อันที่จริงแล้ว ดิฉันมีชื่อเล่นว่า “ข้าวนาง” คุณย่าเป็นคนตั้งให้ ด้วยเพราะเป็นหลานสาวคนเดียวสุดรักสุดเสน่หาของท่าน แต่อาจจะเป็น
เพราะว่า เป็นชื่อที่ไพเราะงดงามเกินที่จะเป็นชื่อเรียกเล่นๆล่ะมั๊ง ชาวบ้านก็เลยเข้าใจว่าเป็นชื่อจริง ทีนี้ก็เลยเรียกชื่อดิฉันเล่นๆว่า “นาง”
ฟังดูแล้วไม่น่าจะเกี่ยวกับสงกรานต์ตรงไหนใช่ไหมคะ ...
คุณย่าของดิฉันจากไปสิบห้าปีแล้วค่ะ แต่ทุกครั้งที่เมษาหน้าร้อนแวะเวียนมาทีไร ดิฉันมักจะคิดถึงคุณย่ามากกว่าปกติเสมอ เมื่อดิฉัน
เริ่มเข้าสู่ชีวิตการเป็นวัยรุ่น ที่บ้านจะหวงนักหวงหนา ดิฉันเข้ามาเรียนมัธยมในเมือง แต่พอปิดเทอมก็กลับไปอยู่บ้าน จริงๆดิฉันก็อยาก
จะอยู่เล่นสงกรานต์ในเมืองกับเพื่อนๆ นั่งรถมอร์เตอร์ไซด์เที่ยวให้คนเขาสาดน้ำ ปะแป้ง หรือจะไปเที่ยวเล่นสงกรานต์เอาถังน้ำใส่ท้าย
รถปิ๊กอัพ ขับไปเล่นสาดน้ำกันแถวๆอ่างเก็บน้ำต่างอำเภอบ้าง แต่ก็ไม่มีโอกาสได้ไป เพราะพ่อจะมารับดิฉันกลับบ้านตามคำสั่งของ
คุณย่าทุกปี .... เลยอดเลย
วันสงกรานต์มาถึง ... คุณย่าจะตื่นแต่เช้า (ความจริงคุณย่าตื่นเช้าทุกวันนั่นล่ะ) แล้วก็มาปลุกดิฉันให้ตื่นเช้าตามคุณย่าไปด้วย เพราะ
จะต้องช่วยคุณย่าเตรียมของใส่บาตรและนำอาหารไปถวายพระตอนเช้าร่วมกับชาวบ้านที่มาทำบุญปีใหม่กันทั่วทั้งหมู่บ้าน คุณย่าสอน
ดิฉันเสมอว่า “ทำของไปวัด (หมายถึงของถวายพระ) จะต้องพิถีพิถันและทำด้วยใจที่เบิกบานและมีความสุข จึงจะได้บุญ” ทำให้ดิฉัน
ไม่เคยงอแงที่จะตื่นเช้าเพื่อมาเตรียมของไปถวายพระในวันดีๆ เช่นนี้เลยจนถึงทุกวันนี้
การแต่งตัวไปวัดในวันสำคัญเช่นนี้ คุณอาผู้หญิงกับแม่ของดิฉันจะเตรียมเสื้อผ้าสวยๆไว้เผื่อดิฉันด้วยเสมอ แม่ดิฉันทอผ้าไหมไว้
เยอะมาก มีดิฉันเป็นลูกสาวอยู่คนเดียวมรดกนี้ของแม่จึงตกเป็นของดิฉันทั้งหมด เด็กสาววัยใสใส่เสื้อลูกไม้แขนตุ๊กตาสีชมพูอ่อน
กับผ้าซิ่นไหมลายสวยของแม่ หิ้วตะกร้าปิ่นโตไปวัดตามหลังคุณย่า จึงเป็นสิ่งที่ดิฉันภาคภูมิใจมาตลอด
หลังจากที่พระฉันอาหารเช้าเสร็จแล้ว สายๆซักประมาณ 9 โมงกว่า ๆ หลวงปู่เจ้าอาวาสวัดจะเป็นผู้นำชาวบ้านผู้ชาย นำพระพุทธรูปจาก
ที่ประดิษฐานตามที่ต่างๆ ลงมารวมกันไว้ที่หน้าพระพุทธรูปองค์ประธานในศาลาการเปรียญ ส่วนชาวบ้านผู้หญิงก็กลับไปบ้าน ไปเตรียม
น้ำอบน้ำหอมเอาไว้ พอถึงเวลาประมาณ 11 โมงครึ่งหลังจากฉันเพลเสร็จ หลวงปู่ก็นำชาวบ้านสงน้ำพระที่นำมารวมกันจนครบทุกองค์
หลังจากที่สงน้ำพระกันหมดทุกคนแล้ว คนเฒ่าคนแก่ก็มานั่งฟังพระเทศนา ส่วนพวกเราวัยรุ่นก็ได้เวลาไปเล่นรดน้ำกัน
(ใช้คำว่ารด ไม่ใช่สาด)เป็นที่สนุกสนานจนเสื้อผ้าสวยๆ เปียกปอนไปหมด
เด็กผู้หญิงที่กำลังจะโตเป็นสาวอย่างดิฉัน ค่อนข้างจะระมัดระวังเรื่องเสื้อผ้าที่ใส่ในวันสงกรานต์และอยู่ในสายตาของผู้ใหญ่จึงไม่เป็นที่
ล่อแหลม หากผู้ใหญ่ท่านใดที่เห็นว่าเด็กสาวๆ เวลาที่เสื้อผ้าเปียกน้ำและมีภาพที่ล่อแหลมสายตา ท่านจะไล่ให้กลับไปเปลี่ยนเป็นเสื้อผ้า
หนาๆเสมอ ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นลูกเต้าเหล่าใคร ผู้ใหญ่ก็สามารถว่ากล่าวตักเตือนได้ทุกคน
พอตอนบ่ายประมาณบ่ายสามโมง ที่วัดก็จะตีกลองให้ชาวบ้านลงไปชุมนุมกันทำกิจกรรมที่วัดอีกครั้ง กิจกรรมที่ว่านี้คือ การไปแห่ดอกไม้
พระสงฆ์รูปที่หนุ่มๆ หรือสามเณร จะนำพาชาวบ้านไปแห่ดอกไม้ป่า เช่น

กวาว ดอกคูณ ดอกอินทนิน ดอกหางนกยูง ตามทุ่งนา
หรือป่าใกล้ๆหมู่บ้าน เพื่อนำดอกไม้นั้นมาบูชาพระ กับการไปขนทรายตามชายป่าหรือชายน้ำที่ไหนสักแห่งมาเข้าวัด ส่วนใหญ่การไป
ขนทรายเข้าวัดนั้น พวกเด็กๆอย่างดิฉันมักจะไม่ค่อยไป เนื่องจากการหิ้วกระป๋องบรรจุทรายเป็นระยะทางไกล เพื่อมากองไว้ที่วัดนั้น
มันหนัก !
แต่สำหรับคนที่มีแฟนแล้วเขามักจะไปทำกิจกรรมขนทรายเข้าวัดกันมากกว่า เพราะจะได้ถือโอกาสใกล้ชิดกัน ตอนหิ้วกระป๋องทราย
ผู้ชายก็จะได้โชว์แมน ผู้หญิงก็จะไปเป็นกำลังใจให้กัน เป็นการจีบกันโดยถือโอกาสพูดได้ว่า “อยู่ในสายตาผู้ใหญ่”
ส่วนกิจกรรมแห่ดอกไม้นั้น ส่วนมากจะไปกับพระกับเณรซะมากกว่า ... แต่ก็สนุกดีค่ะ ในปีหนึ่งหลังจากสงกรานต์ผ่านไปแล้วสามเดือน
ก็มีพี่คนหนึ่งแกได้แต่งงานกับทิดสึกใหม่ค่ะ... การทำกิจกรรมทั้งแห่ดอกไม้ และขนทรายเข้าวัดนั้น จะมีการเป่าแคน ร้องรำทำเพลง
ดีดพิณไปด้วย เป็นที่ครื้นเครงสนุกสนานมาก
ตกเย็น หลังจากทานข้าวเย็นเสร็จ ก็ได้เวลาแต่งตัวสวยลงไปฟังเทศนาฟังธรรม ที่วัดอีกครั้ง สำหรับคนหนุ่มสาวก็ถือโอกาสลอบสบตา
ฝากรัก และใกล้ชิดกันอีกครั้ง .... ( แบบนี้ต้องบอกว่าอยู่ทั้งในสายตาผู้ใหญ่ เด็ก และ พระ เลยนะคะเนี่ย กิกิ )
สำหรับ ข้าวนาง ตอนนั้นยังไม่ประสา แม้จะมีหนุ่มๆมาลอบสบตา แต่ก็ไม่สามารถผ่านสายตาดุๆ ของคุณย่าไปได้เลย ... เศร้า !!!
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
+ + + + [กระทู้วันหยุด] ..... เพชรน้ำนิล เดอะ ซีรีส์ ..... ตอน สงกรานต์ ที่บ้านนอก + + + +
เพราะว่า เป็นชื่อที่ไพเราะงดงามเกินที่จะเป็นชื่อเรียกเล่นๆล่ะมั๊ง ชาวบ้านก็เลยเข้าใจว่าเป็นชื่อจริง ทีนี้ก็เลยเรียกชื่อดิฉันเล่นๆว่า “นาง”
ฟังดูแล้วไม่น่าจะเกี่ยวกับสงกรานต์ตรงไหนใช่ไหมคะ ...
คุณย่าของดิฉันจากไปสิบห้าปีแล้วค่ะ แต่ทุกครั้งที่เมษาหน้าร้อนแวะเวียนมาทีไร ดิฉันมักจะคิดถึงคุณย่ามากกว่าปกติเสมอ เมื่อดิฉัน
เริ่มเข้าสู่ชีวิตการเป็นวัยรุ่น ที่บ้านจะหวงนักหวงหนา ดิฉันเข้ามาเรียนมัธยมในเมือง แต่พอปิดเทอมก็กลับไปอยู่บ้าน จริงๆดิฉันก็อยาก
จะอยู่เล่นสงกรานต์ในเมืองกับเพื่อนๆ นั่งรถมอร์เตอร์ไซด์เที่ยวให้คนเขาสาดน้ำ ปะแป้ง หรือจะไปเที่ยวเล่นสงกรานต์เอาถังน้ำใส่ท้าย
รถปิ๊กอัพ ขับไปเล่นสาดน้ำกันแถวๆอ่างเก็บน้ำต่างอำเภอบ้าง แต่ก็ไม่มีโอกาสได้ไป เพราะพ่อจะมารับดิฉันกลับบ้านตามคำสั่งของ
คุณย่าทุกปี .... เลยอดเลย
วันสงกรานต์มาถึง ... คุณย่าจะตื่นแต่เช้า (ความจริงคุณย่าตื่นเช้าทุกวันนั่นล่ะ) แล้วก็มาปลุกดิฉันให้ตื่นเช้าตามคุณย่าไปด้วย เพราะ
จะต้องช่วยคุณย่าเตรียมของใส่บาตรและนำอาหารไปถวายพระตอนเช้าร่วมกับชาวบ้านที่มาทำบุญปีใหม่กันทั่วทั้งหมู่บ้าน คุณย่าสอน
ดิฉันเสมอว่า “ทำของไปวัด (หมายถึงของถวายพระ) จะต้องพิถีพิถันและทำด้วยใจที่เบิกบานและมีความสุข จึงจะได้บุญ” ทำให้ดิฉัน
ไม่เคยงอแงที่จะตื่นเช้าเพื่อมาเตรียมของไปถวายพระในวันดีๆ เช่นนี้เลยจนถึงทุกวันนี้
การแต่งตัวไปวัดในวันสำคัญเช่นนี้ คุณอาผู้หญิงกับแม่ของดิฉันจะเตรียมเสื้อผ้าสวยๆไว้เผื่อดิฉันด้วยเสมอ แม่ดิฉันทอผ้าไหมไว้
เยอะมาก มีดิฉันเป็นลูกสาวอยู่คนเดียวมรดกนี้ของแม่จึงตกเป็นของดิฉันทั้งหมด เด็กสาววัยใสใส่เสื้อลูกไม้แขนตุ๊กตาสีชมพูอ่อน
กับผ้าซิ่นไหมลายสวยของแม่ หิ้วตะกร้าปิ่นโตไปวัดตามหลังคุณย่า จึงเป็นสิ่งที่ดิฉันภาคภูมิใจมาตลอด
หลังจากที่พระฉันอาหารเช้าเสร็จแล้ว สายๆซักประมาณ 9 โมงกว่า ๆ หลวงปู่เจ้าอาวาสวัดจะเป็นผู้นำชาวบ้านผู้ชาย นำพระพุทธรูปจาก
ที่ประดิษฐานตามที่ต่างๆ ลงมารวมกันไว้ที่หน้าพระพุทธรูปองค์ประธานในศาลาการเปรียญ ส่วนชาวบ้านผู้หญิงก็กลับไปบ้าน ไปเตรียม
น้ำอบน้ำหอมเอาไว้ พอถึงเวลาประมาณ 11 โมงครึ่งหลังจากฉันเพลเสร็จ หลวงปู่ก็นำชาวบ้านสงน้ำพระที่นำมารวมกันจนครบทุกองค์
หลังจากที่สงน้ำพระกันหมดทุกคนแล้ว คนเฒ่าคนแก่ก็มานั่งฟังพระเทศนา ส่วนพวกเราวัยรุ่นก็ได้เวลาไปเล่นรดน้ำกัน
(ใช้คำว่ารด ไม่ใช่สาด)เป็นที่สนุกสนานจนเสื้อผ้าสวยๆ เปียกปอนไปหมด
เด็กผู้หญิงที่กำลังจะโตเป็นสาวอย่างดิฉัน ค่อนข้างจะระมัดระวังเรื่องเสื้อผ้าที่ใส่ในวันสงกรานต์และอยู่ในสายตาของผู้ใหญ่จึงไม่เป็นที่
ล่อแหลม หากผู้ใหญ่ท่านใดที่เห็นว่าเด็กสาวๆ เวลาที่เสื้อผ้าเปียกน้ำและมีภาพที่ล่อแหลมสายตา ท่านจะไล่ให้กลับไปเปลี่ยนเป็นเสื้อผ้า
หนาๆเสมอ ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นลูกเต้าเหล่าใคร ผู้ใหญ่ก็สามารถว่ากล่าวตักเตือนได้ทุกคน
พอตอนบ่ายประมาณบ่ายสามโมง ที่วัดก็จะตีกลองให้ชาวบ้านลงไปชุมนุมกันทำกิจกรรมที่วัดอีกครั้ง กิจกรรมที่ว่านี้คือ การไปแห่ดอกไม้
พระสงฆ์รูปที่หนุ่มๆ หรือสามเณร จะนำพาชาวบ้านไปแห่ดอกไม้ป่า เช่น
หรือป่าใกล้ๆหมู่บ้าน เพื่อนำดอกไม้นั้นมาบูชาพระ กับการไปขนทรายตามชายป่าหรือชายน้ำที่ไหนสักแห่งมาเข้าวัด ส่วนใหญ่การไป
ขนทรายเข้าวัดนั้น พวกเด็กๆอย่างดิฉันมักจะไม่ค่อยไป เนื่องจากการหิ้วกระป๋องบรรจุทรายเป็นระยะทางไกล เพื่อมากองไว้ที่วัดนั้น
มันหนัก !
แต่สำหรับคนที่มีแฟนแล้วเขามักจะไปทำกิจกรรมขนทรายเข้าวัดกันมากกว่า เพราะจะได้ถือโอกาสใกล้ชิดกัน ตอนหิ้วกระป๋องทราย
ผู้ชายก็จะได้โชว์แมน ผู้หญิงก็จะไปเป็นกำลังใจให้กัน เป็นการจีบกันโดยถือโอกาสพูดได้ว่า “อยู่ในสายตาผู้ใหญ่”
ส่วนกิจกรรมแห่ดอกไม้นั้น ส่วนมากจะไปกับพระกับเณรซะมากกว่า ... แต่ก็สนุกดีค่ะ ในปีหนึ่งหลังจากสงกรานต์ผ่านไปแล้วสามเดือน
ก็มีพี่คนหนึ่งแกได้แต่งงานกับทิดสึกใหม่ค่ะ... การทำกิจกรรมทั้งแห่ดอกไม้ และขนทรายเข้าวัดนั้น จะมีการเป่าแคน ร้องรำทำเพลง
ดีดพิณไปด้วย เป็นที่ครื้นเครงสนุกสนานมาก
ตกเย็น หลังจากทานข้าวเย็นเสร็จ ก็ได้เวลาแต่งตัวสวยลงไปฟังเทศนาฟังธรรม ที่วัดอีกครั้ง สำหรับคนหนุ่มสาวก็ถือโอกาสลอบสบตา
ฝากรัก และใกล้ชิดกันอีกครั้ง .... ( แบบนี้ต้องบอกว่าอยู่ทั้งในสายตาผู้ใหญ่ เด็ก และ พระ เลยนะคะเนี่ย กิกิ )
สำหรับ ข้าวนาง ตอนนั้นยังไม่ประสา แม้จะมีหนุ่มๆมาลอบสบตา แต่ก็ไม่สามารถผ่านสายตาดุๆ ของคุณย่าไปได้เลย ... เศร้า !!!
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้