THE TALENT จอมคนจุติสวรรค์พันธุ์นักรบ บทที่ 4 : โทษทัณฑ์ของการกระทำ

กระทู้สนทนา
THE TALENT
จอมคนจุติสวรรค์พันธุ์นักรบ

ศึกแรก ปฐมบทแห่งการพบกันของนักรบผู้ยิ่งใหญ่

บทที่ 4 : โทษทัณฑ์ของการกระทำ


    หากจะนับวันที่ผ่านมาที่หมู่บ้านอันเป็นสถานที่ตั้งของกองกำลังกอบกู้อาณาจักอคาเดีย วันนี้เป็นวันที่เจ็ด ครบหนึ่งสัปดาห์พอดี นอกจากความมืดแล้วเสียงตีระฆังสัญญาณกลางคืนก็ยังเป็นสัญญาณที่บอกเวลาสำหรับผู้คนในค่ายผู้อพยพแห่งนี้ เสียงระฆังดังจากหอกลางค่ายอันเป็นหอที่สูงที่สุด สำหรับเวรยามกล้องส่องทางไกลผู้คอยสอดส่องดูรอบค่าย และเขาจะเป็นผู้ตีระฆังสัญญาณต่างๆ ทั้งสัญญาณธรรมดาอย่าง สัญญาณตื่น สัญญาณกลางวัน สัญญาณกลางคืน และบางครั้งก็มีสัญญาณเตือนภัยว่ามีการบุกรุก

    เมื่อมาอยู่ที่กองกำลังนี้ ซาโก้กลับมาโกนเคราให้เกลี้ยงเกลา อย่างน้อยก็เหมือนกับตั้งแต่หนวดเคราขึ้นใหม่ๆ สมัยเรียนที่อาราเมอิสต์ ใบหน้าของซาโก้ตอนนี้ดูสะอาดสะอ้านขึ้นและสุขภาพดีขึ้น เมื่อเขามาถึงที่นี่วันแรกๆ มิเชล่า ทักว่าใต้ตาเขาคล้ำ โหลลึก เหมือนคนอดหลับอดนอน เพราะงานกรรมกรที่ทำงานเป็นกะและกิจกรรมดื่มข้ามวันข้ามคืนที่เขาและเพื่อนทำกันประจำ ทำให้เขาดูเป็นแบบนั้น เมืองที่ไม่มีวันหลับอย่างโดโบร่า ใครๆ ก็ดูอิดโรยได้ทั้งนั้น ส่วนในกองทัพเล็กๆ นี้พอพระอาทิตย์ลับของฟ้าก็มีแต่ความมืด ความเงียบเหงา ไม่ค่อยมีกิจกรรมอะไรให้ทำ อีกทั้งอากาศยังหนาวอย่างบ้าคลั่งจนทุกคนต้องรีบมุดเข้าใต้ผ้าห่มเมื่ออากาศยามค่ำคืนมาเยือน

    อากาศหนาวในยามค่ำคืนที่มืดมิดในคืนเดือนมืด กองทัพพลัดถิ่นตั้งอยู่โดดเดี่ยวกลางธรรมชาติของป่าและทุ่งหญ้า นักรบผู้ไม่ได้เข้าเวรยามเฝ้าระวังภัยนั้นไม่มีสิ่งใดทำก่อนนอนมากเท่าใดนัก ทุกคืนพีคและแดนจะมีกิจกรรมที่พวกเขาชื่นชอบก็คือการนำเครื่องสายที่เรียกว่าซีด้ามาเล่น และก็ร้องเพลงที่ซาโก้เคยได้ยินบ้าง ไม่เคยได้ยินบ้าง ซีด้าเป็นเครื่องดนตรีทำจากไม้เป็นกล่องสี่เหลี่ยมติดกับแท่งไม้ยาวสำหรับขึงสายสี่เส้น ซาโก้เคยเห็นกรรมกรบางคนในโดโบร่าเล่นเครื่องดนตรีประเภทนี้ แต่ในอาณาจักรทูรูสมีความนิยมเล่นเครื่องสายโดเก้ที่เป็นเครื่องดนตรีที่คล้ายๆ กันนี้ แต่มีสายหกเส้น และไม้สำหรับขึงสายนั้นยาวกว่า ตัวสายก็ทำมาจากโลหะ แต่ดูเหมือนกับสายของซีด้าจะทำมาจากเอ็นของสัตว์ ซาโก้สามารถเล่นโดเก้ได้ประมาณหนึ่ง เด็กผู้ชายทุกคนพยายามหัดเล่นโดเก้ทั้งนั้น เพราะคิดว่าน่าจะดูเท่ห์สามารถเล่นดนตรีจีบสาวได้ ในหมู่เพื่อนทั้งกลุ่มของเขา คริสเตียน เจอร์ไรเนอร์ เป็นคนที่เล่นโดเก้ได้เก่ง จนเพื่อนแซวว่าเขาควรจะทำอาชีพนักดนตรีมากกว่านักรบ

    ในขณะที่ศิษย์ทั้งสองนั่งส่งเสียงภาษาดนตรีกันเป็นที่สนุกกันเองอยู่สองคน และซาโก้เข้าไปร่วมวงด้วยบางเพลงที่เขารู้จัก ชายอาวุโสกว่าอย่าง วูฟ แซนเดอร์ เพียงนั่งดื่มและคิดอะไรไปเรื่อยๆ เท่านั้น บางทีเขาก็หัวเราะในท่าทางตลกล้อเลียนของแดน แต่สิ่งที่เขาสนใจคือเครื่องดื่มในแก้วใส แอลกอฮอล์แต่ละประเภทที่เขารินลงแก้วไม่เคยพร่อง ซึ่งซาโก้ได้กลายเป็นเพื่อนดื่มของวูฟไปโดยปริยาย

    “เจ้าสองคนนั้น ไม่ได้อภิรมณ์กับเหล้าเท่ากับข้า เอาแต่เล่นดนตรีจนข้าคิดว่าพวกเขาน่าจะไปเล่นดนตรีหากินแถวเมืองดัสมากกว่านะ หึๆ" วูฟพูดแบบเชิงอารมณ์ขัน
    “เพื่อนข้าคนนึงก็เคยโดนว่าแบบนั้นนะท่าน อันที่จริง ข้าคิดว่าพวกเราน่าจะมีทางเลือกมากกว่าการเกิดมาเป็นนักรบ แต่ถ้าข้าไม่เป็นนักรบคงเป็นกรรมกรแบบเดิมละมั้ง" ซาโก้พูด เขาวางแก้วที่เพิ่งจิบลงบนโต๊ะ แก้วนั้นว่างเปล่าแล้ว
    “เจ้าอย่าคิดอะไรแบบนั้นสิ ข้าว่าเจ้าคงมีพรสวรรค์ในเรื่องอื่น อย่างน้อยก็เหมือนอาจารย์ของเจ้า ท่านโอลิมปัส ท่านก็เก่งในวิชาช่าง เจ้าน่าจะได้รับการสอนมาบ้างนะ" วูฟเทเครื่องดื่มสีใสจากขวดที่เขียนว่า "สุราทูรูสแท้" ของฝากที่เขาซื้อไว้ที่ทูรูสช่วงที่ซาโก้ไปพบเพื่อนของเขาเพื่อส่งข่าว
    “อันที่จริงข้าชื่นชอบการเขียนแบบสำหรับงานช่างมากกว่า คงเป็นอาชีพนายช่างเขียนแบบอะไรแบบนั้น แล้วท่านล่ะท่านวูฟ หากท่านไม่เป็นนักรบท่านจะเป็นอะไร" ซาโก้ถามกลับ
    “เมื่อสมัยข้าอยู่พายลันด์ พวกเราสำนักแซนเดอร์ต้องทำอาชีพอื่นๆ เพื่อเลี้ยงตัวเองด้วย เพราะวิชาต่อสู้ รบราของเราไม่ได้ใช้อะไรในอาณาจักรที่สงบสุขหรอกนะ ข้าได้ไปเป็นนักรบก็เมื่อพลัดไปอยู่อาณาจักรลูเครเซีย แต่เมื่อกลับมาใช้ชีวิตที่พายลันด์ ข้าจึงไปทำงานในเหมือง ให้พอมีเงินเลี้ยงลูกเมียได้" วูฟถอนใจเมื่อพูดถึงเรื่องครอบครัวของเขา ย้อนไปเมื่อร้อยปีก่อน
    “เมื่อพูดถึงชีวิตของท่านแล้ว ข้าสงสัยอยู่อย่าง ทำไมเขาถึงว่าท่านโดนจองจำในภูเขาไฟกัลก็อคกว่าร้อยปีนี่หละ" ซาโก้ถามอย่างใจจดใจจ่อ นั่นเป็นสิ่งที่ตำนานไม่ได้อธิบายอะไรไว้เลย
    “นั่นคือการลงโทษน่ะ ข้าเป็นนักโทษที่พระเป็นเจ้าต้องลงโทษข้าให้สาสม ภูเขาไฟกัลก็อคเป็นคุกที่โหดร้ายที่สุดในโลก สาสมพอจะกักขังนักโทษอุกฉกรรจ์อย่างข้าได้" วูฟพูด เขากระดกเครื่องดื่มจากทูรูสเข้าปาก แล้วพูดเบาๆ ว่า "เฮ้อ....เหล้าทูรูสนี่ดีจริง"
    “เอ่อ ลงโทษ โทษเรื่องอะไรหละท่าน" ซาโก้ยิ่งสงสัย
    “เจ้ารู้เรื่องการฆ่าสังหารล้างเผ่าพันธุ์เมืองดรอยมั้ย" วูฟถามเปรยๆ
    “เคยเรียนมาในวิชาประวัติศาสตร์นะ เขาก็ว่าเมืองนี้เดิมเป็นเมืองกันชนของอาณาจักรกาเดีย แล้วโดนกองทัพลูเครเซียตีแตก" ซาโก้พยายามนึก เขาชอบวิชาประวัติศาสตร์ทั้งๆ ที่หลายคนบอกว่ามันน่าเบื่อ
    “นั่นผู้บอกเล่าประวัติศาสตร์คงปิดบังความจริงมากเกินไป แท้จริงแล้ว... เมืองดรอยนั่น ข้าเพียงผู้เดียวที่บุกไปสังหารพวกนั้นทั้งเมือง"
    เสียงของวูฟนั้นเย็นวาบสู่สันหลังของซาโก้มากทีเดียว ซาโก้มองเข้าไปในดวงตาสีเพลิงที่เจ็บปวดนั้น แต่ดวงตานั้นมั่นคงกระทั่งเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างไม่มีความสั่นไหวของน้ำในตา
    “เอ่อ...ท่าน...”
    “ข้าฆ่าทั้งนักรบและประชาชนธรรมดาที่อยู่ในเมืองนั้น แน่นอน คนแก่ ผู้หญิง และเด็กด้วย"

    ในขณะนั้นพีคและแดนหยุดเล่นดนตรีพอดี ทั้งบ้านพักนั้นจึงเกิดความเงียบ ซาโก้พูดอะไรไม่ออกที่ได้ยินเรื่องราวเหล่านี้ ที่ในตำนานไม่ได้เปิดเผย ผู้อยู่ตรงหน้าซาโก้เป็นชายที่ซาโก้เคยได้ยินเรื่องราวการต่อสู้ของเขากับอสูร เป็นการสู้รบที่มีเกียรติ และเมื่อได้สัมผัสว่าชายผู้นี้มีตัวตนในฐานะมนุษย์จริงๆ มีความเป็นมนุษย์ทุกประการ ไม่ได้เหนือไปกว่ามนุษย์ทั่วไป นอกจากความแข็งแกร่งของชาติพันธ์นักรบ ที่ได้รับการฝึกฝนมา ซาโก้มีความนับถือในตัวเขา แต่เมื่อได้ยินเรื่องความโหดร้ายที่เขาก่อขึ้นในอดีตนั้น เรื่องนี้ยากจะสรรหาคำอะไรมาพูดต่อได้

    “ความอำมหิตในครั้งนั้นของข้าล้วนเป็นบาปกรรมร้ายแรง พระเจ้าผู้สถิตย์แรงกล้าในใจข้าเสมอตั้งแต่จำความได้ ไม่สามารถเปร่งพระสุรเสียงห้ามใจที่มีแต่ความแค้นของข้าได้ เหตุที่ข้าขาดสติเพราะเห็นอาจารย์ของข้าโดนพวกชาวบ้านที่ดรอยแขวนทรมานอยู่กลางลาน ซึ่งนักรบทางนั้นจับตัวเขาได้ในฐานะจอมทัพของลูเครเซีย ข้าไปช่วยเขาไม่ทัน เขาเสียชีวิตด้วยความทรมาน ข้าอาละวาดทำลายเมืองดรอยไปเท่าไหร่ ก็ไม่มีค่าอะไรกับชีวิตของเขา มากไปกว่าการบันดาลโทสะของข้าเอง"

    “เมื่อทุกอย่างสงบลง พระองค์ได้พูดกับข้าว่ามนุษย์ย่อมต้องชดใช้ต่อกรรมที่ตนก่อเสมอ เจ้ารู้ไหมว่าทุกครั้งที่เจ้าทำผิดสิ่งใด  ที่ตามมาคือผลกรรมที่ลงทัณฑ์เจ้าเสมอนั่นแหละ สำหรับข้า บาปนั้นใหญ่หลวงถึงชีวิตของข้า แต่ข้าได้รับชีวิตที่ไม่มีสิ้นสุดจากพระองค์ ข้าจะไม่ตายจนกว่าโลกจะสลาย พระองค์จึงต้องทำการลงทัณฑ์ข้าด้วยวิธีของพระองค์เอง แต่พระองค์ยังให้โอกาสข้าก่อนจะรับโทษอีกหลายปี เมื่ออาณาจักรลูเครเซียล่มสลาย ข้าเดินทางไปที่ต่างๆ ทั่วโลก ในใจของข้ารู้สึกแต่ความผิดบาป ข้าจึงพยายามรับใช้พระองค์ต่อสู้กับอสูรที่เหลืออยู่ ช่วยเหลือมนุษย์ให้มากที่สุด จนข้าพบกับโมเน่ ข้าพานางกลับมาที่พายลันด์ คิดว่าจะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ด้วยกัน แต่พระองค์ก็เรียกข้าไปรับโทษนั้น ระยะเวลาตั้งแต่วันที่เกิดเหตุจนถึงวันที่ข้าต้องเดินทางขึ้นภูเขาไฟกัลก็อคนั้น ครบสิบปีพอดี"

    เมื่อวูฟเล่าเรื่องเหล่านี้น้ำเสียงของเขามั่นคง มือยังยกแก้วเหล้าดื่มเหมือนเล่าเรื่องอะไรที่ปกติมากๆ บางทีซาโก้ก็รู้สึกเกรงกลัวชายในตำนานผู้นี้อยู่ในใจ แต่คำที่วูฟได้กล่าวว่าเป็นพระดำรัสของพระเจ้า มนุษย์ย่อมต้องชดใช้ต่อกรรมที่ตนก่อเสมอ ซาโก้นั้นรู้ดีจากสถานการณ์ของตัวเขาเอง ความผิดที่ก่อและการชดใช้กรรม สิ่งนี้เป็นกฏอันเที่ยงธรรมของโลกที่พระเจ้าหรือสิ่งใดที่อยู่เหนือจากที่ตาเห็นนั้นได้กำหนดมาเพื่อผดุงโลกนี้ไว้


…....................
(มีต่อ)
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่