ขอคิดด้วยฅน ... เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง .... ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ ...ทำอะไร ? .... แนวหน้าออนไลน์

กระทู้สนทนา
ขอศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ยุติการบริหารราชการแผ่นดินภายใต้บงการของทักษิณ



การเมืองยุคนี้วิปริต...
พรรคการเมืองหาเสียงเลือกตั้ง อาศัยชื่อและทุนของนักโทษคดีทุจริตโกงกิน
ใครอยากจะมีตำแหน่งแห่งหนในอำนาจรัฐ จะต้องบินไปขอตำแหน่งที่ฮ่องกงบ้าง
ดูไบบ้างประธานสภาจะต้องขอแนวทางการทำงานจากนักโทษหลบหนีอาญาแผ่นดิน
พรรครัฐบาลจะมีมติบังคับ สส.ทำกระทำการใด นักโทษต้องสไกป์เข้ามาสั่งการ บงการ
นายกรัฐมนตรีจะเดินทางไปประเทศใด จะมีนักโทษบินไปเจรจาผลประโยชน์ส่วนตน
ล่วงหน้า  รัฐบาลไม่ทำหน้าที่ ไม่นำพาต่อปัญหาความทุกข์ร้อนของประชาชน
มุ่งแต่จะแก้ปัญหาส่วนตัวของนักโทษหลบหนีออกพาสปอร์ต ไม่ถอดยศ ไม่ขอคืนเครื่องราชย์
แถมจะออกกฎหมายนิรโทษกรรมล้างผิด จะแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อให้ทักษิณ ชินวัตร  ได้รับ
ผลประโยชน์ส่วนตนโดยมิชอบ ฯลฯ

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น ทักษิณ ชินวัตร ทำเสมือนหนึ่งยังเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย
เป็น “นายกฯ พลัดถิ่น” และมีรัฐบาลยิ่งลักษณ์เป็นเสมือน “รัฐบาลทักษิณส่วนหน้า” -
“ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ” คอยเป็นมือเป็นไม้ทำตามความต้องการของทักษิณอยู่ในประเทศ
ยึดพรรคการเมือง ยึดอำนาจรัฐ ยึดฝ่ายนิติบัญญัติ ยึดฝ่ายบริหาร และพยายามจะบดขยี้ทำลาย
ฝ่ายตุลาการสภาพการณ์เช่นนี้ คือความไม่ถูกต้องที่ปรากฏตำตาผิดหลักการประชาธิปไตย
ผิดธรรมชาติ รวมทั้งน่าจะผิดรัฐธรรมนูญและกฎหมายบ้านเมือง

1) ทักษิณ ชินวัตร คือบุคคลต้องห้าม หนีคุก หนีคดี ไม่มีสิทธิเป็น สส.
    หรือบริหารประเทศ

เนื่องจากถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้รับโทษจำคุก 2 ปี คดีที่ดินรัชดา
และยังหลบหนีคดีที่ถูกออกหมายจับ ได้แก่
คดีทุจริตปล่อยกู้ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย
(เอ็กซิมแบงก์)ให้กับรัฐบาลพม่า วงเงิน 4,000 ล้านบาท,
คดีทุจริตโครงการออกสลากเลขท้าย 2 และ 3 ตัว (หวยบนดิน),
คดีทุจริตแปลงสัมปทานมือถือ-ดาวเทียมเป็นภาษีสรรพสามิต, คดีก่อการร้าย
ออกหมายจับ เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2553,
คดีทุจริตในการปล่อยกู้ธนาคารกรุงไทยปล่อยกู้บริษัทกฤษดามหานคร
นอกจากนี้ ยังเป็นผู้ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
ได้มีคำพิพากษาให้ยึดทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดิน 46,000 ล้านบาทเศษ
เพราะร่ำรวยผิดปกติหรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ
ตามคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่ อม.1/2543
ทักษิณจึงเป็นบุคคลซึ่งต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น สส.หรือ สว.
รวมทั้งไม่สามารถเข้ามาเป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตยในทางบริหารด้วยการเป็นรัฐมนตรี และไม่มี
บทบัญญัติใดในรัฐธรรมนูญที่ให้ทักษิณเข้ามาใช้อำนาจในการบริหารราชการแผ่นดิน
หรือสั่งการใดๆ ได้
2) พฤติกรรมที่ทักษิณสไกป์เข้ามาสั่งการในที่ประชุมพรรคเพื่อไทย หรือสั่งการ สส.
    มีมาโดยตลอด

ปรากฏหลักฐาน ทั้งคำยืนยันจากการให้สัมภาษณ์ของนายนพดล ปัทมะ
ที่ปรึกษากฎหมายของทักษิณ คลิปเสียง นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์
ประธานสภาผู้แทนราษฎร และจากการให้สัมภาษณ์ของนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ
หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รวมทั้งบทสัมภาษณ์
ของทักษิณ ชินวัตรเองด้วย

นอกจากนี้ ยังปรากฏว่า ทักษิณได้มีวีดีโอลิงค์เข้าไปในที่ชุมนุมกลุ่มนปช.หลายครั้ง
แม้แต่ในการประชุมใหญ่พรรคเพื่อไทยเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2554
ที่ห้องประชุมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต

ทักษิณก็ยังสไกป์เข้ามาแถลงนโยบายด้วยตนเอง ซึ่งต่อมา ปรากฏว่า นางสาวยิ่งลักษณ์
ชินวัตร ได้ไปปราศรัยหาเสียงใหญ่ของพรรคเพื่อไทย ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2554
ที่ราชมังคลากีฬาสถาน ประกาศนโยบายซึ่งมีข้อความและสาระสำคัญสอดคล้องตรงกัน
กับที่ทักษิณแถลงไว้ ป้ายโปสเตอร์หาเสียงของพรรคเพื่อไทย ก็ประกาศสโลแกนว่า
“ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ” ฯลฯ
การสไกป์หรือวีดีโอลิงค์ของทักษิณ หากเป็นแต่เพียงเข้ามาอวยพรตามงานบุญงานบวช
หรือกิจกรรมที่ไม่มีลักษณะเป็นการสั่งการ บงการ หรือทำกิจกรรมทางการเมือง
ก็อาจไม่ใช่เรื่องร้ายแรง แต่พฤติกรรมของทักษิณนั้น เป็นการเข้ามาก้าวก่ายสั่งการ
บงการ หรือบริหารงาน น่าจะเป็นการสะท้อนว่ามีอำนาจเหนือการดำเนินงานของ
พรรคการเมือง และสส.อย่างชัดเจน

3) พฤติกรรมที่เกิดขึ้น สะท้อนว่า ทักษิณน่าจะได้กระทำการร่วมกับพรรคเพื่อไทย
(ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่จัดตั้งขึ้นโดยกลุ่มบุคคลที่เป็นอดีตสมาชิกพรรคไทยรักไทย)
ร่วมกับบรรดา สส.พรรคเพื่อไทย ร่วมกันกระทำการให้ทักษิณ ชินวัตร
และพรรคเพื่อไทยได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตาม
วิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ และช่วยให้ทักษิณสามารถครอบงำยึดกุม และสั่งการ
บริหารราชการแผ่นดิน ผ่านพรรคเพื่อไทยดังปรากฏว่า มีการสไกป์ (Skype) หรือวีดีโอลิงค์
(Video link) จำนวนหลายครั้งเพื่อสั่งการในที่ประชุมพรรคเพื่อไทย
ไม่ว่าจะเป็นการสั่งการในที่ประชุมพรรคเพื่อไทย ให้ดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ออกกฎหมายปรองดอง ออกกฎหมายนิรโทษกรรม และออกกฎหมายกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท
โดยพรรคเพื่อไทยและพวก ก็ได้รับไปดำเนินการทันที ดังปรากฏว่ามีการผลักดันร่าง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม... จำนวน 3 ฉบับ,
ร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยการปรองดอง...,ร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิด
เนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมืองของประชาชน พ.ศ. .. และ
ร่างพรบ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาทโดยเฉพาะร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญจำนวน 3 ฉบับ
ร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท
ได้ผลักดันกระทั่งมีการลงมติให้ความเห็นชอบในวาระ 1 ไปแล้ว

4) การที่ทักษิณสไกป์สั่งการเข้ามายังที่ประชุมของพรรคเพื่อไทยและสั่งการ สส.นั้น
ไม่ได้เป็นการสไกป์ในฐานะการให้คำแนะนำหรือคำปรึกษา แต่เป็นการสั่งการ
เพราะพรรคเพื่อไทย และบรรดา สส.พรรคเพื่อไทย
ก็ได้รับเรื่องที่สั่งการสไกป์ไปดำเนินการทันที ทั้งที่ก่อนหน้านั้น
สส.เพื่อไทยยังมีความเห็นเป็นอื่นอยู่ สะท้อนว่า
ทักษิณเป็นผู้ที่มีอำนาจเหนืออุดมการณ์ความคิดของพรรคเพื่อไทย
พฤติกรรมในลักษณะนี้ เคยปรากฏเป็นคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 3-5/2550 หน้า 95
“การผลักดันกฎหมายที่เอื้อต่อธุรกิจของครอบครัวดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าหัวหน้าพรรค
ผู้ถูกร้องที่ 1 มีอำนาจเหนืออุดมการณ์ของพรรคอย่างเด็ดขาดในการกำหนดความเป็น
ไปของพรรคผู้ถูกร้องที่ 1” และนอกจากนั้น นายนพดล ปัทมะ ยังให้สัมภาษณ์ว่า
นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวง
มหาดไทย ไม่ได้มาในที่ประชุมพรรค ทักษิณจึงสไกป์เข้ามาเพื่อสั่งการแทน
ซึ่งสอดคล้องกับการให้สัมภาษณ์ของนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ และนายสมศักดิ์
เกียรติสุรนนท์  นายนพดล ปัทมะ ยอมรับเองว่าทักษิณสั่งให้พรรคเพื่อไทยทำโน่นทำนี่
มากมาย, นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ ถึงกับยอมรับว่าทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรีตัวจริง,
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ก็ยอมรับว่าพรรคเพื่อไทยต้องเดินตามแนวทางของทักษิณ
หรือแม้แต่นายจตุพร พรหมพันธุ์ แม้ประกาศกร้าวบนเวทีชุมนุมเสื้อแดง ที่เขาใหญ่
ว่าจะเดินหน้าโหวตวาระสามแก้รัฐธรรมนูญ แต่เมื่อทักษิณวีดีโอลิงค์เข้ามาสั่งการ
พรรคเพื่อไทยก็ต้องทำตามความต้องการของทักษิณ ฯลฯ

นอกจากนี้ บุคคลที่จะได้รับตำแหน่งสำคัญ เช่น รัฐมนตรี ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.
ประธานคณะกรรมาธิการคณะต่างๆ ในสภาผู้แทนราษฎร และผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็น
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นต้น  จะต้องได้รับความเห็นชอบจากทักษิณเสียก่อน
ทั้งยังปรากฏว่า สส.พรรคเพื่อไทย จำนวนมากยังเดินทางไปพบทักษิณเพื่อรับคำสั่งหรือ
ขอความเห็นชอบอยู่เสมอน่าคิดว่า ทักษิณและพลพรรคเพื่อไทยได้ร่วมกันกระทำการ
เพื่อให้ทักษิณได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยที่ทักษิณเป็นนักโทษหลบหนี
หมายจับของศาล ไม่สามารถมีตำแหน่งใดๆไม่ได้ดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าพรรค ไม่ได้เป็น
นายกรัฐมนตรี

การกระทำร่วมกันของพลพรรคเพื่อไทย น่าจะเป็นการร่วมกันกระทำการตามคำสั่งของทักษิณ
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ทักษิณได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็น
ไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ น่าจะเป็นการกระทำต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 68  

อีกทั้ง พลพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็น สส. ได้กระทำการโดยอาศัยโอกาสจากการเป็นผู้แทนปวงชน
ชาวไทย กระทำการตามคำสั่งของทักษิณ น่าจะเข้าข่ายเป็นการกระทำที่ต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ
มาตรา 122 ซึ่งบัญญัติว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรย่อมเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยโดยไม่อยู่ใน
ความผูกมัดแห่งอาณัติมอบหมาย หรือความครอบงำใดๆ และต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์
สุจริต เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของปวงชนชาวไทยโดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์ และ
มาตรา 123 ซึ่งบัญญัติว่า   ก่อนเข้ารับหน้าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องปฏิญาณตนในที่ประชุม
แห่งสภา  ที่ตนเป็นสมาชิกด้วยถ้อยคำว่า จะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่ง
ราชอาณาจักรไทย ทุกประการอีกด้วย

5) พิจารณาคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 3-4/2550 หน้า 91
“การได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยการเลือกตั้งที่ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติ
แห่งรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง หรือเป็นไปโดยไม่สุจริต ย่อมถือได้ว่า
เป็นการได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทาง
ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ดังนั้น การได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการ
ซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ จึงมิได้หมายความถึงการได้มาซึ่ง
อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ โดยการปฏิวัติรัฐประหารหรือยึด
อำนาจการปกครองด้วยกำลัง”

เห็นได้ว่า การกระทำร่วมกันของทักษิณ พรรคเพื่อไทยและสส.เพื่อไทย น่าจะเข้าข่ายเป็น
การกระทำเพื่อให้ทักษิณได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยการที่ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติ
แห่งรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องและเป็นไปโดยไม่สุจริต อาจถือได้ว่าเป็นการได้มา
ซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ
คนเหล่านี้จึงน่าจะได้ร่วมกันกระทำการอันต้องห้ามแห่งรัฐธรรมนูญ มาตรา 68
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่