ควีนอังกฤษทรงเห็นชอบพระราชบัญญัติว่าด้วยการสืบราชสมบัติแห่งปี 2013

เมื่อวานนี้ (25 เมษายน) ร่างกฎหมายว่าด้วยการสืบราชสมบัติโดยให้สิทธิกับลูกคนแรกไม่ว่าจะเป็นเพศใดก็ตามของราชวงศ์อังกฤษได้ผ่านเป็นกฎหมาย ซึ่งมีชื่อเป็นทางการว่า "พระราชบัญญัติว่าด้วยการสืบราชสมบัติ ค.ศ. 2013" (Succession To The Crown Act 2013) หลังจากที่สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตกฎหมายฉบับร่างแล้ว

การเปลี่ยนแปลงบางประการที่เป็นหลักสำคัญของกฎหมายฉบับใหม่นี้ ประกอบด้วย

1. เจ้าหญิงจะทรงมีสิทธิในการสืบราชสมบัติเท่าเทียมกับเจ้าชาย ซึ่งเป็นลักษณะของการให้สิทธิการสืบราชสมบัติแก่ลูกคนแรก โดยไม่เกี่ยงว่าเป็นเพศใด (Absolute Primogeniture) ผู้ที่ประสูติในลำดับแรกจะอยู่ในฐานะ "รัชทายาทโดยตรง" (heir apparent) โดยทันที ก่อนหน้าที่จะมีการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เจ้าหญิงจะเสด็จขึ้นครองราชสมบัติได้ก็ต่อเมื่อไม่ทรงมีพระอนุชา (ดังในรัชสมัยของสมเด็จพระราชินีนาถแห่งอังกฤษทั้งหกพระองค์จนถึงปัจจุบัน) ตามหลักการให้สิทธิการสืบราชสมบัติแก่ลูกชายก่อน (Male Preference Primogeniture) ซึ่งยึดถือเป็นธรรมเนียมประเพณีในอังกฤษมาเป็นเวลานาน ทั้งนี้พระราชบัญญัติว่าด้วยการสืบสันตติวงศ์ ค.ศ. 1701 (Act of Settlement 1701) ไม่ได้กล่าวถึงการสืบราชสมบัติโดยให้สิทธิเจ้าชายก่อนอย่างชัดเจน แต่ในปัจจุบันหากเจ้าหญิงทรงมีพระอนุชาจะยังคงอยู่ในอันดับเดิมของสายลำดับการสืบราชสมบัติ กฎหมายฉบับใหม่นี้มีผลบังคับใช้ย้อนหลังไปถึงผู้ที่เกิดหลังวันที่ 28 ตุลาคม ค.ศ. 2011 (เป็นวันประชุมผู้นำรัฐบาลเครือจักรภพเกี่ยวกับร่างกฎหมายเปลี่ยนแปลงการสืบราชสมบัติ) ลำดับการสืบราชสมบัติในปัจจุบันยังคงไม่เปลี่ยนแปลงไปตามกฎหมายฉบับใหม่

2. สมาชิกในพระราชวงศ์สามารถสมรสกับชาวคาทอลิกได้ และจะไม่หมดสิทธิในสายลำดับการสืบราชสมบัติ กฎหมายนี้มีผลบังคับใช้ย้อนหลังและสมาชิกในพระราชวงศ์ที่ได้สมรสกับชาวคาทอลิกไปก่อนหน้านี้จะได้กลับคืนสู่ลำดับการสืบราชสมบัติเช่นเดิม นั่นหมายถึง เอิร์ลแห่งเซนต์แอนดรูว์ (พระโอรสในเจ้าฟ้าชายเอ็ดเวิร์ด ดยุคแห่งเคนต์) เจ้าชายไมเคิลแห่งเคนต์ สมเด็จพระราชาธิบดีไมเคิลแห่งโรมาเนีย และเจ้าฟ้าชายอเล็กซานเดอร์ มกุฎราชกุมารแห่งยูโกสลาเวีย จะกลับเข้ามามีสิทธิในการสืบราชบัลลังก์แห่งอังกฤษอีกครั้ง ส่วนข้อห้ามสำคัญที่ยังคงมีผลบังคับใช้อยู่จนถึงทุกวันนี้คือ พระประมุขแห่งอังกฤษจะต้องไม่นับถือนิกายโรมันคาทอลิกเป็นอันขาด แต่สามารถอภิเษกสมรสกับชาวคาทอลิกได้

3. สายพระโลหิตในสมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 2 ไม่จำเป็นต้องขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเพื่อสมรสจากสมเด็จพระราชินีนาถอีกต่อไป (ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการอภิเษกสมรสของพระราชวงศ์ ค.ศ. 1772) เนื่องจากในปัจจุบันมีสายพระโลหิตจำนวนมากซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องใกล้ชิดกับพระประมุขแห่งอังกฤษ และบุคคลที่เข้าพิธีแต่งงานไม่ทราบว่าการสมรสของตนเองเป็นโมฆะโดยอัตโนมัติเนื่องจากไม่ได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต (เป็นเพราะว่าไม่รู้เรื่องนี้)

4. บุคคลในหกอันดับแรกของสายลำดับการสืบราชสมบัติต้องขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตจากสมเด็จพระราชินีนาถเพื่อสมรส หากไม่ได้รับพระบรมราชานุญาต บุคคลนั้นจะต้องหมดสิทธิการสืบราชสมบัติโดยทันที ในปัจจุบัน ณ เดือนเมษายน ผู้ที่อยู่ในหกอันดับแรก ได้แก่ เจ้าชายแห่งเวลส์ (เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์) ดยุคแห่งเคมบริดจ์ (เจ้าฟ้าชายวิลเลี่ยม) เจ้าฟ้าชายแฮร์รี่แห่งเวลส์ ดยุคแห่งยอร์ค (เจ้าฟ้าชายแอนดรูว์) เจ้าฟ้าหญิงเบียทริซแห่งยอร์ค และเจ้าฟ้าหญิงยูจีนีแห่งยอร์ค แต่พระองค์ทรงตกไปอยู่ในลำดับที่เจ็ดเมื่อดัชเชสแห่งเคมบริดจ์มีพระประสูติกาลในกลางเดือนกรกฎาคม

พระราชบัญญัติว่าด้วยการสืบราชสมบัติ ค.ศ. 2013 ยังหมายถึงว่าหากดยุคและดัชเชสแห่งเคมบริดจ์ทรงมีพระธิดาในกลางเดือนกรกฎาคมนนี้ ลำดับการสืบราชสมบัติก็จะไม่เปลี่ยนแปลงเมื่อทรงมีพระอนุชา เท่ากับว่าพระโอรส/พระธิดาพระองค์แรกของทั้งสองพระองค์ต่อไปจะเป็นกษัตริย์หรือพระราชินีนาถของประเทศอังกฤษในอนาคตอย่างแน่นอน แม้ว่าพระราชบัญญัติฉบับนี้จะผ่านเป็นกฎหมายแล้ว แต่วรรคต่างๆ ในตัวบทกฎหมายจะมีผลบังคับใช้เมื่อประธานสภาตัดสินแล้ว (ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อดินแดนอื่นๆ ในเครือจักรภพได้ผ่านกฎหมายการสืบราชสมบัติเรียบร้อยแล้วด้วย) ทั้งนี้ก่อนหน้าที่พระราชบัญญัติดังกล่าวจะเกิดขึ้นนั้นได้รับความเห็นชอบในหลักการให้จัดทำเป็นพระราชบัญญัติเมื่อครั้งมีการประชุมผู้นำรัฐบาลแห่งเครือจักรภพ โดยมีสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 เสด็จพระราชดำเนินไปเป็นประธานการประชุม เมื่อเดือนตุลาคม ค.ศ. 2011 ณ เมืองเพิร์ธ ประเทศออสเตรเลีย

สหราชอาณาจัการนับเป็นประเทศในทวีปยุโรปลำดับที่เจ็ดที่ให้สิทธิการสืบราชสมบัติเท่าเทียมกันไม่ว่าชายหรือหญิง ต่อจากสวีเดน เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ เบลเยียม เดนมาร์ก และลักเซ็มเบิร์ก แม้ว่าจะมีการหารือเรื่องการเปลี่ยนแปลงกฎหมายการสืบราชสมบัติในสเปน แต่ก็ยังไม่มีร่างกฎหมายใดผ่านเข้าไปยังรัฐสภา เจ้าชายและเจ้าหญิงแห่งอัสตูเรียสเป็นพระบิดาและพระมารดาของพระธิดาสองพระองค์คือ เจ้าหญิงเลโอนอร์ และเจ้าหญิงโซเฟีย

ที่มา:
1. http://royalmusingsblogspotcom.blogspot.com/2013/04/succession-to-crown-act-is-law.html
2. http://www.royalcentral.co.uk/politics/succession-to-the-crown-bill-becomes-law-6192
3. http://www.bbc.co.uk/news/uk-22300293

แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่