ถึงคิว'หุ้น'ผงาด'ทอง'หมดเสน่ห์

กระทู้สนทนา
ถึงคิว 'หุ้น' ผงาด 'ทอง' หมดเสน่ห์ เตือนแมลงเม่าลงทุนพอเพียงอย่าโลภ : อนัญชนา สาระคู ... รายงาน

                             การลงทุนที่คนไทยส่วนใหญ่ให้ความสนใจคงหนีไม่พ้น “หุ้น” กับ “ทอง” ซึ่งสถานการณ์ในขณะนี้ พบว่า ตลาดหุ้นกำลังเป็นขาขึ้นอย่างร้อนแรง สวนทางกับราคาทองคำที่ผันผวนในทิศทางขาลง อย่างไรก็ตาม มีขึ้นได้ก็ย่อมมีโอกาสลงได้เช่นกัน โดยแนวโน้มของราคาหุ้นและราคาทองจะเป็นอย่างไรต่อไป ผู้เชี่ยวชาญในวงการลงทุนมีคำตอบ…

ทุนนอกทะลักแรงส่งหุ้นวิ่งต่อ

                             หลังจากดัชนีราคาหุ้นปิด ณ สิ้นปี 2555 ที่ระดับ 1,391.93 จุด เพิ่มขึ้น 366.61 จุด จากดัชนีปิดเมื่อสิ้นปี 2554 หรือเพิ่มขึ้น 35.76% ทำให้หลายฝ่ายมองว่าราคาหุ้นไม่น่าจะไปไกลได้มากกว่านี้นัก จะเห็นได้จากบทวิเคราะห์ของบรรดาโบรกเกอร์ส่วนใหญ่ให้เป้าหมายดัชนีปีนี้น่าจะอยู่ที่ระดับ 1,470 จุด แต่แล้วตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ดัชนียังสามารถทะยานขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง จนล่าสุดได้ปรับตัวขึ้นมาแล้วกว่า 10%

                       นอกจากนี้ แม้ว่าสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จะออกมาส่งสัญญาณเตือนนักลงทุนรายย่อย โดยเฉพาะกลุ่มนักลงทุนหน้าใหม่ ที่ต้องใช้ความระมัดระวังในการลงทุนในยามที่ตลาดหุ้นร้อนแรง เนื่องจากพบว่ามีหุ้นจำนวนหนึ่งมีลักษณะฟองสบู่ เพราะมีการเก็งกำไรสูง แต่สถานการณ์ความร้อนแรงก็ดูจะยังไม่บรรเทาลง และพบว่ามีการกระจายลงทุนไปในหุ้นใหญ่ที่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับบ้างแล้ว

                       นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ กล่าวว่า หลังจากตลาดหลักทรัพย์ออกมาตรการเตือนการลงทุนในตลาดหุ้น ล่าสุดพบว่าเริ่มมีการขยับเข้าไปในหุ้นขนาดใหญ่บ้างแล้ว และลดในส่วนหุ้นเก็งกำไรลง โดยภาพรวมของตลาดหุ้นไทยขณะนี้ แม้จะดัชนีจะปรับขึ้นสูงต่อเนื่อง แต่ก็ยังไม่ถึงระดับเสี่ยงหรือที่เรียกว่าฟองสบู่ จะมีก็แต่ในหุ้นขนาดเล็กซึ่งไม่มีพื้นฐานรองรับเท่านั้น นักลงทุนจึงควรหลีกเลี่ยงเข้าซื้อขายในหุ้นลักษณะดังกล่าว แต่หากต้องการลงทุน ก็ควรซื้อหุ้นที่มีพื้นฐานจริงๆ รองรับ โดยสามารถเข้าศึกษาหุ้นพื้นฐานจากบทวิเคราะห์ของโบรกเกอร์ต่างๆ แบ่งกระจายการลงทุน ไม่ควรทุ่มลงทุนอยู่ในหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง เพราะอาจจะเกิดความเสี่ยงหากราคาตกลงมา และควรที่จะกระจายลงทุนหุ้นในหลากหลายธุรกิจ

                       ทั้งนี้ ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ดัชนีปรับขึ้นมากว่า 10% แล้ว แต่ก็ดูเหมือนว่าทิศทางของตลาดยังคงมีแรงส่งอยู่ ด้วยปัจจัยจากนโยบายทางเศรษฐกิจของสหรัฐ และยุโรป อย่างเช่น มาตรการคิวอี ที่สหรัฐเพิ่มปริมาณเงินเข้ามาในระบบ ทำให้มีเงินจำนวนมากพร้อมที่จะเข้าไปลงทุนในที่ต่างๆ ประกอบกับเศรษฐกิจไทยมีความแข็งแรง จะพบว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) เติบโตจากการฟื้นตัวหลังน้ำท่วมใหญ่ และเป็นการเติบโตจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ส่งผลดีต่อผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนให้ดูดี ซึ่งจากปัจจัยที่ว่า ทำให้ประเทศไทยเป็นเป้าหมายของการลงทุนจากเงินที่พร้อมจะไหลเข้ามาลงทุนจำนวนมาก

                       “เมื่อเศรษฐกิจไทยดี บวกกับส่วนต่างดอกเบี้ย ทำให้มีเงินไหลเข้ามา และเงินบาทแข็งค่า ยิ่งทำให้หุ้นดูมีเสน่ห์ น่าลงทุน ซึ่งกระแสนี้ยังคงมีอยู่ต่อเนื่องด้วยนโยบายทางเศรษฐกิจของสหรัฐ ที่จะยังคงใช้มาตรการคิวอีต่อไป ส่วนญี่ปุ่นก็จะเน้นมาตรการผ่อนคลายทางการเงิน” นายสมบัติ กล่าว

                       ส่วนกระแสนี้จะยาวไกลแค่ไหน ทางสมาคมกำลังสำรวจความเห็นจากสำนักวิเคราะห์ต่างๆ ซึ่งก็พบว่าหลายสำนักเริ่มมีการปรับประมาณการกันบ้างแล้ว ทั้งประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียน รวมถึงตัวเลขอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งปรับไปในทิศทางที่สูงขึ้น ส่วนเป้าหมายดัชนีในปี 2556 นั้น เมื่อปลายปีที่ผ่านมา คาดการณ์เป้าหมายปีนี้ไว้ที่ระดับ 1,471 จุด และต้นปีนี้ก็ปรับขึ้นมาเป็น 1,537 จุด แต่ขณะนี้ดัชนีหุ้นก็เกินเป้าหมายที่คาดการณ์กันไว้แล้ว

                       อย่างไรก็ตาม นายสมบัติกล่าวว่า การปรับตัวขึ้นของดัชนีหุ้นไทยนั้น หากขึ้นมาถึงระดับ 1,600 จุด มองว่าเป็นมูลค่าที่ค่อนข้างตึงตัวแล้ว เนื่องจากค่าพี/อี ของตลาดในปัจจุบันที่ระดับ 14.5 เท่า ก็ถือเป็นการคำนวณจากผลกำไรของบริษัทจดทะเบียนในปี 2556 แล้ว แต่ก็มีโอกาสที่จะได้เห็นดัชนีในระดับดังกล่าวได้หากดัชนีปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว


เตือนนักลงทุนอย่าหวังกำไรสูง

                   นายสุกิจ อุดมสิริกุล กรรมการผู้จัดการดูแลสายงานวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การปรับตัวสูงขึ้นของตลาดหุ้นทั่วโลกนั้น เกิดจากสภาพคล่องทางการเงินของสหรัฐ และการที่ญี่ปุ่นใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงิน ซึ่งทำให้มองว่าหุ้นยังมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นได้อีก แต่การขึ้นในลักษณะอย่างรวดเร็วก็จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ซึ่งนักลงทุนต้องใกล้ชิดและติดตามตลอดเวลา พลาดไม่ได้

                       ทั้งนี้ เมื่อเทียบปัจจัยพื้นฐานของไทยในปี 2556 กับดัชนีที่ปรับสูงขึ้นมาขณะนี้แล้ว ดูค่อนข้างร้อนแรง แต่ปัจจัยพื้นฐานของไทยเองก็มีจุดดึงดูดที่ทำให้ตลาดน่าสนใจ ก็คือการลงทุนของภาครัฐ ทำให้นักลงทุนมั่นใจว่าไทยมีปัจจัยพื้นฐานการเติบโตรองรับ ภาพการลงทุนยังดีดูดี ทำให้ดัชนีมีโอกาสปรับขึ้นต่อไปได้อีก และขณะนี้ทางบริษัทอยู่ระหว่างการรวบรวมตัวเลข โดยพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐานของบริษัท และเป้าหมายเป็นหลัก ซึ่งอยู่ระหว่างการทบทวนตัวเลขสำหรับ 12 เดือนข้างหน้า

                       สำหรับดัชนีหุ้นไทย เดิมทางบริษัทประเมินไว้ที่ 1,450 จุด และเมื่อต้นปีก็ได้ปรับเป้าหมายใหม่เป็น 1,550 จุด แต่ขณะนี้ดัชนีหุ้นไทยก็ผ่านเป้าหมายที่กำหนดไว้แล้ว แต่ก็ยังมองว่าในภาพรวมแล้วยังไม่ถึงระดับที่น่าเป็นห่วง หรือเกิดฟองสบู่ แต่ก็ถือว่าเป็นราคาที่แพงแล้ว ส่วนจะมีโอกาสได้เห็นดัชนีไปถึงระดับ 1,700 จุดหรือไม่นั้น มองว่ามีโอกาส หากสหรัฐและญี่ปุ่นยังอัดฉีดสภาพคล่องต่อไป เนื่องจากตลาดในขณะนี้ยังมีแรงส่งจากสภาพคล่องทางการเงินที่ทำให้ไปต่อได้

                       "นักลงทุนหน้าเก่าที่มีการลงทุนในหุ้นที่มีต้นทุนต่ำอยู่แล้วนั้น ผมไม่ห่วงนัก แต่สำหรับนักลงทุนหน้าใหม่ที่เห็นตลาดหุ้นปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องและหวังโอกาสในการทำกำไรจากตลาดหุ้น จึงได้เข้ามาซื้อขายหุ้นก็อยากจะแนะนำให้ใช้ความระมัดระวัง ซึ่งการจะเข้าลงทุนในช่วงนี้ต้องไม่ใช่ลักษณะของการเข้าลงทุน แต่การจะเลือกซื้อหุ้นควรรู้จักหุ้นปันผลก่อน หรือถ้าจะให้ดีลงทุนในหุ้นที่มีสภาพคล่องสูง และไม่ควรที่จะหวังผลกำไรในระดับที่สูงนัก" นายสุกิจกล่าว

เงินโยกเข้าหุ้นตลาดทองคำป่วน

                    ขณะเดียวกัน การลงทุนในตลาดทองคำขณะนี้ดูจะมีความผันผวน และมีการตั้งข้อสังเกตว่า การที่ราคาทองปรับสูงขึ้นมาต่อเนื่องหลายปีนั้น จะถึงเวลาขาลงของราคาทองคำแล้วหรือไม่ โดยในมุมมองของนายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ มองว่า ในปีนี้ยังไม่ใช่ขาลงของทองคำ แต่ราคาจะเคลื่อนไหวผันผวน ส่วนความเคลื่อนไหวในขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับฐาน ซึ่งราคาจะผันผวนเช่นนี้ต่อไปอีกระยะหนึ่งเพื่อหาทิศทาง และเชื่อว่าจะยังไม่ลดลงหนักเกินไป และโอกาสจะทำสถิติสูงสุดใหม่ก็ยังมี

                       อย่างไรก็ตาม ตลาดที่เกิดการเก็งกำไรสูงเช่นนี้ ทำให้ค่อนข้างประเมินได้ยาก โดยในปีนี้โอกาสราคาทองคำจะลดลงไปต่ำกว่า 1,500 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ มีโอกาสน้อย แต่ปีหน้าระดับราคาที่ 1,400 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ น่าจะได้เห็น จึงไม่แนะนำให้นักลงทุนถือระยะยาว ซึ่งการที่มองว่าราคาทองคำในปีหน้ามีโอกาสลดลง เนื่องจากทิศทางของเศรษฐกิจสหรัฐน่าจะฟื้นตัวดีขึ้นชัดเจน

                       ด้านนางพวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ รองประธานกรรมการ บริษัทวายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวว่า ภาพรวมของทองคำในขณะนี้มองว่าเป็นลักษณะของ ไซด์ เวย์ ดาวน์ จากเทคนิคที่มองไปในทิศทางขาลง แต่หากราคาขึ้นไปยืนเหนือระดับ 1,620 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ได้ ราคาก็จะกลับขึ้นต่อไปได้ แต่หากราคาหลุดที่ระดับ 1,527 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ มีโอกาสจะลงแรงได้อีก 100 ดอลลาร์ เพื่อการปรับฐานและหาฐานใหม่

                       นอกจากนี้พบว่า ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา กองทุนเอสพีดีอาร์ ซึ่งเป็นกองทุนที่ลงทุนในทองคำแห่งที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก พบว่ามีการขายทองคำออกมาต่อเนื่อง ซึ่ง 2 เดือนที่ผ่านมาขายออกมาแล้ว 96 ตัน ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ขณะที่ จอร์จ โซรอส พ่อมดทางการเงิน ซึ่งเมื่อไตรมาส 3 ปีที่แล้วประกาศว่าได้เข้าซื้อทองเต็มตัว แต่พอตอนถอนตัวออกก็ไม่ได้ประกาศบอกใคร ส่วนอีกปัจจัยที่ทำให้ดีมานด์ทองคำลดลงไป คือ การปรับขึ้นภาษีนำเข้าทองคำของอินเดีย แต่ก็ยังพบว่าในช่วงขาลงนี้ยังมีแรงซื้อเข้ามาจากธนาคารกลางของบางประเทศเช่น รัสเซีย และจีน

                       “ตลาดอาจจะไม่บูมไปถึงระดับ 1,900 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่จะได้เห็น 1,700 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ แต่หลายค่ายก็ยังมองไปที่ระดับ 1,800 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ แต่เราก็มองว่า หากหลุดระดับต่ำสุดของปีที่แล้วที่ 1,527 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ก็จะลงลึกไปอีก 100 ดอลลาร์ได้ ดังนั้นแนะนำสำหรับนักลงทุนว่า ในระยะสั้นให้เข้าไวออกไว และไม่แนะให้ถือลงทุนระยะยาว”

                       ส่วนตลาดทองคำจะมีสัญญาณขาลงหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับนโยบายดอกเบี้ยของสหรัฐ หากมีการปรับขึ้นแสดงว่าเศรษฐกิจเริ่มขยายตัวดี แต่ตราบใดที่สหรัฐยังคงใช้มาตรการคิวอี ทำให้มีเงินเฟ้อนอกระบบอยู่มาก จึงมีการนำเงินไปลงทุนในตลาดตราสารหนี้ และตราสารทุน และเมื่อมีการลงทุนในตลาดทุน และได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่า ก็จะทำให้ตลาดทองคำมีความน่าสนใจน้อยลง อย่างไรก็ตาม เมื่อราคาทองลดต่ำลงไปก็อาจจะดีดตัวกลับขึ้นได้จากการเข้าไปรับซื้อ เพราะอย่างไรเสียนักลงทุนยังมองว่า ทองคำ เป็นแหล่งลงทุนที่มีความปลอดภัย

แนะเกาะติดกองทุนเอสพีดีอาร์

                        ด้าน ณัฐพงษ์ หิรัณยศิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัทเอ็มทีเอส โกลด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด กล่าวว่า มองภาพรวมของตลาดค้าทองคำปีนี้ยังเป็นลบ โดยมีปัจจัยหลายเรื่องที่ส่งผลต่อราคาทองคำ คือ 1.การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ จะเห็นได้จากการปรับตัวสูงขึ้นของตลาดดาวโจนส์ ทำให้ตลาดุห้นมีความน่าสนใจลงทุนมากกว่าตลาดทองคำ และ 2.พบว่าตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา กองทุนเอสพีดีอาร์ ติดลบ โดยมีการเทขายออกมาตลอดเกือบ 100 ตันแล้ว ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่ามีคนขายมากกว่าซื้อ

                       อย่างไรก็ตาม ปัจจัยพื้นฐานของทองคำยังมีความน่าสนใจ แต่เพราะว่ามีสิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ การลงทุนในหุ้น แต่ถ้าในภาพของรวมของเศรษฐกิจสหรัฐยังคงใช้มาตรการคิวอี และยังมีการอัดเม็ดเงินเข้ามาในตลาด ราคาทองคำก็มีโอกาสปรับตัวขึ้นได้อีก

                       ล่าสุดราคาทองคำอยู่ระดับประมาณ 1,580 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ หากราคาทองคำต่ำกว่าระดับ 1,600 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ โอกาสที่ราคาจะขึ้นไปสูงๆ ก็ค่อนข้างยาก เพราะมีแนวต้านเยอะ และหากหลุดแนวรับที่ 1,530 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ก็มีโอกาสหลุดระดับ 1,400 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ทั้งนี้ต้องขึ้นกับสภาวะข่าวและภาพรวมตลาด รวมทั้งหากกองทุนเอสพีดีอาร์ ยังคงขายอยู่ ราคาทองคำในตลาดก็มีโอกาสลดลงได้อีก

                       “ขณะนี้ดูเหมือนจะเป็นการเล่นข่าวกันมาก ทั้งข่าวดีและไม่ดี ถ้าข่าวไม่ดีเกิดกับเศรษฐกิจสหรัฐก็อาจจะส่งผลให้ราคาทองคำเด้งขึ้นก็ได้ โดยในปีนี้จะเป็นปีของการเก็งกำไรในทองคำ เน้นเข้าเร็วออกเร็ว ส่วนนักลงทุนรายย่อยทั่วไป การซื้อทองคำเพื่อการลงทุนในระยะยาวยังคงสามารถทำได้ เพราะหากมองในภาพรวมแล้ว พื้นฐานราคาทองคำยังดีอยู่ แต่ต้องรอจังหวะในการช้อนซื้อราว 22,000 บาทต้นๆ แต่การซื้ออย่าซื้อหมดหน้าตัก ขอให้ติดตามสถา
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่