ตอนนี้กลุ่มทุนใหญ่ของเมืองไทยกำลังขยายอาณาจักรกันอย่างสนุกสนาน
"เจริญ สิริวัฒนภักดี" เพิ่งซื้อหุ้น "เอฟแอนด์เอ็น" ของสิงคโปร์ไปกว่า 300,000 ล้านบาท
ส่วน "ธนินท์ เจียรวนนท์" ที่ซื้อ "ผิงอัน ประภันภัย" ของจีนเป็นเงิน 280,000 ล้านบาท
ล่าสุด "ซีพีออลล์" หรือ "เซเว่น อีเลฟเว่น" ของ
"ธนินท์" ก็ซื้อหุ้น "แม็คโคร" เป็นเงิน 128,000 ล้านบาท และถ้าผู้ถือหุ้นรายอื่นขายหุ้นที่เหลือให้ "ซีพีออลล์"
"ธนินท์" ก็จะต้องใช้เงินทั้งหมด 188,880 ล้านบาท
2 เจ้าสัว กับการซื้อขาย 3 กิจการ ใช้เงินไปทั้งหมดเกือบ 8 แสนล้านบาท
มูลค่ามากกว่า "รถไฟความเร็วสูง" ของรัฐบาลไทยอีก
และเงินที่ใช้ในการซื้อส่วนใหญ่เป็น "เงินกู้" ครับ
เวลาเราพูดถึงเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท เราจะรู้สึกว่าเยอะมากเพราะคิดแบบปัจเจกชน คือ เทียบกับตัวเอง
แต่ลองเทียบเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท กับ 8 แสนล้านบาทของ 2 เจ้าสัว "ธนินท์-เจริญ"
เราจะรู้สึกว่าเงินกู้ 2 ล้านล้านบาทไม่ได้มากเท่าไรนัก
ถ้าขึ้นชื่อว่า "การลงทุน" นักธุรกิจเขาเฉยๆ เรื่องการกู้ครับ
ลองไปอ่านข่าวที่ "ธนินท์" ชี้แจงนักลงทุนเรื่องการซื้อ "แม็คโคร" ในราคาที่สูงกว่าราคาในตลาดหุ้นประมาณ 50%
จะเห็นได้เลยว่าเวลาที่นักธุรกิจใหญ่เขาลงทุน ราคา "ถูก" หรือ "แพง" ขึ้นอยู่กับ "วิสัยทัศน์"
ถ้าคิดแค่ตัวเลขในวันนี้ ราคาที่ซื้อ "แม็คโคร"...แพง
แต่ "จินตนาการ" ของ "ธนินท์" นั้นมองแผนที่ "แม็คโคร" ไม่ใช่แค่เมืองไทย แต่เป็น 11 ประเทศในเอเชีย
และมียุทธศาสตร์ "ค้าปลีก" ใหม่ในเมืองไทย ด้วยการผสานประโยชน์กับ "เซเว่น อีเลฟเว่น"
1+1 มากกว่า 2
ราคาที่ซื้อจึง "ถูก" มากสำหรับ "ธนินท์"
นอกจากนั้นมีประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ "ซีพีออลล์" จะกู้เงินจากสถาบันการเงินหลายแห่ง 188,880 ล้านบาท
เป็นเงิน "ดอลลาร์" ครับ
อย่าลืมนะครับ การซื้อกิจการครั้งนี้ซื้อผ่านตลาดหุ้น จ่ายเป็น "บาท"
"รายรับ" ของ "แม็คโคร" และ "เซเว่น อีเลฟเว่น" ก็เป็น "บาท"
ตามหลักแล้ว เมื่อรายรับเป็น "บาท" เราก็ควรจะกู้เป็น "บาท" เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
แต่ "ธนินท์" กู้เป็น "ดอลลาร์"
ถามว่า "ทำไม"
"ธนินท์" ตอบสั้นๆ ว่าเพราะเงินบาทแข็ง
แสดงว่าเขาวิเคราะห์แล้วว่าต่อไปค่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นเรื่อยๆ
กู้เป็น "ดอลลาร์" วันนี้ แต่การจ่ายหนี้ค่อยๆ ทยอยจ่าย
คิดดูนะครับตอนกู้ยอดหนี้เป็น "บาท" 188,880 ล้านบาท หรือ 6,513 ล้านเหรียญสหรัฐ
อัตราแลกเปลี่ยน 29 บาทต่อ 1 เหรียญสหรัฐ
แต่ถ้า "บาทแข็ง" ไปเรื่อยๆ แบบนี้
สมมุติว่าอีก 1 ปี อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 26 บาท/ดอลลาร์
ตอนจ่ายคืน ยอดหนี้เหลือแค่ 169,340 ล้านบาท
อยู่ดีๆ ยอดหนี้หายไปตั้ง 10% โดยไม่ต้องทำอะไรเลย
ได้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเกือบ 30,000 ล้านบาท
การเดินเกมเงินกู้แบบนี้สะท้อนถึง "ความเชื่อ" เรื่องค่าเงินบาทของนักธุรกิจใหญ่ที่ทำการค้าระหว่างประเทศ
"ธนินท์" ทำแบบนี้ไม่ผิดหรอกครับ
แต่ถามจริงๆ ว่า "แบงก์ชาติ" รู้สึกอะไรบ้างไหม
หน้า 2,มติชนรายวัน ฉบับวันเสาร์ที่ 27 เมษายน 2556
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1367062386&grpid=&catid=02&subcatid=0200
ในฐานที่เคยทำงานด้านเงินๆทองมาบ้าง อยากบอกว่า นักธุรกิจที่มีงาน 2 ขา คือมีทั้งนำเข้าและส่งออก
จะเดือดร้อนน้อยที่สุด ไม่ว่าบาทจะแข็งหรืออ่อน เมื่อมีรายได้เป็นดอลลาร์ ก็เก็บไว้ ชำระค่าใช้จ่ายที่เป็นดอลลาร์
ในอนาคต บาทอ่อนเมื่อไหร่ จะแลกมาใช้บ้างก็ไม่เป็นไร .... เหมือนอย่างที่ CP กำลังจะทำอยู่ตอนนี้
หนุ่มเมืองจันทร์ ไม่คิดบ้างหรือ ว่าบาทอาจจะอ่อนไปถึง 50-60 บาทก็ได้ มันเคยเกิดมาแล้ว
วันนั้น ใครเป็นหนี้ดอลลาร์ก็อ่วมอรทัย ไปเหมือนกัน มันเคยเกิดมาแล้ว มิใช่หรือ ?
"ธนินท์"กับ"บาทแข็ง" ........คอลัมน์ สถานีคิดเลขที่12 โดย สรกล อดุลยานนท์ ...... มติชนออนไลน์
"เจริญ สิริวัฒนภักดี" เพิ่งซื้อหุ้น "เอฟแอนด์เอ็น" ของสิงคโปร์ไปกว่า 300,000 ล้านบาท
ส่วน "ธนินท์ เจียรวนนท์" ที่ซื้อ "ผิงอัน ประภันภัย" ของจีนเป็นเงิน 280,000 ล้านบาท
ล่าสุด "ซีพีออลล์" หรือ "เซเว่น อีเลฟเว่น" ของ
"ธนินท์" ก็ซื้อหุ้น "แม็คโคร" เป็นเงิน 128,000 ล้านบาท และถ้าผู้ถือหุ้นรายอื่นขายหุ้นที่เหลือให้ "ซีพีออลล์"
"ธนินท์" ก็จะต้องใช้เงินทั้งหมด 188,880 ล้านบาท
2 เจ้าสัว กับการซื้อขาย 3 กิจการ ใช้เงินไปทั้งหมดเกือบ 8 แสนล้านบาท
มูลค่ามากกว่า "รถไฟความเร็วสูง" ของรัฐบาลไทยอีก
และเงินที่ใช้ในการซื้อส่วนใหญ่เป็น "เงินกู้" ครับ
เวลาเราพูดถึงเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท เราจะรู้สึกว่าเยอะมากเพราะคิดแบบปัจเจกชน คือ เทียบกับตัวเอง
แต่ลองเทียบเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท กับ 8 แสนล้านบาทของ 2 เจ้าสัว "ธนินท์-เจริญ"
เราจะรู้สึกว่าเงินกู้ 2 ล้านล้านบาทไม่ได้มากเท่าไรนัก
ถ้าขึ้นชื่อว่า "การลงทุน" นักธุรกิจเขาเฉยๆ เรื่องการกู้ครับ
ลองไปอ่านข่าวที่ "ธนินท์" ชี้แจงนักลงทุนเรื่องการซื้อ "แม็คโคร" ในราคาที่สูงกว่าราคาในตลาดหุ้นประมาณ 50%
จะเห็นได้เลยว่าเวลาที่นักธุรกิจใหญ่เขาลงทุน ราคา "ถูก" หรือ "แพง" ขึ้นอยู่กับ "วิสัยทัศน์"
ถ้าคิดแค่ตัวเลขในวันนี้ ราคาที่ซื้อ "แม็คโคร"...แพง
แต่ "จินตนาการ" ของ "ธนินท์" นั้นมองแผนที่ "แม็คโคร" ไม่ใช่แค่เมืองไทย แต่เป็น 11 ประเทศในเอเชีย
และมียุทธศาสตร์ "ค้าปลีก" ใหม่ในเมืองไทย ด้วยการผสานประโยชน์กับ "เซเว่น อีเลฟเว่น"
1+1 มากกว่า 2
ราคาที่ซื้อจึง "ถูก" มากสำหรับ "ธนินท์"
นอกจากนั้นมีประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ "ซีพีออลล์" จะกู้เงินจากสถาบันการเงินหลายแห่ง 188,880 ล้านบาท
เป็นเงิน "ดอลลาร์" ครับ
อย่าลืมนะครับ การซื้อกิจการครั้งนี้ซื้อผ่านตลาดหุ้น จ่ายเป็น "บาท"
"รายรับ" ของ "แม็คโคร" และ "เซเว่น อีเลฟเว่น" ก็เป็น "บาท"
ตามหลักแล้ว เมื่อรายรับเป็น "บาท" เราก็ควรจะกู้เป็น "บาท" เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
แต่ "ธนินท์" กู้เป็น "ดอลลาร์"
ถามว่า "ทำไม"
"ธนินท์" ตอบสั้นๆ ว่าเพราะเงินบาทแข็ง
แสดงว่าเขาวิเคราะห์แล้วว่าต่อไปค่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นเรื่อยๆ
กู้เป็น "ดอลลาร์" วันนี้ แต่การจ่ายหนี้ค่อยๆ ทยอยจ่าย
คิดดูนะครับตอนกู้ยอดหนี้เป็น "บาท" 188,880 ล้านบาท หรือ 6,513 ล้านเหรียญสหรัฐ
อัตราแลกเปลี่ยน 29 บาทต่อ 1 เหรียญสหรัฐ
แต่ถ้า "บาทแข็ง" ไปเรื่อยๆ แบบนี้
สมมุติว่าอีก 1 ปี อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 26 บาท/ดอลลาร์
ตอนจ่ายคืน ยอดหนี้เหลือแค่ 169,340 ล้านบาท
อยู่ดีๆ ยอดหนี้หายไปตั้ง 10% โดยไม่ต้องทำอะไรเลย
ได้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเกือบ 30,000 ล้านบาท
การเดินเกมเงินกู้แบบนี้สะท้อนถึง "ความเชื่อ" เรื่องค่าเงินบาทของนักธุรกิจใหญ่ที่ทำการค้าระหว่างประเทศ
"ธนินท์" ทำแบบนี้ไม่ผิดหรอกครับ
แต่ถามจริงๆ ว่า "แบงก์ชาติ" รู้สึกอะไรบ้างไหม
หน้า 2,มติชนรายวัน ฉบับวันเสาร์ที่ 27 เมษายน 2556
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1367062386&grpid=&catid=02&subcatid=0200
ในฐานที่เคยทำงานด้านเงินๆทองมาบ้าง อยากบอกว่า นักธุรกิจที่มีงาน 2 ขา คือมีทั้งนำเข้าและส่งออก
จะเดือดร้อนน้อยที่สุด ไม่ว่าบาทจะแข็งหรืออ่อน เมื่อมีรายได้เป็นดอลลาร์ ก็เก็บไว้ ชำระค่าใช้จ่ายที่เป็นดอลลาร์
ในอนาคต บาทอ่อนเมื่อไหร่ จะแลกมาใช้บ้างก็ไม่เป็นไร .... เหมือนอย่างที่ CP กำลังจะทำอยู่ตอนนี้
หนุ่มเมืองจันทร์ ไม่คิดบ้างหรือ ว่าบาทอาจจะอ่อนไปถึง 50-60 บาทก็ได้ มันเคยเกิดมาแล้ว
วันนั้น ใครเป็นหนี้ดอลลาร์ก็อ่วมอรทัย ไปเหมือนกัน มันเคยเกิดมาแล้ว มิใช่หรือ ?