ข้อสังเกต เรื่องเศรษฐีอเมริกันสูญเงิน 9.5 พันล้านจากทองแค่วันเดียว กับสถานการ์ทองปัจจุบัน

จากข่าว"ทองคำทำพิษ! เศรษฐีดังมะกัน “จอห์น พอลสัน” สูญเงิน 9.5 พันล้านในวันเดียว หลังเก็งกำไรทองพลาด"
http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9560000045116
ฟังดูแล้วน่าใจหาย น่ากลัวจนไม่อยากลงทุนในทองอีกต่อไป แต่ลองคิดดูว่า การลงทุนทองของเขาเป็นแค่ส่วนหนึ่ง
จากทรัพย์สินมากมายที่ตัวเองและครอบครัวมีอยู่ โอกาศพลาดครั้งนี้เป็นอะไรที่เหนือความคาดหมายที่เกิดขึ้นได้
แต่มันจะไม่ทำให้เราถึงตาย ถ้าจำนวนการลงทุนจำกัดความเสี่ยงไว้แล้ว ในปริมาณที่รับได้ ตามสูตรที่ว่า
การลงทุนทองควรเป็นส่วนเล็กๆในพอร์ตการลงทุนที่หลากหลาย เช่นเดียวกัน พวกเราที่มีทรัพย์สินไม่มากเท่าพวกเศรษฐี
แต่ถ้าถือสัดส่วนแบ่งลงทุนในทองไม่เกินตัว ทองก็ไม่ต่างจากทรัพย์สินอื่นที่เสี่ยงจะร่วงเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ไม่ใช่ทั้งหมดของพอร์ต

โดยส่วนตัวแล้ว การมีทองเก็บไว้ไม่ได้ทำให้พอร์ตดูสวยงามในเหตุการณ์ปกติ แต่ในยามที่เกิดเหตุการณ์ผิดปกติ
ที่ทำให้ตลาดหุ้นลัมระเนระนาด ทั่วโลกกำลังปั่นป่วนด้วยสงคราม เศรษฐกิจล่มสลาย ฯลฯ ทองน่าจะสามารถขึ้นมาช่วยพยุงพอร์ตอื่นๆไว้

เช่นเดียวกับ commodity อื่นๆ ทองมีอยู่จำกัด และราคาตำ่สุดของมันก็คือราคาต้นทุน มันอาจจะไม่ให้ปันผล(นอกจากบางกองทุน)
แต่มันก็ไม่สามารถล้มละลายได้เหมือนบางบริษัท การเหวี่ยงขึ้นลงแรงของมันอาจเกิดจากอารมณ์ของนักลงทุนทั่วโลกและกองทุนใหญ่ๆ
แต่มันก็ขึ้นลงอยู่ในกรอบใหญ่ๆกรอบหนึ่งมานาน ถ้าดูราคาในช่วง 4-5 ปีที่ผู้คนนิยมเข้ามาเก็งกำไรกันมากๆ

ทอง มีราคาในแง่จิตวิทยาและความรู้สึกของคนทั่วโลก ดังนั้นคำพูดที่ว่า "ทอง จะไม่มีราคาอีกต่อไปและอาจกลายเป็นเศษโลหะสักวัน"
อาจจะต้องสำรวจกันก่อนว่าในทัศนคติของคนทั่วไป รู้สึกใส่สร้อยทองแล้วเหมือนใส่หินหรือปล่าว สามารถถอดทิ้งหรือโดนขโมยแล้วเฉยๆหรือปล่าว
เราอาจจะหาจุดสูงสุดและตำ่สุดของทองที่สมเหตุสมผลไม่ได้  แต่โอกาสที่ทองจะไร้ค่า หรือลดค่าลงเท่ากับเศษเหล็กนั้น น่าจะยากอยู่

มันขึ้นอยู่กับว่า เราได้ตัดสินใจซื้อเก็บสะสมมูลค่าสินค้าตอนไหน และสามารถถือมันไว้ในระยะเวลานานแค่ไหน เพื่อรอจังหวะการทำกำไร
ดังนั้นการลงทุนทองที่รับความเสี่ยงได้ และไม่ทำให้เครียด คือจำกัดความเสี่ยงไว้แล้วที่ วงเงินลงทุนที่เป็นเงินเย็น หรือเป็นแค่ส่วนหนึ่งในพอร์ต และการยืดระยะเวลาลงทุนให้มีเวลามากพอที่จะพิจารณาการปรับปรุงเงินลงทุนที่ทำผิดพลาดไปได้

เช่น เมื่อถึงคราวที่ราคาตกลงอย่างมาก
คนที่ซื้อไว้เพียงส่วนหนึ่งตอนราคาสูง ก็จะถือเป็นโอกาสหาจังหวะตอนราคากลับตัวขึ้นมาเพื่อถัวเฉลี่ยเรื่อยๆ จนราคาต้นทุนลดลง
ต่างจากคนที่ลงทุนครั้งเดียวจนหมดและเก็งว่าจะได้กำไร แต่เมื่อผิดทางก็ไม่สามารถแก้ไขต้นทุนได้อีกเพราะเงินหมดพร้อมๆกับติดดอย

ถ้าถามว่า ราคาทองขึ้นอีกได้หรือไม่ ก็เป็นไปได้ เพราะเมื่อสินค้า On Sale แบบนี้ มีหรือที่ผู้คนจะไม่เข้ามามุงซื้อเก็บ จนทำให้ราคาขยับกลับขึ้นไปอีก
ถ้าถามว่า ราคาทองจะลงได้อีกหรือไม่ ก็เป็นไปได้ เพราะปัจจัยแย่ๆหลายอย่างรุมเร้ามากมาย แต่จะลงไปได้ถึงแค่ไหน ก็แทบเป็นไปไม่ได้ที่จะเหลือเท่ากับเศษเหล็ก

ตัวแปรที่น่าสนใจ น่าจะเป็น"ระยะเวลา"ที่จะให้คำตอบต่อสถานการณ์หนึ่งไปยังอีกสถานการณ์หนึ่ง การลงทุน ณ ราคาหนึ่ง ไม่ได้ให้ผลถูกหรือผิด ทันที จนกว่าเวลาที่ผ่านไปนั้น เราจะทำอะไรกับมัน ให้เกิดผล ณ อีกจุดหนึ่ง

เหตุการณ์ไม่คาดฝันนั้นสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ และเป็นสิ่งนอกเหนือการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ กราฟทางเทคนิคต่างๆ ที่มักใช้ในการประเมินในสถานการณ์ทั่วไป คำถามน่าจะเป็น เมื่อเกิดสถานการณ์แปลกๆไปแล้ว ทุกอย่างจะกลับเข้าสู่สถานการณ์ปกติอย่างไร และเราจะวางแผนการลงทุนอย่างไร

อันที่จริงสถานการณ์แปลกๆแบบนี้ ใช่ว่าจะเคยไม่เกิดขึ้น การที่จู่ๆทองก็พุ่งพรวดไปที่ราคาสูงๆอย่างนึกไม่ถึงก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว แต่มันไม่ทำให้ผู้คนตื่นกลัวว่า ทำไมมันขึ้นสูงเกินจนแปลกๆ ทำไมตอนนั้นเราไม่กลัวว่ามันจะขึ้นไปจนสุดตรงไหนไม่รู้บ้างล่ะ อาจเป็นเพราะเรามีความรู้สึกร่วมบางอย่างเรื่องราคาสูงสุด-ต่ำอยู่แล้วในใจ ก็เป็นได้

นี่อาจเป็นลักษณะบางอย่างของทอง ที่มีความรู้สึกของผู้คนรวมทั้งโลกรวมอยู่ด้วย ต่างจากสินทรัพย์อื่น ที่การเข้าถึงข้อมูลของคนทั่วไปดูเป็นเรื่องยาก
บางที...นอกจากการวิเคราะห์พื้นฐาน ปัจจัยทางเศรษฐกิจ กราฟเทคนิค อินดิเคเตอร์ต่างๆ เราอาจค้นหาราคาที่เหมาะสมของทอง ได้จากการหันไปถามคนข้างๆว่า "คุณคิดว่าราคาทองที่เหมาะสมควรจะเป็นที่เท่าไหร่ ถึงเท่าไหร่?"

เม่าติดดอย
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่