรื่องหลักเกณฑ์การเผยแพร่กิจการโทรทัศน์ที่ให้บริการเป็นการทั่วไป หรือ มัสต์ แคร์รี่ (Must Carry) ที่กำหนดให้ช่อง "ฟรีทีวีดิจิทัล" ต้องแพร่ภาพได้ทุกแพลตฟอร์มการรับชมของครัวเรือนไทยในปัจจุบัน ทั้งโทรทัศน์ระบบภาคพื้นดิน ทีวีดาวเทียม และ เคเบิลทีวี ทำให้การออกอากาศ "ทีวีดิจิทัล" จะมีต้นทุนจากค่าบริการโครงข่าย ทำหน้าที่ส่งสัญญาณทีวีดิจิทัลไปในทุกแพลตฟอร์มเพิ่มขึ้น จากเดิมที่คาดว่าค่าโครงข่ายอยู่ที่ปีละ 40-50 ล้านบาทต่อช่อง แต่จากประกาศฯ มัสต์แคร์รี่ ทำให้ค่าบริการโครงข่ายอยู่ที่ปีละ 60 ล้านบาท
เคาะราคาใหม่ 24 ช่องธุรกิจ
หลังจากใช้เวลาการพิจารณาเกือบ 2 เดือน คณะที่ปรึกษาจุฬาฯ ได้เสนอราคาประมูลใหม่ แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1.ราคาประเมินมูลค่าคลื่นความถี่และความสามารถของเอกชนในการจ่ายเงินค่าประมูล หลังจากหักต้นทุนต่างๆ รวมทั้งการคาดการณ์รายได้ในอนาคต 2.ราคาตั้งต้นประมูลที่มีการหักส่วนลดจากการคาดการณ์จำนวนผู้เข้าประมูล หากคาดว่ามีผู้เข้าประมูลจำนวนมาก ราคาตั้งต้นจะถูกลง เพื่อเป็นการจูงใจให้เข้าประมูลมากขึ้น และมีการแข่งขันกันเสนอราคามากขึ้น
โดยคณะที่ปรึกษาจุฬาฯ เสนอผลศึกษาราคาประเมินคลื่นความถี่ครั้งล่าสุด "ถูกกว่า" การศึกษาครั้งแรกรวมประมาณ 5,000 ล้านบาท หรือเดิมราคาประเมินรวม 24 ช่อง อยู่ที่ 20,700 ล้านบาท เหลือประมาณ 15,000 ล้านบาท
สิ่งที่น่าสนใจคือ กสท. มีแนวคิดที่จะนำราคาประเมินมาเป็น "ราคาตั้งต้น" ประมูล 24 ช่องธุรกิจ เพื่อให้มั่นใจว่าเงินประมูลที่จะได้รับไม่ต่ำกว่าราคาประเมิน
สำหรับมูลค่าราคาประเมิน "ทีวีดิจิทัล" ช่องเอชดี อยู่ที่ช่องละ 1,507 ล้านบาท ช่องวาไรตี้ SD ช่องละ 374 ล้านบาท ข่าว SD ช่องละ 211 ล้านบาท และช่องเด็ก SD ช่องละ 134 ล้านบาท ทั้งนี้ บางช่องถูกกว่าการประเมินครั้งแรก จากตัวแปรที่เปลี่ยนแปลงไป คือ มีจำนวนช่องให้ประมูลมากขึ้น เช่น ช่องเอชดีจากเดิม 5 เป็น 7 ช่อง ครั้งแรกประเมินไว้ที่ประมาณ 3,000 ล้านบาท ส่วนการประเมินล่าสุดเมื่อมีต้นทุนค่าเช่าโครงข่ายเพิ่ม และจำนวนช่องมากขึ้น ราคาจึงอยู่ที่ประมาณ 1,500 ล้านบาทต่อช่อง ส่วนช่องเด็กราคาเพิ่มขึ้น เพราะว่าจำนวนช่องจาก 5 ช่อง เหลือเพียง 3 ช่อง
นอกจากการพิจารณาราคาตั้งต้นประมูลแล้ว บอร์ด กสท. วันนี้ (7 พ.ค.) จะพิจารณาวิธีการประมูลที่คณะอนุกรรมการพิจารณาวิธีการประมูลเสนอ ที่สำคัญ คือหากจำนวนผู้เข้าแข่งขันประมูลมีเท่ากับจำนวนใบอนุญาต กสท.จะสงวนสิทธิ์ที่จะพิจารณาว่าจะประมูลต่อหรือไม่ หรือหยุดการประมูล เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการฟ้องร้อง
ส่วนวิธีการเพิ่มเงินประมูลทีวีดิจิทัล กำหนดการเสนอเงินเพิ่มต่อครั้ง เป็นเปอร์เซ็นต์ตามราคาตั้งต้น แยกตามประเภท คือ ช่องเอชดี ประมูลเพิ่มครั้งละ10% ช่องวาไรตี้ SD 5% ช่องข่าว SD 2% และช่องเด็ก SD 1% ทั้งนี้ กสท.กำหนดกรอบเวลาการประมูลทีวีดิจิทัล 24 ช่องธุรกิจ ช่วงเดือนส.ค.-ก.ย. นี้
ชี้ช่อง 'เอชดี' ไม่เกินพันล้าน
นายไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ประธานกรรมการ บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า ราคาตั้งต้นประมูลทีวีดิจิทัล ประเภทช่องเอชดี ควรกำหนดราคาไม่เกิน 1,000 ล้านบาทต่อช่อง หากสูงกว่านี้ถือว่า "สูง" ไป เนื่องจากผู้ได้รับใบอนุญาต ต้องแบกรับต้นทุนอื่นๆ เป็นจำนวนมาก ทั้งค่าเช่าโครงข่าย ค่าผลิตรายการที่ไม่ต่างจากฟรีทีวีในปัจจุบัน และค่าธรรมเนียมต่างๆ
อีกทั้งยังมีคู่แข่งขัน "ทีวีสาธารณะ" ประเภทความมั่นคงที่สามารถหารายได้จากโฆษณาเช่นเดียวกับทีวีธุรกิจ แต่ได้รับการจัดสรรคลื่นและใบอนุญาตฟรีไม่ต้องแข่งประมูลเหมือนช่องธุรกิจ ดังนั้นควรกำหนดหลักเกณฑ์การหารายได้จากโฆษณาของทีวีสาธารณะให้ชัดเจน ว่ามีเงื่อนไขอย่างไรเพื่อเป็นปัจจัยสำคัญให้เอกชนที่จะประมูลทีวีธุรกิจ นำไปจัดทำแผนการประเมินคู่แข่ง และงบประมาณสำหรับการประมูล
โดยมองว่าทีวีดิจิทัล ถือเป็นโอกาสที่ดีของ "คอนเทนท์ โปรวายเดอร์" และแกรมมี่ที่มีความพร้อม เพื่อโอกาสการเป็น "เจ้าของ" ช่องทีวี ที่มีฐานะเป็น "ฟรีทีวีดิจิทัล" มีเป้าหมายเข้าถึงครัวเรือนทั่วประเทศ โดยแกรมมี่วางแผนประมูล 3 ช่อง คือ เอชดี 1 ช่องและเอสดี 2 ช่อง ทั้งนี้เตรียมงบประมูลรวมการผลิตรายการไว้ราว 5,000 ล้านบาท
ระบุโครงข่ายไม่ชัดเจน
นางพรพรรณ เตชรุ่งชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ราคาตั้งต้นประมูลทีวีดิจิทัลที่ต่ำลงถือเป็นสิ่งที่ดี สะท้อนต้นทุนค่าโครงข่ายที่ค่อนข้างสูงเข้าไปพิจารณาเพิ่มเติมในการกำหนดราคา แต่ราคาของใบอนุญาตเพียงอย่างเดียวยังไม่ใช่ตัวแปรสำคัญสุดท้ายที่จะชี้ว่าการเกิดขึ้นของทีวีดิจิทัลภาคพื้นดินประสบความสำเร็จตามที่ตั้งเป้าไว้ ยังมีปัจจัยการรับและการส่งสัญญาณยังไม่มีความชัดเจนพอ
"เราจำเป็นต้องทราบว่ามีผู้ประกอบการรายใดบ้าง ที่จะเข้ามารับใบอนุญาตการให้บริการด้านโครงข่าย มีการคิดค่าบริการกับผู้รับใบอนุญาตบริหารความถี่อย่างไร รายละเอียดเหล่านี้ล้วนมีความสำคัญ" นางพรพรรณ กล่าว
อาร์เอส มีนโยบายจะเข้าร่วมประมูลทีวีดิจิทัล 1-2 ช่อง ขึ้นอยู่กับรายละเอียดของการวางแผนให้ภาคครัวเรือนไทยสามารถเข้าถึงทีวีดิจิทัลได้มากน้อยขนาดไหน ในระยะเวลาเท่าไร หากการเข้าถึงล่าช้า ก็จะทำให้ทีวีดิจิทัลไม่สามารถเป็นระบบหลักในการรับชมโทรทัศน์ของครัวเรือนไทยได้ ปัจจุบันการรับชมฟรีทีวีผ่านดาวเทียมและเคเบิลมีการเข้าถึง 80% ไปแล้ว หากระบบอื่นรวมทั้งทีวีดิจิทัลจะเข้ามาแทนที่ แต่ยังไม่สามารถเข้าถึงได้ในสัดส่วนที่มากเท่า อีกทั้งยังมีทางเลือกในการรับชมด้วยจำนวนช่องที่น้อยกว่า จะทำให้ทีวีดิจิทัลอาจจะเข้ามาเป็นส่วนเติมเต็ม แต่ไม่สามารถเป็นระบบหลักได้
ที่มา:
http://bit.ly/11PdsWv
เปิดราคาตั้งต้นประมูลทีวีดิจิตอลช่องธุรกิจ 24 ช่อง เริ่มประมูลได้ไม่เกินเดือนสิงหานี้
พ.อ.นที ศุกลรัตน์ รองประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) ในฐานะประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) เปิดเผยว่า ที่ประชุม กสท.วันนี้มีมติเห็นชอบการประเมินมูลค่าคลื่นความถี่สำหรับทีวีดิจิทัล ซึ่งเป็นผลการศึกษาของคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สำหรับช่องบริการธุรกิจจำนวน 24 ช่อง มีมูลค่ารวมทั้งหมด 15,190 ล้านบาท โดยกำหนดราคาขั้นต่ำของมูลค่าคลื่นที่ยอมรับได้เป็นราคาตั้งต้นในการประมูล
ราคาตั้งต้นในการประมูลช่องวาไรตี้ความละเอียดสูง(HD) เริ่มที่ช่องละ 1,510 ล้านบาท เปิดประมูล 7 ช่อง, ช่องวาไรตี้ความละเอียดมาตรฐาน(SD) เริ่มต้นที่ช่องละ 380 ล้านบาท เปิดประมูล 7 ช่อง, ช่องข่าวสาระ เริ่มต้นที่ช่องละ 220 ล้านบาท เปิดประมูล 7 ช่อง และ ช่องรายการเด็กและเยาวชน เริ่มต้นช่องละ 140 ล้านบาท เปิดประมูล 3 ช่อง
"บอร์ดได้เลือกราคาขั้นต่ำที่ยอมรับได้ โดยเลือกจากราคาที่ทีมวิจัยคำนวณจากจำนวนผู้เข้าประมูลที่เท่ากับจำนวนช่องที่เปิดประมูล เพื่อไม่ให้มีปัญหาเวลาเปิดประมูลแล้วมีคนเข้าประมูลเท่ากับจำนวนช่องที่เปิดประมูล"
ส่วนวิธีการประมูลจะมีการพิจารณาในการประชุม กสท.ครั้งหน้า เมื่อได้ข้อยุติแล้วจะนำราคาตั้งต้นและวิธีการประมูลเหล่านี้บรรจุไว้ในร่างหลักเกณฑ์การประมูลทีวีดิจิทัลช่องบริการธุรกิจ แล้วนำเข้าที่ประชุม กสท.ก่อนจะนำเสนอให้ กสทช.พิจารณาแล้วเข้าสู่กระบวนการประชาพิจารณ์ เพื่อให้แก้ไขก่อนเสนอกลับเข้ากสทช.พิจารณาอีกครั้งก่อนนำลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ทั้งนี้ คาดว่าจะใช้เวลาอย่างน้อย 3 เดือนก่อนลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา แล้วหลังจากนั้นไม่เกิน 2 เดือนจะเริ่มประกวดการประมูล ดังนั้นไม่เกิน ส.ค.56 น่าจะเริ่มประมูลได้
ที่มา : http://bit.ly/10DP1sw
จับตาบอร์ด กสท. เคาะราคาตั้งต้นประมูล "ทีวีดิจิทัล" ธุรกิจ 24 ช่อง วันนี้ ทีมจุฬาฯ เสนอตัวเลขมูลค่าคลื่นฯ ใหม่ ช่องเอชดีสูงสุดครั้งละ 10%
การประชุม คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) มีวาระสำคัญ คือ การพิจารณา "ราคาตั้งต้น" การประมูลใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์ระบบดิจิทัลภาคพื้นดิน (ทีวีดิจิทัล) ประเภทธุรกิจจำนวน 24 ช่อง โดยทีมที่ปรึกษาจากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เสนอราคาประเมินมูลค่าคลื่นความถี่ล่าสุด หลังจากที่ได้เสนอราคาประมูลครั้งแรกเมื่อต้นเดือนมี.ค. ที่ผ่านมา
แหล่งข่าวจากคณะอนุกรรมการประเมินมูลค่าคลื่นความถี่ สำหรับการให้บริการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัล คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า วันนี้ (7 พ.ค.) บอร์ด กสท.จะพิจารณาผลการศึกษาประเมินมูลค่าคลื่นความถี่ "ทีวีดิจิทัล" ประเภทธุรกิจ หลังจากเมื่อวันที่ 11 มี.ค. บอร์ด กสท.ให้ทีมจุฬาฯ กลับไปศึกษาใหม่ เพราะมีการเปลี่ยนสูตรการแบ่งช่องรายการ จากเดิมใช้สูตรจัดสรรช่อง 5-5-10-4 ประกอบด้วยช่องรายการความชัดมาตรฐาน (standard definition : SD) และ ช่องรายการความคมชัดสูง (high definition : HD) แบ่งเป็น ช่องเด็ก SD 5 ช่อง, ข่าว SD 5 ช่อง, วาไรตี้ SD 10 ช่อง และ เอชดี 4 ช่อง
โดยบอร์ด กสท. เห็นชอบให้มีการจัดสรรประเภทช่องใหม่ด้วยสูตร 3-7-7-7 คือช่องเด็ก SD 3 ช่อง, ช่องข่าว SD 7 ช่อง, วาไรตี้ SD 7 ช่อง และ เอชดี 7 ช่อง พร้อมเพิ่มเงื่อนไขการศึกษาราคาตั้งต้นใหม่ ผู้ได้รับใบอนุญาตจะมีต้นทุนเพิ่มจากการเช่าโครงข่าย (Multiplexer : Mux) ตามประกาศ กสทช. เรื่องหลักเกณฑ์การเผยแพร่กิจการโทรทัศน์ที่ให้บริการเป็นการทั่วไป หรือ มัสต์ แคร์รี่ (Must Carry) ที่กำหนดให้ช่อง "ฟรีทีวีดิจิทัล" ต้องแพร่ภาพได้ทุกแพลตฟอร์มการรับชมของครัวเรือนไทยในปัจจุบัน ทั้งโทรทัศน์ระบบภาคพื้นดิน ทีวีดาวเทียม และ เคเบิลทีวี ทำให้การออกอากาศ "ทีวีดิจิทัล" จะมีต้นทุนจากค่าบริการโครงข่าย ทำหน้าที่ส่งสัญญาณทีวีดิจิทัลไปในทุกแพลตฟอร์มเพิ่มขึ้น จากเดิมที่คาดว่าค่าโครงข่ายอยู่ที่ปีละ 40-50 ล้านบาทต่อช่อง แต่จากประกาศฯ มัสต์แคร์รี่ ทำให้ค่าบริการโครงข่ายอยู่ที่ปีละ 60 ล้านบาท
เคาะราคาใหม่ 24 ช่องธุรกิจ
หลังจากใช้เวลาการพิจารณาเกือบ 2 เดือน คณะที่ปรึกษาจุฬาฯ ได้เสนอราคาประมูลใหม่ แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1.ราคาประเมินมูลค่าคลื่นความถี่และความสามารถของเอกชนในการจ่ายเงินค่าประมูล หลังจากหักต้นทุนต่างๆ รวมทั้งการคาดการณ์รายได้ในอนาคต 2.ราคาตั้งต้นประมูลที่มีการหักส่วนลดจากการคาดการณ์จำนวนผู้เข้าประมูล หากคาดว่ามีผู้เข้าประมูลจำนวนมาก ราคาตั้งต้นจะถูกลง เพื่อเป็นการจูงใจให้เข้าประมูลมากขึ้น และมีการแข่งขันกันเสนอราคามากขึ้น
โดยคณะที่ปรึกษาจุฬาฯ เสนอผลศึกษาราคาประเมินคลื่นความถี่ครั้งล่าสุด "ถูกกว่า" การศึกษาครั้งแรกรวมประมาณ 5,000 ล้านบาท หรือเดิมราคาประเมินรวม 24 ช่อง อยู่ที่ 20,700 ล้านบาท เหลือประมาณ 15,000 ล้านบาท
สิ่งที่น่าสนใจคือ กสท. มีแนวคิดที่จะนำราคาประเมินมาเป็น "ราคาตั้งต้น" ประมูล 24 ช่องธุรกิจ เพื่อให้มั่นใจว่าเงินประมูลที่จะได้รับไม่ต่ำกว่าราคาประเมิน
สำหรับมูลค่าราคาประเมิน "ทีวีดิจิทัล" ช่องเอชดี อยู่ที่ช่องละ 1,507 ล้านบาท ช่องวาไรตี้ SD ช่องละ 374 ล้านบาท ข่าว SD ช่องละ 211 ล้านบาท และช่องเด็ก SD ช่องละ 134 ล้านบาท ทั้งนี้ บางช่องถูกกว่าการประเมินครั้งแรก จากตัวแปรที่เปลี่ยนแปลงไป คือ มีจำนวนช่องให้ประมูลมากขึ้น เช่น ช่องเอชดีจากเดิม 5 เป็น 7 ช่อง ครั้งแรกประเมินไว้ที่ประมาณ 3,000 ล้านบาท ส่วนการประเมินล่าสุดเมื่อมีต้นทุนค่าเช่าโครงข่ายเพิ่ม และจำนวนช่องมากขึ้น ราคาจึงอยู่ที่ประมาณ 1,500 ล้านบาทต่อช่อง ส่วนช่องเด็กราคาเพิ่มขึ้น เพราะว่าจำนวนช่องจาก 5 ช่อง เหลือเพียง 3 ช่อง
นอกจากการพิจารณาราคาตั้งต้นประมูลแล้ว บอร์ด กสท. วันนี้ (7 พ.ค.) จะพิจารณาวิธีการประมูลที่คณะอนุกรรมการพิจารณาวิธีการประมูลเสนอ ที่สำคัญ คือหากจำนวนผู้เข้าแข่งขันประมูลมีเท่ากับจำนวนใบอนุญาต กสท.จะสงวนสิทธิ์ที่จะพิจารณาว่าจะประมูลต่อหรือไม่ หรือหยุดการประมูล เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการฟ้องร้อง
ส่วนวิธีการเพิ่มเงินประมูลทีวีดิจิทัล กำหนดการเสนอเงินเพิ่มต่อครั้ง เป็นเปอร์เซ็นต์ตามราคาตั้งต้น แยกตามประเภท คือ ช่องเอชดี ประมูลเพิ่มครั้งละ10% ช่องวาไรตี้ SD 5% ช่องข่าว SD 2% และช่องเด็ก SD 1% ทั้งนี้ กสท.กำหนดกรอบเวลาการประมูลทีวีดิจิทัล 24 ช่องธุรกิจ ช่วงเดือนส.ค.-ก.ย. นี้
ชี้ช่อง 'เอชดี' ไม่เกินพันล้าน
นายไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ประธานกรรมการ บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า ราคาตั้งต้นประมูลทีวีดิจิทัล ประเภทช่องเอชดี ควรกำหนดราคาไม่เกิน 1,000 ล้านบาทต่อช่อง หากสูงกว่านี้ถือว่า "สูง" ไป เนื่องจากผู้ได้รับใบอนุญาต ต้องแบกรับต้นทุนอื่นๆ เป็นจำนวนมาก ทั้งค่าเช่าโครงข่าย ค่าผลิตรายการที่ไม่ต่างจากฟรีทีวีในปัจจุบัน และค่าธรรมเนียมต่างๆ
อีกทั้งยังมีคู่แข่งขัน "ทีวีสาธารณะ" ประเภทความมั่นคงที่สามารถหารายได้จากโฆษณาเช่นเดียวกับทีวีธุรกิจ แต่ได้รับการจัดสรรคลื่นและใบอนุญาตฟรีไม่ต้องแข่งประมูลเหมือนช่องธุรกิจ ดังนั้นควรกำหนดหลักเกณฑ์การหารายได้จากโฆษณาของทีวีสาธารณะให้ชัดเจน ว่ามีเงื่อนไขอย่างไรเพื่อเป็นปัจจัยสำคัญให้เอกชนที่จะประมูลทีวีธุรกิจ นำไปจัดทำแผนการประเมินคู่แข่ง และงบประมาณสำหรับการประมูล
โดยมองว่าทีวีดิจิทัล ถือเป็นโอกาสที่ดีของ "คอนเทนท์ โปรวายเดอร์" และแกรมมี่ที่มีความพร้อม เพื่อโอกาสการเป็น "เจ้าของ" ช่องทีวี ที่มีฐานะเป็น "ฟรีทีวีดิจิทัล" มีเป้าหมายเข้าถึงครัวเรือนทั่วประเทศ โดยแกรมมี่วางแผนประมูล 3 ช่อง คือ เอชดี 1 ช่องและเอสดี 2 ช่อง ทั้งนี้เตรียมงบประมูลรวมการผลิตรายการไว้ราว 5,000 ล้านบาท
ระบุโครงข่ายไม่ชัดเจน
นางพรพรรณ เตชรุ่งชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ราคาตั้งต้นประมูลทีวีดิจิทัลที่ต่ำลงถือเป็นสิ่งที่ดี สะท้อนต้นทุนค่าโครงข่ายที่ค่อนข้างสูงเข้าไปพิจารณาเพิ่มเติมในการกำหนดราคา แต่ราคาของใบอนุญาตเพียงอย่างเดียวยังไม่ใช่ตัวแปรสำคัญสุดท้ายที่จะชี้ว่าการเกิดขึ้นของทีวีดิจิทัลภาคพื้นดินประสบความสำเร็จตามที่ตั้งเป้าไว้ ยังมีปัจจัยการรับและการส่งสัญญาณยังไม่มีความชัดเจนพอ
"เราจำเป็นต้องทราบว่ามีผู้ประกอบการรายใดบ้าง ที่จะเข้ามารับใบอนุญาตการให้บริการด้านโครงข่าย มีการคิดค่าบริการกับผู้รับใบอนุญาตบริหารความถี่อย่างไร รายละเอียดเหล่านี้ล้วนมีความสำคัญ" นางพรพรรณ กล่าว
อาร์เอส มีนโยบายจะเข้าร่วมประมูลทีวีดิจิทัล 1-2 ช่อง ขึ้นอยู่กับรายละเอียดของการวางแผนให้ภาคครัวเรือนไทยสามารถเข้าถึงทีวีดิจิทัลได้มากน้อยขนาดไหน ในระยะเวลาเท่าไร หากการเข้าถึงล่าช้า ก็จะทำให้ทีวีดิจิทัลไม่สามารถเป็นระบบหลักในการรับชมโทรทัศน์ของครัวเรือนไทยได้ ปัจจุบันการรับชมฟรีทีวีผ่านดาวเทียมและเคเบิลมีการเข้าถึง 80% ไปแล้ว หากระบบอื่นรวมทั้งทีวีดิจิทัลจะเข้ามาแทนที่ แต่ยังไม่สามารถเข้าถึงได้ในสัดส่วนที่มากเท่า อีกทั้งยังมีทางเลือกในการรับชมด้วยจำนวนช่องที่น้อยกว่า จะทำให้ทีวีดิจิทัลอาจจะเข้ามาเป็นส่วนเติมเต็ม แต่ไม่สามารถเป็นระบบหลักได้
ที่มา: http://bit.ly/11PdsWv