ถามเรื่องการเจริญสติครับ

ก่อนอื่นขอเล่าประวัติโดยย่อสักเล็กน้อยนะครับ

ผมเริ่มฝึกเจริญสติในชีวิตประจำมาได้ประมาณ 1 สัปดาห์กว่าแล้ว พบว่าสุขภาพจิตและการทำงานดีขึ้นอย่างมาก

แต่ในระหว่างการเจริญสติ ก็เกิดความสงสัยขึ้นมาครับว่า

1. หากผมต้องทำงานที่ใช้ความคิด เช่น แต่งนิยาย ใช้จินตนาการ ตรงส่วนนี้จะเจริญสติได้หรือไม่ครับ
เท่าที่พยายามค้นคว้าจากหนังสือ และในอินเตอร์เน็ท หลายท่านจะตอบว่าหากทำการคิด จะเป็นส่วนที่เป็นสมาธิแทน

2. ในกรณีที่ผมเดินอยู่ ผมพยายามรู้ตัวในแต่ละย่างก้าว แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า เมื่อใดผมจะเปลี่ยนจุดเฝ้าสังเกตจากฝีเท้ามาเป็นส่วนอื่นได้ เช่นบางทีขณะที่เดิน เราก็อาจจะหันซ้ายแลขวา ซึ่งถ้าหากผมรู้ตัวว่าหันซ้ายแลขวา การมีสติอยู่ที่การก้าวเท้าก็จะลดลง เลยเกิดความสงสัยว่า จริงๆ แล้วควรทำเช่นไรครับ

3. ข้อนี้คล้ายกับข้อ 2 ครับ คือสมมติหากผมกำลังก้าวเดินอยู่นั้น แล้วจู่ๆ มีความโกรธเกิดขึ้น ผมควรจะเปลี่ยนจากการสังเกตการก้าวเท้ามาสังเกตอารมณ์แทนหรือไม่ครับ หรือเราสามารถทำสองอย่างไปพร้อมกันได้ครับ

ขอบพระคุณล่วงหน้าสำหรับคำตอบครับ
ปล. เนื่องจากผมเป็นบุคคลที่ไม่ได้นับถือศาสนาใดศาสนาหนึ่งเป็นพิเศษ เพียงแต่มีความสนใจในการฝึกเจริญสติเป็นอย่างมาก ดังนั้นคำศัพท์เฉพาะทางพุทธศาสนา ผมอาจจะไม่เข้าใจมากนัก หากเป็นไปได้ อาจจะรบกวนท่านผู้มีจิตใจเมตตาช่วยชี้ทางสว่างโดยใช้คำศัพท์ง่ายๆ ให้พอเห็นทางด้วยนะครับ ขอบพระคุณมากครับ
คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 13
1. หากผมต้องทำงานที่ใช้ความคิด เช่น แต่งนิยาย ใช้จินตนาการ ตรงส่วนนี้จะเจริญสติได้หรือไม่ครับ
เท่าที่พยายามค้นคว้าจากหนังสือ และในอินเตอร์เน็ท หลายท่านจะตอบว่าหากทำการคิด จะเป็นส่วนที่เป็นสมาธิแทน

ใช้จินตนาการ ไม่สามารถเจริญสติได้ครับ เพราะจินตนาการ จัดเป็น ฟุ้งซ่านอย่างหนึ่งแน่นอน
การทำการคิด ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของสมาธิ เพราะคิด กับ สมาธิ มีลักษณะที่คนละเรื่องเลย

2. ในกรณีที่ผมเดินอยู่ ผมพยายามรู้ตัวในแต่ละย่างก้าว แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า เมื่อใดผมจะเปลี่ยนจุดเฝ้าสังเกตจากฝีเท้ามาเป็นส่วนอื่นได้ เช่นบางทีขณะที่เดิน เราก็อาจจะหันซ้ายแลขวา ซึ่งถ้าหากผมรู้ตัวว่าหันซ้ายแลขวา การมีสติอยู่ที่การก้าวเท้าก็จะลดลง เลยเกิดความสงสัยว่า จริงๆ แล้วควรทำเช่นไรครับ

เปลี่ยนได้ครับ เอาหลักการง่ายๆไปใช้ดีกว่า อย่าหาว่าผมสอน ให้ถือว่าแชร์ประสบการณ์
ให้รู้สภาวะที่ชัดเจนที่ปรากฏ หมายถึง อะไรปรากฎชัด ก็รู้ตรงนั้น ไม่จำต้องอยู่ที่อาการหรือสภาวะเดียว
เช่น กำลังรู้อยุ่ บังเอิญมีเสียงดัง ให้รู้ที่เสียงนั้น ก็ได้  เมื่อเดินอยู่ รู้ที่อาการเคลื่อนไปของกายก็ได้
ไม่จำต้องรู้อยุ่ที่เท้าเท่านั้น

3. ข้อนี้คล้ายกับข้อ 2 ครับ คือสมมติหากผมกำลังก้าวเดินอยู่นั้น แล้วจู่ๆ มีความโกรธเกิดขึ้น ผมควรจะเปลี่ยนจากการสังเกตการก้าวเท้ามาสังเกตอารมณ์แทนหรือไม่ครับ หรือเราสามารถทำสองอย่างไปพร้อมกันได้ครับ

จิตรับอารมณ์ได้ทีละหนึ่งเท่านั้น ที่เหมือนรับได้พร้อมกันหลายๆทาง แท้จริงจิตสลับไปรับรู้ ด้วยความไว จึงเหมือนพร้อมกัน
ถ้าความโกรธชัดเจน ให้รู้ที่ความโกรธนั้นก็ได้ครับ เมื่อความโกรธจางลง กับมาที่อื่นที่ชัดเจนต่อไป

ขอบพระคุณล่วงหน้าสำหรับคำตอบครับปล. เนื่องจากผมเป็นบุคคลที่ไม่ได้นับถือศาสนาใดศาสนาหนึ่งเป็นพิเศษ เพียงแต่มีความสนใจในการฝึกเจริญสติเป็นอย่างมาก ดังนั้นคำศัพท์เฉพาะทางพุทธศาสนา ผมอาจจะไม่เข้าใจมากนัก หากเป็นไปได้ อาจจะรบกวนท่านผู้มีจิตใจเมตตาช่วยชี้ทางสว่างโดยใช้คำศัพท์ง่ายๆ ให้พอเห็นทางด้วยนะครับ ขอบพระคุณมากครับ

การเจริญสติไม่จำกัดด้วยศาสนา ทำให้ถูกต้องตามหลักและวิธีการ ก็ย่อมได้ผลเหมือนกัน

ปล.ที่ให้รุ้อารมณ์หรือสภาวะที่ชัดเจน เพราะ จิตจะไม่เสียสมาธิง่าย และจะไม่มีความสงสัยจนเสียสมาธิและสติไป
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่