เรื่องนี้ที่ผมจะเล่าคือเกิดจากตัวของผมเองนั้น
คือผมเคยคบกับแฟนคนหนึ่ง ซึ่ง เธอมีหน้าตาธรรมดา ฐานนะร่ำรวย ดีกรีลูกสาวนายทหาร เที่ยวต่างประเทศทุกอาทิตย์
คบกันได้อยู่ประมาณ 8 ปี ก็มีอันต้องเลิกลากันไปเนื่องด้วยระยะทางของเรา 2 คน คือตัวผมอยู่ประเทศไทย ส่วนเธอเรียนจบจุฬา
แล้วไปต่อโท ที่สวิส ระหว่างที่เธออยู่ที่นั่น เราก็จะติดต่อคุยกันผ่านทาง E-mail และ Msn กันตลอด จนเมื่อต้นปี วันที่ 24 ธันวาคม 2554 นั้น
คือวันเกิดเธอ ตัวผมก็ได้ E-mail ไปอวยพรวันเกิดเธอเหมือนทุกปีที่ทำกัน วันสำคัญก็จะเมลหากันโทรคุยกันตลอด ผมส่งอีเมลหาเธอ จนวันที่ 3 มกราคม 2555 เธอกฌได้ตอบกลับผมว่าเธอกลับมาไทยแล้ว แต่....เธอกลับมาเพื่อมาหมั้นกับชายหนุ่มอีกคนซึ่งไม่ใช่ผม ระยะเวลาการรอการกลับมาของเธอนั้น รวม แล้ว 8 ปี ที่ผมรอเธอกลับมาแต่เหมือนผมโดนตบหน้าอย่างแรง แทบไม่มีแรงยืน เพราะ เมลล่าสุดวันที่ 3 ที่เธอส่งมา
ผมเหมือนอยู่ตัวเป็นโสด 8 ปี ที่เธอไปอยู่ที่สวิส ค วามรักของผมกับแฟนจบลง ด้วยคำว่ารอ
จนเมื่อกลางปี 55 ผมได้มีโอกาสไปทำงานที่ไซท์งานต่างจังหวัด จนผมได้เจอกับ น้องคนหนึ่งเธออายุ 17 เราก็ได้คุยกัน เจอกัน ทำงานร่วมกัน
จนถึงวันปิดไซท์งาน เพราะงานเสร็จแล้ว ประมาณ ธันวาคม 55 กว่าผมจะส่งมอบงานเสร็จก็กลับเข้ากทม.เมื่อ กุมภาพันธ์ 56 น้องเค้าเรียนกศน.
บ้านไม่ได้รวย ฐานะไม่ได้ดีเหมือนแฟนคนแรกของผม เธอสู้อะไรแฟนคนแรกผมไม่ได้เลย แต่...ทุกครั้งที่ได้อยู่ข้างๆน้องเค้าผมมีความสุขมากกว่าแฟนคนแรกที่ผมคบ ก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรเหมือนกัน น้องกลับมากทม.พร้อมผมด้วย ระหว่างนั้น ผมก็จัดแจงหาที่พัก หางานให้น้องทำ ยอมรับว่าก่อนได้ที่พัก ก่อนน้องได้งาน ผมเครียดมากๆ ว่าผมพาเค้ามาลำบากแท้ๆ คิดว่าถ้าไม่ได้ที่พักไม่ได้งานจริงๆ ผมคงต้องส่งน้องกลับคืนที่เดิม ที่เดิมของน้องนั้นไม่ได้สวยงามเท่าไร ผมคิดเพียงแค่ว่า จะทำให้น้องเค้าได้ดีกว่าที่น้องเค้าอยู่ที่นั่นให้ได้ น้องเค้าโดนคำดูหมิ่นต่างๆนานา ว่าจะจับคนรวยเพื่อให้ตัวเองสบายหรอ ไหวหรอ ทำไมไม่ดูคนบ้านเดียวกัน ไปดูคนกทม.ทำไมไม่กลัวเค้าหลอกหรอ ผมก็ได้คุยกันน้องก็บอกว่าจะมาทำงานกทม.ด้วยจะลบคำดูหมิ่นต่างๆนานาที่เพื่อนบ้านดูถูกไว้ทั้งหมด
แต่พอผมมาอยู่ที่บ้นเหมือนเดิม แม่ผม กลับไม่ยอมรับในตัวน้องคนนี้เอาซะเลย ต่อหน้าน้องแม่พูดดูดีมีหลักเกณฑ์สารพัด แต่พอลับหลังก็ด่าผมด่าน้อง ด่าทุกอย่างที่ผมทำ เหมือนอยากให้ผมเลิกยุ่งให้ไวที่สุด หาข้อเสียของน้องมากขุดว่าต่างๆนานา ผมเพียงต้องการอยากรู้ว่า ความรักของผม มันต้องดีแค่ไหนแม่ถึงพอใจ ความรักของผมไม่มีค่าหรอ หรือต้องเป็นคนที่แม่หาให้เท่านั้นหรือผมต้องโดนจับคลุมถุงชนโดยที่ต้องจำใจยอมแต่งยอมอยู่กับคนที่ผมไม่ได้รัก แค่อยากรู้ว่าถึงน้องอายุยังน้อยเราดึงขึ้นมาจากขุมนรกแล้วน้องเป็นคนดีได้ ผมจะมีความดีหรือไม่ ได้บุญหรือไม่ แค่ช่วยให้คนๆหนึ่งมีอนาคตที่ดี กับแค่ว่า อายุ การศึกษา และหน้าตาในสังคม ผมยอมรับว่าตอนนี้ ท้อใจมากๆกัสิ่งที่แม่วาดทางเดินไว้ให้ผม รู้สึกน้อยใจนะ ว่าผมไม่สามารถรักน้องได้เลยหรอ โดยที่น้องเค้าก็รักผม เอ่อ..น้องกับผมอายุต่างกัน 10 ปี อายุคืออุปสรรค์หรือไม่ ส่วนตัวผมว่าไม่ใช่เลย แล้วสิ่งที่ผมกลัวที่สุดคือ คำพูดที่คิดว่าแม่จะพูดขึ้นมานั้นคือ "เลือกเอาแล้วกัน ระหว่าง แม่ก็บอี...นั้น"จะเลือกใคร ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมกลัวมันมาตลอด แล้วมันก็เกิดขึ้นจริงๆ แม่บอกว่ากูไม่ได้บอกให้สองคนเลิกกัน แต่ห้าม ผมเจอ ห้ามผมโทรคุย ห้ามทุกสิ่งทุกอย่าง แบบนี้มันไม่ต่างกับการให้เลิกกันหรอกหรือครับคุณแม่..
ตอนนี้น้องก็มีห้องพักแล้ว
มีงานทำแล้วซึ่งน้องกับผมดิ้นรนทุกอย่างเพื่อลบคำสบประมาทเหล่านี้
ตอนนี้ค่าใช้จ่ายของน้องผมดูแลทุกอย่าง น้องกับผมให้กำลังใจกันตลอดว่าอดทนอีกหน่อยเดี๋ยวทุกอย่างก็จะลงตัวแล้วพี่/น้อง พูดให้กำลังใจกันเสมอ น้องก็แอบน้อยใจว่าเค้าเหมือนอยู่ในสถานะ เมียน้อยพี่ยังไงก็ไม่รู้ พี่ต้องแอบมาเจอ โกหกแม่เพื่อมาหา แต่ทุกวันนี้น้องก็พอเข้าใจ
เพราะเราสองคน ผ่านอะไรมาด้วยกันหลายๆอย่าง
เป้าหมายของน้อง คือทำงานสร้างตัว เรียนให้จบ มีงานทำที่มั่นคง สิ่งที่ผมต้องการ เพื่อลบภาพที่แม่ผมดูถูกน้องไว้ทุกอย่าง น้องก็จะลบคำสบประมาทของคนข้างบ้านให้ได้
ยอมรับว่าทุกวันนี้เงินผมชักหน้าไม่ถึงหลัง จริงๆ ผมต้องยอมอดบางมื้อ ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่กินมื้อละ 500 - 600 บาท เหลือ มื้อละ 30 - 50 บาท เพื่อให้อยู่รอด น้องต้องได้กินข้าวอิ่มหลับสบาย ส่วนตัวผมลำบากได้ไม่เป็นไร
ผมยอมรับว่าเหนื่อยมาก ท้อมาก กับกรกดดันของแม่ ผม แต่ ผมจะต้องทำให้ได้ให้ท่านยอมรับในตัวผมและน้อง
บางครั้งผมต้องแอบไปร้องไห้คนเดียวในห้องน้ำเพื่อไม่ให้ใครเห็นความอ่อนแอของผม แต่ทำไงได้ผมตั้งมั่นแล้วว่าจะทำให้ดีที่สุดก็ต้องทำให้ถึงที่สุด เหนื่อแค่ไหนก็ต้องสู้กับมัน
ถึงแม้อนาคตข้างหน้า ผมอาจไม่ได้คบกับน้องต่อ แต่ก็ไม่เป็นไรขอให้น้องได้เจอคนที่ดีอยู่ด้วยแล้วมีความสุขแค่นี้ผมก็ดีใจแล้ว ที่ทำให้เด็กคนหนึ่งที่อยู่กลางสิ่งชั่วร้ายทั้งหลาย ออกมาเดินเชิดหน้าชูตาในสังคมทัดเทียมคนอื่นๆได้ก็เพียงพ่อ
ความคิดของน้อง
ทำงาน
เรียน
สร้างตัว
ส่งแม่ที่บ้าน
ทำให้แม่ผมยอมรับในตัวเค้า
สร้างทางเดินกับผม
ในความคิดของน้องที่อายุเท่านี้ผมว่าไม่น้อยเลย
สิ่งที่เค้าบอกผมว่า พี่เดี๋ยวเงินเดือนหนูออก หนูจะจ่ายค่าห้องเอง โดยที่พี่ไม่ต้องเหนื่อยแล้วนะ
แล้วเราสองคนจะไปเปิดบัญชีธนาคารใช้ชื่อของเราสองคน เพื่อเอาไว้เก็บเงินไปเรื่อยๆสร้างเนื้อสร้างตัว ของเราสองคน
ดูความคิดน้องเค้าสิครับทำให้ผมถึงกับสะอึกเมื่อเค้าคิดแบบนี้
นั่นคือแรงขับเคลื่อนให้ผมสู้กับเค้าต่อ
แต่ผมก็ไม่รู้ว่าผมจะทำได้แค่ไหน ความรู้สึก 8 ปีแห่งการรอคอยที่ไม่ได้อะไร
กับความรู้สึก 8 เดือนที่มีค่ากว่า 8 ปี
ผมบอกน้องเสมอด้วยคำที่ว่า
"ขอให้วันพรุ่งนี้เป็นวันของเรา"
"และขอบคุณพระเจ้าที่ทำให้เรารู้จักและหากันจยเจอ"
ผมคาดหวังว่าใครที่กำลังเป็นแบบผมแล้วรู้สึกท้อ อย่าเพิ่งท้อครับสู้ไปพร้อมๆผม
และหวังว่าทุกท่านจะเข้าใจในความรักมากจึ้น
สุดท้ายนี้ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาสละเวลาอ่านบทความที่ผมเขียนขึ้นมาจากประสบการณ์จริงนี้......
ความรัก อายุ การศึกษา ฐานะ หรือหน้าตาในสังคม
คือผมเคยคบกับแฟนคนหนึ่ง ซึ่ง เธอมีหน้าตาธรรมดา ฐานนะร่ำรวย ดีกรีลูกสาวนายทหาร เที่ยวต่างประเทศทุกอาทิตย์
คบกันได้อยู่ประมาณ 8 ปี ก็มีอันต้องเลิกลากันไปเนื่องด้วยระยะทางของเรา 2 คน คือตัวผมอยู่ประเทศไทย ส่วนเธอเรียนจบจุฬา
แล้วไปต่อโท ที่สวิส ระหว่างที่เธออยู่ที่นั่น เราก็จะติดต่อคุยกันผ่านทาง E-mail และ Msn กันตลอด จนเมื่อต้นปี วันที่ 24 ธันวาคม 2554 นั้น
คือวันเกิดเธอ ตัวผมก็ได้ E-mail ไปอวยพรวันเกิดเธอเหมือนทุกปีที่ทำกัน วันสำคัญก็จะเมลหากันโทรคุยกันตลอด ผมส่งอีเมลหาเธอ จนวันที่ 3 มกราคม 2555 เธอกฌได้ตอบกลับผมว่าเธอกลับมาไทยแล้ว แต่....เธอกลับมาเพื่อมาหมั้นกับชายหนุ่มอีกคนซึ่งไม่ใช่ผม ระยะเวลาการรอการกลับมาของเธอนั้น รวม แล้ว 8 ปี ที่ผมรอเธอกลับมาแต่เหมือนผมโดนตบหน้าอย่างแรง แทบไม่มีแรงยืน เพราะ เมลล่าสุดวันที่ 3 ที่เธอส่งมา
ผมเหมือนอยู่ตัวเป็นโสด 8 ปี ที่เธอไปอยู่ที่สวิส ค วามรักของผมกับแฟนจบลง ด้วยคำว่ารอ
จนเมื่อกลางปี 55 ผมได้มีโอกาสไปทำงานที่ไซท์งานต่างจังหวัด จนผมได้เจอกับ น้องคนหนึ่งเธออายุ 17 เราก็ได้คุยกัน เจอกัน ทำงานร่วมกัน
จนถึงวันปิดไซท์งาน เพราะงานเสร็จแล้ว ประมาณ ธันวาคม 55 กว่าผมจะส่งมอบงานเสร็จก็กลับเข้ากทม.เมื่อ กุมภาพันธ์ 56 น้องเค้าเรียนกศน.
บ้านไม่ได้รวย ฐานะไม่ได้ดีเหมือนแฟนคนแรกของผม เธอสู้อะไรแฟนคนแรกผมไม่ได้เลย แต่...ทุกครั้งที่ได้อยู่ข้างๆน้องเค้าผมมีความสุขมากกว่าแฟนคนแรกที่ผมคบ ก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรเหมือนกัน น้องกลับมากทม.พร้อมผมด้วย ระหว่างนั้น ผมก็จัดแจงหาที่พัก หางานให้น้องทำ ยอมรับว่าก่อนได้ที่พัก ก่อนน้องได้งาน ผมเครียดมากๆ ว่าผมพาเค้ามาลำบากแท้ๆ คิดว่าถ้าไม่ได้ที่พักไม่ได้งานจริงๆ ผมคงต้องส่งน้องกลับคืนที่เดิม ที่เดิมของน้องนั้นไม่ได้สวยงามเท่าไร ผมคิดเพียงแค่ว่า จะทำให้น้องเค้าได้ดีกว่าที่น้องเค้าอยู่ที่นั่นให้ได้ น้องเค้าโดนคำดูหมิ่นต่างๆนานา ว่าจะจับคนรวยเพื่อให้ตัวเองสบายหรอ ไหวหรอ ทำไมไม่ดูคนบ้านเดียวกัน ไปดูคนกทม.ทำไมไม่กลัวเค้าหลอกหรอ ผมก็ได้คุยกันน้องก็บอกว่าจะมาทำงานกทม.ด้วยจะลบคำดูหมิ่นต่างๆนานาที่เพื่อนบ้านดูถูกไว้ทั้งหมด
แต่พอผมมาอยู่ที่บ้นเหมือนเดิม แม่ผม กลับไม่ยอมรับในตัวน้องคนนี้เอาซะเลย ต่อหน้าน้องแม่พูดดูดีมีหลักเกณฑ์สารพัด แต่พอลับหลังก็ด่าผมด่าน้อง ด่าทุกอย่างที่ผมทำ เหมือนอยากให้ผมเลิกยุ่งให้ไวที่สุด หาข้อเสียของน้องมากขุดว่าต่างๆนานา ผมเพียงต้องการอยากรู้ว่า ความรักของผม มันต้องดีแค่ไหนแม่ถึงพอใจ ความรักของผมไม่มีค่าหรอ หรือต้องเป็นคนที่แม่หาให้เท่านั้นหรือผมต้องโดนจับคลุมถุงชนโดยที่ต้องจำใจยอมแต่งยอมอยู่กับคนที่ผมไม่ได้รัก แค่อยากรู้ว่าถึงน้องอายุยังน้อยเราดึงขึ้นมาจากขุมนรกแล้วน้องเป็นคนดีได้ ผมจะมีความดีหรือไม่ ได้บุญหรือไม่ แค่ช่วยให้คนๆหนึ่งมีอนาคตที่ดี กับแค่ว่า อายุ การศึกษา และหน้าตาในสังคม ผมยอมรับว่าตอนนี้ ท้อใจมากๆกัสิ่งที่แม่วาดทางเดินไว้ให้ผม รู้สึกน้อยใจนะ ว่าผมไม่สามารถรักน้องได้เลยหรอ โดยที่น้องเค้าก็รักผม เอ่อ..น้องกับผมอายุต่างกัน 10 ปี อายุคืออุปสรรค์หรือไม่ ส่วนตัวผมว่าไม่ใช่เลย แล้วสิ่งที่ผมกลัวที่สุดคือ คำพูดที่คิดว่าแม่จะพูดขึ้นมานั้นคือ "เลือกเอาแล้วกัน ระหว่าง แม่ก็บอี...นั้น"จะเลือกใคร ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมกลัวมันมาตลอด แล้วมันก็เกิดขึ้นจริงๆ แม่บอกว่ากูไม่ได้บอกให้สองคนเลิกกัน แต่ห้าม ผมเจอ ห้ามผมโทรคุย ห้ามทุกสิ่งทุกอย่าง แบบนี้มันไม่ต่างกับการให้เลิกกันหรอกหรือครับคุณแม่..
ตอนนี้น้องก็มีห้องพักแล้ว
มีงานทำแล้วซึ่งน้องกับผมดิ้นรนทุกอย่างเพื่อลบคำสบประมาทเหล่านี้
ตอนนี้ค่าใช้จ่ายของน้องผมดูแลทุกอย่าง น้องกับผมให้กำลังใจกันตลอดว่าอดทนอีกหน่อยเดี๋ยวทุกอย่างก็จะลงตัวแล้วพี่/น้อง พูดให้กำลังใจกันเสมอ น้องก็แอบน้อยใจว่าเค้าเหมือนอยู่ในสถานะ เมียน้อยพี่ยังไงก็ไม่รู้ พี่ต้องแอบมาเจอ โกหกแม่เพื่อมาหา แต่ทุกวันนี้น้องก็พอเข้าใจ
เพราะเราสองคน ผ่านอะไรมาด้วยกันหลายๆอย่าง
เป้าหมายของน้อง คือทำงานสร้างตัว เรียนให้จบ มีงานทำที่มั่นคง สิ่งที่ผมต้องการ เพื่อลบภาพที่แม่ผมดูถูกน้องไว้ทุกอย่าง น้องก็จะลบคำสบประมาทของคนข้างบ้านให้ได้
ยอมรับว่าทุกวันนี้เงินผมชักหน้าไม่ถึงหลัง จริงๆ ผมต้องยอมอดบางมื้อ ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่กินมื้อละ 500 - 600 บาท เหลือ มื้อละ 30 - 50 บาท เพื่อให้อยู่รอด น้องต้องได้กินข้าวอิ่มหลับสบาย ส่วนตัวผมลำบากได้ไม่เป็นไร
ผมยอมรับว่าเหนื่อยมาก ท้อมาก กับกรกดดันของแม่ ผม แต่ ผมจะต้องทำให้ได้ให้ท่านยอมรับในตัวผมและน้อง
บางครั้งผมต้องแอบไปร้องไห้คนเดียวในห้องน้ำเพื่อไม่ให้ใครเห็นความอ่อนแอของผม แต่ทำไงได้ผมตั้งมั่นแล้วว่าจะทำให้ดีที่สุดก็ต้องทำให้ถึงที่สุด เหนื่อแค่ไหนก็ต้องสู้กับมัน
ถึงแม้อนาคตข้างหน้า ผมอาจไม่ได้คบกับน้องต่อ แต่ก็ไม่เป็นไรขอให้น้องได้เจอคนที่ดีอยู่ด้วยแล้วมีความสุขแค่นี้ผมก็ดีใจแล้ว ที่ทำให้เด็กคนหนึ่งที่อยู่กลางสิ่งชั่วร้ายทั้งหลาย ออกมาเดินเชิดหน้าชูตาในสังคมทัดเทียมคนอื่นๆได้ก็เพียงพ่อ
ความคิดของน้อง
ทำงาน
เรียน
สร้างตัว
ส่งแม่ที่บ้าน
ทำให้แม่ผมยอมรับในตัวเค้า
สร้างทางเดินกับผม
ในความคิดของน้องที่อายุเท่านี้ผมว่าไม่น้อยเลย
สิ่งที่เค้าบอกผมว่า พี่เดี๋ยวเงินเดือนหนูออก หนูจะจ่ายค่าห้องเอง โดยที่พี่ไม่ต้องเหนื่อยแล้วนะ
แล้วเราสองคนจะไปเปิดบัญชีธนาคารใช้ชื่อของเราสองคน เพื่อเอาไว้เก็บเงินไปเรื่อยๆสร้างเนื้อสร้างตัว ของเราสองคน
ดูความคิดน้องเค้าสิครับทำให้ผมถึงกับสะอึกเมื่อเค้าคิดแบบนี้
นั่นคือแรงขับเคลื่อนให้ผมสู้กับเค้าต่อ
แต่ผมก็ไม่รู้ว่าผมจะทำได้แค่ไหน ความรู้สึก 8 ปีแห่งการรอคอยที่ไม่ได้อะไร
กับความรู้สึก 8 เดือนที่มีค่ากว่า 8 ปี
ผมบอกน้องเสมอด้วยคำที่ว่า
"ขอให้วันพรุ่งนี้เป็นวันของเรา"
"และขอบคุณพระเจ้าที่ทำให้เรารู้จักและหากันจยเจอ"
ผมคาดหวังว่าใครที่กำลังเป็นแบบผมแล้วรู้สึกท้อ อย่าเพิ่งท้อครับสู้ไปพร้อมๆผม
และหวังว่าทุกท่านจะเข้าใจในความรักมากจึ้น
สุดท้ายนี้ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาสละเวลาอ่านบทความที่ผมเขียนขึ้นมาจากประสบการณ์จริงนี้......