เกาหลีใต้ยกระดับเตือนภัยขั้นสูงสุด เฝ้าระวังเกาหลีเหนือ

เกาหลีใต้ประกาศยกระดับการเตือนภัยขั้นสูงสุดก่อนถึงระดับการทำสงคราม หลังจากทั้งสหรัฐฯ และเกาหลีใต้มีข้อมูลยืนยันว่าเกาหลีเหนือเตรียมพร้อมระบบขีปนาวุธขั้นสุดท้ายเรียบร้อยแล้วและพร้อมยิงได้ทุกเวลา

กองกำลังร่วมเกาหลีใต้และสหรัฐฯ ประกาศยกระดับการเตือนภัยเป็นขั้นที่ 2 ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดในภาวะปกติ เนื่องจากการเตือนภัยขั้นที่ 1 จะใช้ในภาวะสงครามเท่านั้น ซึ่งการเพิ่มระดับเตือนภัยดังกล่าว จะทำให้กองทัพและหน่วยข่าวกรองทั้งของสองประเทศเฝ้าระวังและสอดแนมความเคลื่อนไหวของเกาหลีเหนืออย่างใกล้ชิดเข้มข้นมากยิ่งขึ้น ขณะที่การรักษาความปลอดภัยในกรุงโซลก็เข้มงวดขึ้นเช่นกัน โดยทางการได้เพิ่มเวรยามเฝ้าระวังรักษาความปลอดภัยสถานทูตและสถานีรถไฟใต้ดินสำคัญอีกถึง 770 จุดทั่วกรุงโซล

ความเคลื่อนไหวของสหรัฐฯและเกาหลีใต้ในครั้งนี้ เป็นปฏิกิริยาสืบเนื่องจากการที่เจ้าหน้าที่ของทั้งสองประเทศได้รับข้อมูลตรงกันว่ารัฐบาลเกาหลีเหนือได้สั่งเติมเชื้อเพลิงขีปนาวุธมูซูดาน ซึ่งเป็นขีปนาวุธพิสัยกลาง มีระยะทำการ 3,000 กิโลเมตร อย่างน้อย 1 ลูก และในขณะนี้ ขีปนาวุธดังกล่าวอยู่ในสภาพพร้อมยิงได้ทันทีตามคำสั่งของนายคิมจองอึน ประธานาธิบดีเกาหลีเหนือ

สำหรับขีปนาวุธมูซูดานลูกนี้ สามารถยิงได้ไกลถึงหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น จีน หรือแม้แต่เกาะกวม ซึ่งเป็นเขตแดนกลางมหาสมุทรแปซิฟิกของสหรัฐฯ ทำให้การเตรียมพร้อมยิงขีปนาวุธของเกาหลีเหนือสร้างความตึงเครียดอย่างหนักในภูมิภาค และทำให้วิกฤติการณ์นิวเคลียร์ในคาบสมุทรเกาหลีเลวร้ายลงอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเกาหลีเหนือจะครอบครองขีปนาวุธมูซูดานตั้งแต่เมื่อปี 2553 แต่ก็ยังไม่เคยทดลองยิงเลยแม้แต่ครั้งเดียว ทำให้มีความเป็นไปได้สูงว่าถึงแม้เกาหลีเหนือจะตัดสินใจยิงขีปนาวุธจริง ก็อาจจะประสบความล้มเหลวได้

ทั้งนี้ ญี่ปุ่น ในฐานะเป็นอีก 1 ประเทศที่อยู่ในขอบเขตพิสัยทำการของขีปนาวุธเกาหลีเหนือ ก็เตรียมพร้อมและยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยและการป้องกันขีปนาวุธขึ้นอีกเช่นกัน โดยความตึงเครียดจากการเฝ้าระวังสงครามในคาบสมุทรเกาหลี ทำให้เกิดความผิดพลาดในการรายงานข่าวผ่านทางสังคมออนไลน์ของญี่ปุ่น เมื่อทางการโยโกฮามาทวีตข้อความออกไปด้วยความผิดพลาด ว่าเกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธแล้ว ทำให้เกิดความแตกตื่นอย่างมาก แม้เจ้าหน้าที่จะรีบลบข้อความออกภายในเวลาไม่ถึง 20 นาทีก็ตาม

ที่มา  http://news.voicetv.co.th/global/67422.html

จะเกิดไรขึ้นต่อไปใหม
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่