(ที่มา:บทความพิเศษ มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับ 26 เมษายน - 2 พฤษภาคม 2556)
หวั่นไหวอยู่พอสมควร กรณีการก่อหนี้ 2 ล้านล้านบาท (ดอกเบี้ยอีก 3 ล้านล้านบาท เป็น 5 ล้านล้าน)
ที่ถูกหลายฝ่ายโจมตีว่าเป็นการก่อหนี้มหาศาลเกินไป หวั่นไหวจนกระทั่ง คุณทักษิณ ชินวัตร ต้องออก
แรงมาอธิบายช่วยรัฐบาลของน้องสาวอีกแรงหนึ่ง
เล็กเชอร์หรือคำอธิบายของคุณทักษิณมีดังนี้
"ตัวเลขสัดส่วนหนี้ย่อมเปลี่ยนไปถ้า GDP หรือเศรษฐกิจประเทศโตขึ้น ดังนั้น จึงไม่ต้องกลัวว่าหนี้จะพุ่ง
ข้างเดียวเพราะรายได้ก็พุ่งด้วย สัดส่วนหนี้สาธารณะจึงจะไม่สูงอย่างที่วิตก และก็ไม่ต้องรอว่าจะต้องใช้
หนี้อีก 50 ปีจะหมด ดูตัวอย่างหนี้ IMF ที่เราใช้ได้เร็วกว่ากำหนด ทั้งนี้ อยู่ที่ใครสร้างเศรษฐกิจเป็น กับ
ใครเป็นแต่ใช้จ่ายอย่างเดียว"
อันที่จริง เล็กเชอร์ของคุณทักษิณไม่ได้มีอะไรพิเศษ เพราะเป็นแค่วิชาเศรษฐศาสตร์เบื้องต้นที่ใครๆ ก็รู้
เพราะมันแน่นอนอยู่แล้วว่า สัดส่วนของหนี้ต่อจีดีพี (ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ) นั้นจะผันแปรไป
ตามความสามารถในการหารายได้
กล่าวคือถ้าอัตราการเติบโตเศรษฐกิจขยายตัวมาก ขยายตัวเร็ว สัดส่วนหนี้จะลดลง
แต่สิ่งที่คุณทักษิณไม่พูดก็คือ ถ้าเศรษฐกิจไม่เติบโตหรือติดลบ สัดส่วนหนี้ก็จะพุ่งขึ้นปรี๊ดโดยอัตโนมัติเช่นกัน
ซึ่งสถานการณ์เศรษฐกิจนี้ต้องยอมรับความจริงว่าหากเกิดจากปัจจัยภายนอกเช่นภาวะเศรษฐกิจโลกเราไป
ควบคุมไม่ได้ว่ามันจะดีตลอดไป
เช่น หลังจากวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 แล้ว ใครจะคาดคิดว่าในปี 2551 โลกจะเกิดวิกฤตการเงินในสหรัฐครั้ง
ร้ายแรงที่สุดในรอบ 80 ปีขึ้นมาอีก จนทำให้หลายประเทศในยุโรปติดเชื้อเรื้อรังยังไม่พ้นจากโคม่าจนถึงทุกวันนี้
ตัวอย่างที่ชัดก็คือกรีซซึ่งผลพวงจากวิกฤตในสหรัฐ ทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะของกรีซที่ทั้งซุกหนี้และก่อหนี้
ไว้สูงมานับ 10 ปี พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังจากเศรษฐกิจติดลบ ในที่สุดกรีซก็ต้องเข้ารับความช่วยเหลือจาก
ไอเอ็มเอฟและรัฐบาลต้องตัดลดค่าใช้จ่าย รัดเข็มขัดจนท้องกิ่ว ก่อให้เกิดการประท้วงไม่หยุดหย่อนในขณะนี้
รัฐบาลกรีซก็ทำเหมือนกับที่รัฐบาลไทยทำอยู่ในตอนนี้ คือจัดทำบัญชีไม่โปร่งใส มีการซุกหนี้ โยกหนี้
เพื่อแต่งบัญชีให้ดูดี แบบที่รัฐบาลไทยทำอยู่ตอนนี้คือใช้จ่ายโดยไม่ผ่านระบบงบประมาณปกติ เพื่อหวัง
ทำให้สัดส่วนหนี้ดูไม่สูง ทำให้บัญชีดูดี
เรื่องโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท ครั้งนี้สาเหตุหลักประการหนึ่งที่ทำให้เกิดความไม่เชื่อมั่น
ก็เพราะคนจำนวนไม่น้อย ไม่ไว้วางใจว่ารัฐบาลจะมีความสามารถในการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่
คาดการณ์อะไรน่าเชื่อถือและแม่นยำหรือเปล่า มีประวัติที่น่าเชื่อถือหรือไม่
ถ้าดูจากประวัติแล้วไม่น่าเชื่อถือ เช่นโครงการรับจำนำข้าว ที่ทำตามคำแนะนำของคุณทักษิณ ที่ว่ารัฐบาลจะ
กว้านซื้อข้าวมาไว้ในมือเพื่อดึงราคาข้าวในตลาดโลกให้สูงขึ้น โดยคะเนว่าราคาในตลาดจะสูงขึ้น แต่สุดท้าย
ต้องขายข้าวในราคาขาดทุน เพราะราคาในตลาดโลกไม่กระเตื้องขึ้น แถมธนาคารโลกประเมินว่าตั้งแต่ปีนี้
เป็นต้นไปราคาข้าวในตลาดโลกจะลดลงปีละ 20 เหรียญต่อตัน (ปีหน้าและปีต่อไปก็จะลดลงอีก)
นี่เป็นตัวอย่างให้เห็นว่าการคาดการณ์ของคุณทักษิณเรื่องข้าวไม่แม่นยำ มองไม่ทะลุ มองไม่ออกว่าไม่มีทางที่
ไทยจะมีพลังอำนาจมากพอที่จะเป็นผู้กำหนดราคาข้าวในตลาดโลก
ส่วนตอนท้ายของเล็กเชอร์ของคุณทักษิณที่ว่า "และก็ไม่ต้องรอว่าจะต้องใช้หนี้อีก 50 ปีจะหมด ดูตัวอย่างหนี้
IMF ที่เราใช้ได้เร็วกว่ากำหนด ทั้งนี้ อยู่ที่ใครสร้างเศรษฐกิจเป็น กับใครเป็นแต่ใช้จ่ายอย่างเดียว" นั้นหางเสียง
ฟังคล้ายจะเยาะเย้ยฝ่ายตรงข้ามว่าบริหารเศรษฐกิจไม่เป็น หาเงินไม่เก่ง เก่งแต่จ่ายอย่างเดียว
อย่างไรก็ตามมาคราวนี้น่าสังเกตว่า คุณทักษิณไม่กล้าใช้คำว่า "ประชาธิปัตย์กู้เงินไอเอ็มเอฟ และรัฐบาลทักษิณ
เป็นผู้ใช้หนี้ไอเอ็มเอฟ" (ช่างกล้าพูดหน้าตาเฉย) เหมือนตอนที่วิดีโอลิงก์มาถึงมวลชนก่อนการเลือกตั้ง ส.ส.เมื่อ
ปี 2554
เพราะเรื่องหนี้ไอเอ็มเอฟนี้ ถ้าคุณทักษิณหยิบมาพูดโอ้อวดเอาดีเข้าตัวเมื่อไหร่ ก็จะถูกย้อนจนเลือดสาดทุกที
เพราะการที่ฝ่ายคุณทักษิณบอกว่าประชาธิปัตย์เป็นผู้กู้ไอเอ็มเอฟนั้น ไม่เป็นความจริง แต่คนที่เซ็นกู้คือรัฐบาล
ชวลิต ยงใจยุทธ ที่มีคุณทักษิณเป็นรองนายกรัฐมนตรีร่วมอยู่ด้วย
นายทนง พิทยะ รัฐมนตรีคลังยุครัฐบาล ชวลิต ยงใจยุทธ เซ็นลงนามกู้เงินไอเอ็มเอฟ 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์
เมื่อ 14 สิงหาคม 2540 ก่อนจะลาออกในเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกันเพราะหมดปัญญาจะกอบกู้เศรษฐกิจ และ
ประชาธิปัตย์มาบริหารแทน แต่ประชาธิปัตย์กู้ไม่เต็มจำนวน โดยกู้ไปเพียงประมาณ 13,400 ล้านดอลลาร์ หรือ
หยุดกู้เร็วก่อนกำหนด 1 ปี เพราะเศรษฐกิจยืนได้แล้ว
การกู้แต่ละครั้งไทยต้องทำหนังสือแสดงเจตจำนง (เช่น มีแผนจะทำอะไรบ้างเพื่อทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น ซึ่งจะต้อง
สอดคล้องกับเงื่อนไขที่ไอเอ็มเอฟแนะนำมา เช่น ขึ้นดอกเบี้ย ลดค่าใช้จ่ายรัฐ) เพื่อขอกู้เป็นงวดๆ ไป ซึ่งเป็นที่มา
ของคำว่าทาสไอเอ็มเอฟ
ไอเอ็มเอฟจะปล่อยกู้แต่ละงวดหรือไม่ ขึ้นกับว่างวดที่แล้วเราทำตามแนวทางของเขาหรือไม่ และหนังสือแสดง
เจตจำนงงวดใหม่น่าพอใจหรือเปล่า
แต่เมื่อไหร่ที่เราหยุดกู้ เราก็ไม่ต้องทำหนังสือแสดงเจตจำนง ซึ่งก็เท่ากับว่าเราเป็นอิสระแล้วไม่ต้องดำเนินแผน
เศรษฐกิจตามที่ไอเอ็มเอฟกำหนด ไทยจึงเป็นอิสระจากไอเอ็มเอฟตั้งแต่วันที่หยุดกู้
ไม่ใช่วันที่ไทยชำระหนี้ไอเอ็มเอฟหมด เหมือนที่คุณทักษิณอ้าง
เรื่องใช้หนี้ไอเอ็มเอฟเร็วกว่ากำหนดที่คุณทักษิณชอบอ้าง ไม่ได้มีผลอะไรต่อไทยนอกจากการเอาหน้า แถมยัง
เสียค่าปรับ (เพราะเงื่อนไขของไอเอ็มเอฟระบุว่าเราจะถูกปรับหากชำระหนี้เร็วกว่ากำหนด) ทั้งที่หากเอาเงิน
4,800 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นหนี้ก้อนสุดท้ายที่เราค้างชำระไอเอ็มเอฟอยู่ไปฝากธนาคารในประเทศกินดอกเบี้ย
แทนที่จะนำไปโปะหนี้เร็วกว่ากำหนด จะทำให้ไทยทั้งมีเงินใช้หนี้ไอเอ็มเอฟและมีกำไรจากดอกเบี้ยด้วยซ้ำไป
อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทต่อดอลลาร์ เมื่อปี 2546 ซึ่งเป็นปีที่คุณทักษิณใช้หนี้ไอเอ็มเอฟนั้นเฉลี่ยอยู่ที่ 41.50 บาท
ต่อดอลลาร์ คูณด้วย 4,800 ล้านดอลลลาร์ ออกมาก็จะเป็นเงินบาท 1.99 แสนล้านบาท
ดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ปี 2546 นั้นเงินฝากประจำประเภท 12 เดือนอยู่ที่ 2.75 เปอร์เซ็นต์
(นี่คิดอย่างถูกที่สุดให้แล้วเพราะเงินก้อนใหญ่ขนาดนี้จะได้อัตราดอกเบี้ยดีกว่านี้) เท่ากับว่าถ้าเอา
1.99 แสนล้านบาท ไปฝากกินดอกเบี้ยจะได้ดอกเบี้ยปีละประมาณ 5.2 พันล้านบาท คิดคร่าวๆ 2 ปีก็น่าจะได้
ร่วมหมื่นล้านบาท (บางคนเขาคำนวณว่าน่าจะได้ดอกเบี้ย 2.7 หมื่นล้านบาทด้วยซ้ำไป
ดอกเบี้ยที่ไอเอ็มเอฟคิดกับเราเป็นดอกเบี้ยผ่อนปรนลดพิเศษคือ 0.25 เปอร์เซ็นต์ ต่ำกว่าท้องตลาดและหาที่ไหน
ถูกกว่านี้ไม่มีแล้ว แต่กลับปรากฏว่าคุณทักษิณไปกู้เงินมาโปะหนี้ไอเอ็มเอฟ ซึ่งจนถึงขณะนี้คุณทักษิณไม่ยอมบอก
ว่าไปกู้จากที่ไหน ดอกเบี้ยเท่าไหร่
สมมุติว่าคุณทักษิณกู้โดยใช้วิธีออกพันธบัตร ต้นทุนการระดมเงินในปี 2546 ด้วยการออกพันธบัตร ไม่มีทางต่ำ
กว่า 5 เปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว
ถามว่านักธุรกิจที่ฉลาดเขาจะกู้เงินจากแหล่งเงินที่คิดดอกเบี้ย 5 เปอร์เซ็นต์ไปใช้หนี้ที่เจ้าหนี้คิดดอกเบี้ย
แค่ 0.25 เปอร์เซ็นต์หรือ
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1367071212&grpid=&catid=02&subcatid=0207
วิจารณ์อะไรไม่ได้ เพราะเรื่องนานมาแล้ว แต่คนเขียนขุดคุ้ยขึ้นมาวิจารณ์ตามประสาคนเกลียดกัน
ไม่ต่างจาก "แนวหน้า" เท่าไหร่
แต่ "สาวเหลือน้อย" ก็เชื่อ คุณทักษิณ มากกว่า "นงนุช" นะ เพราะจงใจกล่าวหาว่าร้ายทุกครั้งที่เขียน
มันดูน่าเชื่อถือไหม ?
เพื่อนๆ ที่มีข้อมูล อีกด้าน นำมาแชร์กันหน่อย...จะขอบคุณค่ะ

"นงนุช" คนเกลียดคุณทักษิณ ..มาแล้วค่ะ ... เล็กเชอร์ "ทักษิณ" เรื่อง 2 ล้านล้าน โดยนงนุช สิงหเดชะ ....มติชนออนไลน์
หวั่นไหวอยู่พอสมควร กรณีการก่อหนี้ 2 ล้านล้านบาท (ดอกเบี้ยอีก 3 ล้านล้านบาท เป็น 5 ล้านล้าน)
ที่ถูกหลายฝ่ายโจมตีว่าเป็นการก่อหนี้มหาศาลเกินไป หวั่นไหวจนกระทั่ง คุณทักษิณ ชินวัตร ต้องออก
แรงมาอธิบายช่วยรัฐบาลของน้องสาวอีกแรงหนึ่ง
เล็กเชอร์หรือคำอธิบายของคุณทักษิณมีดังนี้
"ตัวเลขสัดส่วนหนี้ย่อมเปลี่ยนไปถ้า GDP หรือเศรษฐกิจประเทศโตขึ้น ดังนั้น จึงไม่ต้องกลัวว่าหนี้จะพุ่ง
ข้างเดียวเพราะรายได้ก็พุ่งด้วย สัดส่วนหนี้สาธารณะจึงจะไม่สูงอย่างที่วิตก และก็ไม่ต้องรอว่าจะต้องใช้
หนี้อีก 50 ปีจะหมด ดูตัวอย่างหนี้ IMF ที่เราใช้ได้เร็วกว่ากำหนด ทั้งนี้ อยู่ที่ใครสร้างเศรษฐกิจเป็น กับ
ใครเป็นแต่ใช้จ่ายอย่างเดียว"
อันที่จริง เล็กเชอร์ของคุณทักษิณไม่ได้มีอะไรพิเศษ เพราะเป็นแค่วิชาเศรษฐศาสตร์เบื้องต้นที่ใครๆ ก็รู้
เพราะมันแน่นอนอยู่แล้วว่า สัดส่วนของหนี้ต่อจีดีพี (ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ) นั้นจะผันแปรไป
ตามความสามารถในการหารายได้
กล่าวคือถ้าอัตราการเติบโตเศรษฐกิจขยายตัวมาก ขยายตัวเร็ว สัดส่วนหนี้จะลดลง
แต่สิ่งที่คุณทักษิณไม่พูดก็คือ ถ้าเศรษฐกิจไม่เติบโตหรือติดลบ สัดส่วนหนี้ก็จะพุ่งขึ้นปรี๊ดโดยอัตโนมัติเช่นกัน
ซึ่งสถานการณ์เศรษฐกิจนี้ต้องยอมรับความจริงว่าหากเกิดจากปัจจัยภายนอกเช่นภาวะเศรษฐกิจโลกเราไป
ควบคุมไม่ได้ว่ามันจะดีตลอดไป
เช่น หลังจากวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 แล้ว ใครจะคาดคิดว่าในปี 2551 โลกจะเกิดวิกฤตการเงินในสหรัฐครั้ง
ร้ายแรงที่สุดในรอบ 80 ปีขึ้นมาอีก จนทำให้หลายประเทศในยุโรปติดเชื้อเรื้อรังยังไม่พ้นจากโคม่าจนถึงทุกวันนี้
ตัวอย่างที่ชัดก็คือกรีซซึ่งผลพวงจากวิกฤตในสหรัฐ ทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะของกรีซที่ทั้งซุกหนี้และก่อหนี้
ไว้สูงมานับ 10 ปี พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังจากเศรษฐกิจติดลบ ในที่สุดกรีซก็ต้องเข้ารับความช่วยเหลือจาก
ไอเอ็มเอฟและรัฐบาลต้องตัดลดค่าใช้จ่าย รัดเข็มขัดจนท้องกิ่ว ก่อให้เกิดการประท้วงไม่หยุดหย่อนในขณะนี้
รัฐบาลกรีซก็ทำเหมือนกับที่รัฐบาลไทยทำอยู่ในตอนนี้ คือจัดทำบัญชีไม่โปร่งใส มีการซุกหนี้ โยกหนี้
เพื่อแต่งบัญชีให้ดูดี แบบที่รัฐบาลไทยทำอยู่ตอนนี้คือใช้จ่ายโดยไม่ผ่านระบบงบประมาณปกติ เพื่อหวัง
ทำให้สัดส่วนหนี้ดูไม่สูง ทำให้บัญชีดูดี
เรื่องโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท ครั้งนี้สาเหตุหลักประการหนึ่งที่ทำให้เกิดความไม่เชื่อมั่น
ก็เพราะคนจำนวนไม่น้อย ไม่ไว้วางใจว่ารัฐบาลจะมีความสามารถในการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่
คาดการณ์อะไรน่าเชื่อถือและแม่นยำหรือเปล่า มีประวัติที่น่าเชื่อถือหรือไม่
ถ้าดูจากประวัติแล้วไม่น่าเชื่อถือ เช่นโครงการรับจำนำข้าว ที่ทำตามคำแนะนำของคุณทักษิณ ที่ว่ารัฐบาลจะ
กว้านซื้อข้าวมาไว้ในมือเพื่อดึงราคาข้าวในตลาดโลกให้สูงขึ้น โดยคะเนว่าราคาในตลาดจะสูงขึ้น แต่สุดท้าย
ต้องขายข้าวในราคาขาดทุน เพราะราคาในตลาดโลกไม่กระเตื้องขึ้น แถมธนาคารโลกประเมินว่าตั้งแต่ปีนี้
เป็นต้นไปราคาข้าวในตลาดโลกจะลดลงปีละ 20 เหรียญต่อตัน (ปีหน้าและปีต่อไปก็จะลดลงอีก)
นี่เป็นตัวอย่างให้เห็นว่าการคาดการณ์ของคุณทักษิณเรื่องข้าวไม่แม่นยำ มองไม่ทะลุ มองไม่ออกว่าไม่มีทางที่
ไทยจะมีพลังอำนาจมากพอที่จะเป็นผู้กำหนดราคาข้าวในตลาดโลก
ส่วนตอนท้ายของเล็กเชอร์ของคุณทักษิณที่ว่า "และก็ไม่ต้องรอว่าจะต้องใช้หนี้อีก 50 ปีจะหมด ดูตัวอย่างหนี้
IMF ที่เราใช้ได้เร็วกว่ากำหนด ทั้งนี้ อยู่ที่ใครสร้างเศรษฐกิจเป็น กับใครเป็นแต่ใช้จ่ายอย่างเดียว" นั้นหางเสียง
ฟังคล้ายจะเยาะเย้ยฝ่ายตรงข้ามว่าบริหารเศรษฐกิจไม่เป็น หาเงินไม่เก่ง เก่งแต่จ่ายอย่างเดียว
อย่างไรก็ตามมาคราวนี้น่าสังเกตว่า คุณทักษิณไม่กล้าใช้คำว่า "ประชาธิปัตย์กู้เงินไอเอ็มเอฟ และรัฐบาลทักษิณ
เป็นผู้ใช้หนี้ไอเอ็มเอฟ" (ช่างกล้าพูดหน้าตาเฉย) เหมือนตอนที่วิดีโอลิงก์มาถึงมวลชนก่อนการเลือกตั้ง ส.ส.เมื่อ
ปี 2554
เพราะเรื่องหนี้ไอเอ็มเอฟนี้ ถ้าคุณทักษิณหยิบมาพูดโอ้อวดเอาดีเข้าตัวเมื่อไหร่ ก็จะถูกย้อนจนเลือดสาดทุกที
เพราะการที่ฝ่ายคุณทักษิณบอกว่าประชาธิปัตย์เป็นผู้กู้ไอเอ็มเอฟนั้น ไม่เป็นความจริง แต่คนที่เซ็นกู้คือรัฐบาล
ชวลิต ยงใจยุทธ ที่มีคุณทักษิณเป็นรองนายกรัฐมนตรีร่วมอยู่ด้วย
นายทนง พิทยะ รัฐมนตรีคลังยุครัฐบาล ชวลิต ยงใจยุทธ เซ็นลงนามกู้เงินไอเอ็มเอฟ 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์
เมื่อ 14 สิงหาคม 2540 ก่อนจะลาออกในเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกันเพราะหมดปัญญาจะกอบกู้เศรษฐกิจ และ
ประชาธิปัตย์มาบริหารแทน แต่ประชาธิปัตย์กู้ไม่เต็มจำนวน โดยกู้ไปเพียงประมาณ 13,400 ล้านดอลลาร์ หรือ
หยุดกู้เร็วก่อนกำหนด 1 ปี เพราะเศรษฐกิจยืนได้แล้ว
การกู้แต่ละครั้งไทยต้องทำหนังสือแสดงเจตจำนง (เช่น มีแผนจะทำอะไรบ้างเพื่อทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น ซึ่งจะต้อง
สอดคล้องกับเงื่อนไขที่ไอเอ็มเอฟแนะนำมา เช่น ขึ้นดอกเบี้ย ลดค่าใช้จ่ายรัฐ) เพื่อขอกู้เป็นงวดๆ ไป ซึ่งเป็นที่มา
ของคำว่าทาสไอเอ็มเอฟ
ไอเอ็มเอฟจะปล่อยกู้แต่ละงวดหรือไม่ ขึ้นกับว่างวดที่แล้วเราทำตามแนวทางของเขาหรือไม่ และหนังสือแสดง
เจตจำนงงวดใหม่น่าพอใจหรือเปล่า
แต่เมื่อไหร่ที่เราหยุดกู้ เราก็ไม่ต้องทำหนังสือแสดงเจตจำนง ซึ่งก็เท่ากับว่าเราเป็นอิสระแล้วไม่ต้องดำเนินแผน
เศรษฐกิจตามที่ไอเอ็มเอฟกำหนด ไทยจึงเป็นอิสระจากไอเอ็มเอฟตั้งแต่วันที่หยุดกู้
ไม่ใช่วันที่ไทยชำระหนี้ไอเอ็มเอฟหมด เหมือนที่คุณทักษิณอ้าง
เรื่องใช้หนี้ไอเอ็มเอฟเร็วกว่ากำหนดที่คุณทักษิณชอบอ้าง ไม่ได้มีผลอะไรต่อไทยนอกจากการเอาหน้า แถมยัง
เสียค่าปรับ (เพราะเงื่อนไขของไอเอ็มเอฟระบุว่าเราจะถูกปรับหากชำระหนี้เร็วกว่ากำหนด) ทั้งที่หากเอาเงิน
4,800 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นหนี้ก้อนสุดท้ายที่เราค้างชำระไอเอ็มเอฟอยู่ไปฝากธนาคารในประเทศกินดอกเบี้ย
แทนที่จะนำไปโปะหนี้เร็วกว่ากำหนด จะทำให้ไทยทั้งมีเงินใช้หนี้ไอเอ็มเอฟและมีกำไรจากดอกเบี้ยด้วยซ้ำไป
อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทต่อดอลลาร์ เมื่อปี 2546 ซึ่งเป็นปีที่คุณทักษิณใช้หนี้ไอเอ็มเอฟนั้นเฉลี่ยอยู่ที่ 41.50 บาท
ต่อดอลลาร์ คูณด้วย 4,800 ล้านดอลลลาร์ ออกมาก็จะเป็นเงินบาท 1.99 แสนล้านบาท
ดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ปี 2546 นั้นเงินฝากประจำประเภท 12 เดือนอยู่ที่ 2.75 เปอร์เซ็นต์
(นี่คิดอย่างถูกที่สุดให้แล้วเพราะเงินก้อนใหญ่ขนาดนี้จะได้อัตราดอกเบี้ยดีกว่านี้) เท่ากับว่าถ้าเอา
1.99 แสนล้านบาท ไปฝากกินดอกเบี้ยจะได้ดอกเบี้ยปีละประมาณ 5.2 พันล้านบาท คิดคร่าวๆ 2 ปีก็น่าจะได้
ร่วมหมื่นล้านบาท (บางคนเขาคำนวณว่าน่าจะได้ดอกเบี้ย 2.7 หมื่นล้านบาทด้วยซ้ำไป
ดอกเบี้ยที่ไอเอ็มเอฟคิดกับเราเป็นดอกเบี้ยผ่อนปรนลดพิเศษคือ 0.25 เปอร์เซ็นต์ ต่ำกว่าท้องตลาดและหาที่ไหน
ถูกกว่านี้ไม่มีแล้ว แต่กลับปรากฏว่าคุณทักษิณไปกู้เงินมาโปะหนี้ไอเอ็มเอฟ ซึ่งจนถึงขณะนี้คุณทักษิณไม่ยอมบอก
ว่าไปกู้จากที่ไหน ดอกเบี้ยเท่าไหร่
สมมุติว่าคุณทักษิณกู้โดยใช้วิธีออกพันธบัตร ต้นทุนการระดมเงินในปี 2546 ด้วยการออกพันธบัตร ไม่มีทางต่ำ
กว่า 5 เปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว
ถามว่านักธุรกิจที่ฉลาดเขาจะกู้เงินจากแหล่งเงินที่คิดดอกเบี้ย 5 เปอร์เซ็นต์ไปใช้หนี้ที่เจ้าหนี้คิดดอกเบี้ย
แค่ 0.25 เปอร์เซ็นต์หรือ
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1367071212&grpid=&catid=02&subcatid=0207
วิจารณ์อะไรไม่ได้ เพราะเรื่องนานมาแล้ว แต่คนเขียนขุดคุ้ยขึ้นมาวิจารณ์ตามประสาคนเกลียดกัน
ไม่ต่างจาก "แนวหน้า" เท่าไหร่
แต่ "สาวเหลือน้อย" ก็เชื่อ คุณทักษิณ มากกว่า "นงนุช" นะ เพราะจงใจกล่าวหาว่าร้ายทุกครั้งที่เขียน
มันดูน่าเชื่อถือไหม ?
เพื่อนๆ ที่มีข้อมูล อีกด้าน นำมาแชร์กันหน่อย...จะขอบคุณค่ะ