ก่อนอื่นขอบอกก่อนว่าเราไปดูคู่กรรมมาแล้ว วันที่ 4 เมษายน ที่ผ่านมาจึงขออนุญาตออกความคิดเห็นบ้าง ในทางบวกนะคะเพราะด้านลบคงมีบ้างแล้ว ขออนุญาตอธิบายเหตุผลส่วนตัวที่ชอบของหนังนะคะ
เหตุผล
1. คือ ชอบผลงานคุณเรียว เป็นการส่วนตัว ชอบมุมมองการนำเสนอ ของเค้าที่บางทีเรามองเห็นแต่ไม่ได้คิดตามหรอก แต่เค้าคิดแล้วละเอียดเวลาทำหนังเราเลยชอบ ชอบโกลคลับมากที่สุด ดูตั้งแต่ตอนเด็ก ติดใจ ไม่ได้ชอบทุกเรื่องแต่เรื่องนี้ที่สุด
2. อยากชมผลงานของ ณเดชน์เรื่องแรกในการเล่นภาพยนต์
3. อยากดูการแสดงในส่วนของญี่ปุ่น เพราะเราศึกษาเรื่องนี้และเรียนด้านนี้อยู่
สำหรับหนัง
รอบแรก ไปดูวันแรกด้วยอารมณ์ล้วนๆ ปรากฏว่าเราผิดหวังนิดๆ เราประติดประต่อเรื่องไม่ได้ เนื้อเรื่องดำเนินไปเร็วและยังไม่เข้าถึงที่มาและที่ไปมากนักหลายฉาก หาเหตุผลกับนางเอกไม่ได้ว่าทำไมเศร้าในตอนสุดท้าย ทำไมเราไม่เศร้า และไม่เข้าใจฉากมนัส เลยกลับมานั่งคิดว่าต้องไปอีกรอบ เพราะไม่เชื่อว่าคุณเรียวจะทำหนังไม่มีอะไร คือเราดูรอบแรกความคิดของเรายังไม่ตกตะกอนดี ยังมีคำถามว่าจริงเหรอที่ผู้กำกับคนที่เราชอบคนนี้จะทิ้งท้ายแค่นางเอกรักพระเอกแต่บอกไม่ได้จนตายจากกัน????
รอบที่ 2 เลิกงานรีบไปทันทีเพราะมันติดในหัว
กลับออกมาเราว่าเรื่องนี้ทำออกมาได้เจ๋งมาก นุ่มลึกออนเดอะร็อค
รอบนี้เราดูจบอยากปรบมือให้ดังดังค่ะ ชอบมากเป็นคู่กรรมที่กล้าสร้าง กล้าที่จะนำเสนอ จริงๆต้นเรื่องคีย์เวิร์ดมันอยู่ที่ บทพูด”น้ำท่วมปาก”
ที่นางเอกกล่าวลอยๆในต้นเรื่อง แต่ถ้าดูโดยรวมมันไม่ราบรื่นหรอกอะไรน้ำท่วมปาก? ก่อนอื่นต้องขอบอกก่อนว่าไม่ได้เป็นหน้าม้า เป็นแค่คนอยากดูหนังด้วยอารมณ์ล้วนๆ คือหนังเรื่องนี้เป็นคู่กรรมที่นำเสนอได้แบบที่ไม่สามารถทำเป็นละครได้เนื่องจากสิ่งที่ทีมงานต้องการนำเสนอเข้าไปในบางมุมเพราะมีข้อจำกัดที่ผู้กำกับอยากทิ้งท้าย ให้ต่างจากที่เคยสร้างกันมา มีบทสรุปด้านความรักแต่ไม่มีบทสรุปของสงคราม...
อย่างบทพูดของโกโบริที่ว่า “สงครามเปลี่ยนแปลงทุกวันแหละฮิเดโกะ” เรื่องนี้ค่อยข้างละเอียด เราชมทีมงานนะ บทต้องดี ต้องมีแนวทางตัวเอง ต้องคงโครงเรื่องเดิม พร้อมกับลบภาพเดิมด้วย เนื้อความที่จะสื่อออกไปนั้นต้องระวังมากเพราะมันค่อนข้าง sensitive เพราะต้องรักษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเอาไว้ หากนำเสนอผิดนั่นหมายถึงเกี่ยวกับการเมือง บิดเบือนประวัติศาสตร์ รวมถึงไม่เคารพบทประพันธ์ แต่ทีมงานเลือกต้องทำอย่างสุดท้ายเพื่อประกาศตัวทำแนวหนังสงครามรักแบบฉบับ2013 แก้ปัญหาด้วยการให้เครดิตกับผู้ประพันธ์อย่างท่านทมยันตี
มีการชี้แจง ทำความเข้าใจบทภาพยนต์นี้เพื่ออธิบายถึงปมที่ต้องการนำเสนอไว้ลึกๆ และยังคงให้เครดิตชื่อเรื่องว่า “คู่กรรม”
ซึ่งคู่กรรมฉบับนี้จึงไม่สามารถทำเป็นละครได้และไม่สามารถนำเสนอในมุมกว้างได้มากเนื่องจากเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ไทย จะสร้างให้คนไทยดู ยากจะอธิบายให้คนไทยชอบและไม่รังเกียจชาติตัวเอง(ขออภัยนะคะที่เราพูดแรงไป) ดังนั้นจึงต้องใช้ความรักที่ใสและบริสุทธิ์มากๆผ่านตัวละคร "โกโบริ"เพียงฝ่ายเดียวที่ต้องรักให้มิด รักให้ซ่อนสงคราม รักให้ซื่อ รักให้ผ่านการกระทำ รักไม่ที่ไม่ใช่หน้าที่ รักที่ต้องเหนือสงคราม รักแม้กระทั่งไม่มีเสียงตอบรับจากหมายเลขที่ท่านเรียก ซึ่งบทเอกต้องสื่อออกมาให้ได้ซึ่งทำได้ดี เพราะผู้กำกับต้องให้อังศุมารินแข็งใจ รั้นและห้ามใจ และต้องเริ่มเอ็นดูพระเอกบ้างในบางครั้ง(อันนี้สื่อได้น้อยนิดนึง) แต่เปลี่ยนหนังนำเสนอว่านางเอกกำลังสับสน ระหว่างความรักและสัญญาแทนเลยซึ้งน้อยไปนิด แต่ส่วนตัวเราว่าเค้าทำได้เจ๋ง ไม่สามารถสรุปออกมาได้เป็นบทพูดทุกอย่างต้องคิดตามบท
ดูเสร็จเราเลยกลับนึกย้อนไปทีเซอร์ที่บอกว่า “คุณมีเหตุผลของคุณ ผมมีหัวใจของผมก็พอแล้ว” ชัดเจนและเข้ากับบทหนังที่พยายามเชื่อมก่อนหน้านี้ได้ดีเพราะมีเพลง MVบิวท์มาพร้อมทีเซอร์ ตั้งแต่ตอนต้นว่าพระเอกเข้ามาช่วงที่ต้องการผูกสัมพันธ์กับไทยและเป็นมิตรกับไทย ความรักที่พระเอกมีนั้นเลยบริสุทธิ์มากๆๆๆๆ และด้วยอาชีพล่ามจึงเข้าใจเหตุผลที่นางเอกและครอบครัวทำมาตลอด รู้มาตลอดเกี่ยวกับนางเอกแต่ก็รัก ยอมทุกอย่าง ยอมทรยศชาติ ยอมสโลราบแทบเท้าอย่างฉากปล้ำ "

ชอบฉากนี้มากคลาสสิกสุดๆ อธิบายความรักของพระเอกมีให้อยู่ได้ดีว่าทำอย่างไรได้บ้างเธอถึงจะมองเห็น ผ่านการกระทำที่มีอารมณ์อาร์ทมากๆ ) ยอมแค่ขอได้รักเท่านั้น ไม่ขอเหตุผลใดเลย"ผมไม่ต้องการอะไรตอบแทนหรอกฮิเดโกะ" นั่นคือการแสดงความรักที่ใสจริงๆของพระเอกที่ผู้กำกับดึงออกมาได้ดีบอกปัดผ่านทุกเหตุผลของนางเอกให้เป็นศูนย์เพราะรักโดยไม่ขออะไรตอบแทนเลย
.........บทสุดท้ายที่พระเอกได้ตอบแทนคือการใช้เหตุผลกับความรักของอังศุมาลิน...........
ณเดชน์ทำได้เยี่ยมมากสมเป็นจุดแข็งของเรื่อง
ชอบการทำการตลาดของเรื่องนี้
เบาๆ ค่อยๆปล่อยออกมาเพื่อให้มันเชื่อมกันซึ่งมองย้อมไปแล้วทำได้ดีมากและละเอียดมากทั้งภาพ และเพลงประกอบ ฉากระเบิด และในส่วนตัวละครญี่ปุ่น ดูดีทำให้อยากลุ้นดูหนังเบาเบา ไม่เลอะ ไม่เปื้อน
เพลง
- เพลงเพราะทั้ง 2 เพลงฮิเดโกะ– ญี่ปุ่นร้องเพลงเพราะมาก เนื้อหาดี น้ำเสียงนุ่มได้อารมณ์
- เพลงอังศุมาริน MV เพลงนี้ทำได้คลาสสิก นึกว่าจะเป็นภาพประกอบหนัง แต่เปล่าเลย ขึ้นเพลงด้วยกีต้าร์ ไฟดอกซากุระเป็นแบล็คกราวด์ มีวงไวโอลีนร่วมแจม ได้ใจมากไม่เชยแต่ มีเสน่ห์ในแบบตัวเอง
ภาพ ฉาก
สวย คม ชัด ใหญ่อลังการดี
ยังไงก็เป็นกำลังใจให้ทีมงานM39และคุณเรียว พัฒนาและสร้างสรรค์งานภาพยนต์ออมาให้ชมกันอีกนะคะ สู้ต่อไปค่ะ
ความสำเร็จอาจจะวัดกันไม่ได้ด้วยเงินและปริมาณคนดูเพราะนี่คือศิลปะค่ะ
หากแต่สรรค์สร้างขึ้นมาแล้วมีคนติ ชม ทุกอย่างคือแรงบรรดาลใจค่ะ
ฝ่าดง.. มาให้กำลังใจคู่กรรม 2013 เราชอบมาก เจ๋ง ดิบ แนว ชมอย่างเดียวค่ะ (ใครไม่ชอบไม่ต้องเข้ามาก็ได้ค่ะ)
เหตุผล
1. คือ ชอบผลงานคุณเรียว เป็นการส่วนตัว ชอบมุมมองการนำเสนอ ของเค้าที่บางทีเรามองเห็นแต่ไม่ได้คิดตามหรอก แต่เค้าคิดแล้วละเอียดเวลาทำหนังเราเลยชอบ ชอบโกลคลับมากที่สุด ดูตั้งแต่ตอนเด็ก ติดใจ ไม่ได้ชอบทุกเรื่องแต่เรื่องนี้ที่สุด
2. อยากชมผลงานของ ณเดชน์เรื่องแรกในการเล่นภาพยนต์
3. อยากดูการแสดงในส่วนของญี่ปุ่น เพราะเราศึกษาเรื่องนี้และเรียนด้านนี้อยู่
สำหรับหนัง
รอบแรก ไปดูวันแรกด้วยอารมณ์ล้วนๆ ปรากฏว่าเราผิดหวังนิดๆ เราประติดประต่อเรื่องไม่ได้ เนื้อเรื่องดำเนินไปเร็วและยังไม่เข้าถึงที่มาและที่ไปมากนักหลายฉาก หาเหตุผลกับนางเอกไม่ได้ว่าทำไมเศร้าในตอนสุดท้าย ทำไมเราไม่เศร้า และไม่เข้าใจฉากมนัส เลยกลับมานั่งคิดว่าต้องไปอีกรอบ เพราะไม่เชื่อว่าคุณเรียวจะทำหนังไม่มีอะไร คือเราดูรอบแรกความคิดของเรายังไม่ตกตะกอนดี ยังมีคำถามว่าจริงเหรอที่ผู้กำกับคนที่เราชอบคนนี้จะทิ้งท้ายแค่นางเอกรักพระเอกแต่บอกไม่ได้จนตายจากกัน????
รอบที่ 2 เลิกงานรีบไปทันทีเพราะมันติดในหัว
กลับออกมาเราว่าเรื่องนี้ทำออกมาได้เจ๋งมาก นุ่มลึกออนเดอะร็อค
รอบนี้เราดูจบอยากปรบมือให้ดังดังค่ะ ชอบมากเป็นคู่กรรมที่กล้าสร้าง กล้าที่จะนำเสนอ จริงๆต้นเรื่องคีย์เวิร์ดมันอยู่ที่ บทพูด”น้ำท่วมปาก”
ที่นางเอกกล่าวลอยๆในต้นเรื่อง แต่ถ้าดูโดยรวมมันไม่ราบรื่นหรอกอะไรน้ำท่วมปาก? ก่อนอื่นต้องขอบอกก่อนว่าไม่ได้เป็นหน้าม้า เป็นแค่คนอยากดูหนังด้วยอารมณ์ล้วนๆ คือหนังเรื่องนี้เป็นคู่กรรมที่นำเสนอได้แบบที่ไม่สามารถทำเป็นละครได้เนื่องจากสิ่งที่ทีมงานต้องการนำเสนอเข้าไปในบางมุมเพราะมีข้อจำกัดที่ผู้กำกับอยากทิ้งท้าย ให้ต่างจากที่เคยสร้างกันมา มีบทสรุปด้านความรักแต่ไม่มีบทสรุปของสงคราม...
อย่างบทพูดของโกโบริที่ว่า “สงครามเปลี่ยนแปลงทุกวันแหละฮิเดโกะ” เรื่องนี้ค่อยข้างละเอียด เราชมทีมงานนะ บทต้องดี ต้องมีแนวทางตัวเอง ต้องคงโครงเรื่องเดิม พร้อมกับลบภาพเดิมด้วย เนื้อความที่จะสื่อออกไปนั้นต้องระวังมากเพราะมันค่อนข้าง sensitive เพราะต้องรักษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเอาไว้ หากนำเสนอผิดนั่นหมายถึงเกี่ยวกับการเมือง บิดเบือนประวัติศาสตร์ รวมถึงไม่เคารพบทประพันธ์ แต่ทีมงานเลือกต้องทำอย่างสุดท้ายเพื่อประกาศตัวทำแนวหนังสงครามรักแบบฉบับ2013 แก้ปัญหาด้วยการให้เครดิตกับผู้ประพันธ์อย่างท่านทมยันตี
มีการชี้แจง ทำความเข้าใจบทภาพยนต์นี้เพื่ออธิบายถึงปมที่ต้องการนำเสนอไว้ลึกๆ และยังคงให้เครดิตชื่อเรื่องว่า “คู่กรรม”
ซึ่งคู่กรรมฉบับนี้จึงไม่สามารถทำเป็นละครได้และไม่สามารถนำเสนอในมุมกว้างได้มากเนื่องจากเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ไทย จะสร้างให้คนไทยดู ยากจะอธิบายให้คนไทยชอบและไม่รังเกียจชาติตัวเอง(ขออภัยนะคะที่เราพูดแรงไป) ดังนั้นจึงต้องใช้ความรักที่ใสและบริสุทธิ์มากๆผ่านตัวละคร "โกโบริ"เพียงฝ่ายเดียวที่ต้องรักให้มิด รักให้ซ่อนสงคราม รักให้ซื่อ รักให้ผ่านการกระทำ รักไม่ที่ไม่ใช่หน้าที่ รักที่ต้องเหนือสงคราม รักแม้กระทั่งไม่มีเสียงตอบรับจากหมายเลขที่ท่านเรียก ซึ่งบทเอกต้องสื่อออกมาให้ได้ซึ่งทำได้ดี เพราะผู้กำกับต้องให้อังศุมารินแข็งใจ รั้นและห้ามใจ และต้องเริ่มเอ็นดูพระเอกบ้างในบางครั้ง(อันนี้สื่อได้น้อยนิดนึง) แต่เปลี่ยนหนังนำเสนอว่านางเอกกำลังสับสน ระหว่างความรักและสัญญาแทนเลยซึ้งน้อยไปนิด แต่ส่วนตัวเราว่าเค้าทำได้เจ๋ง ไม่สามารถสรุปออกมาได้เป็นบทพูดทุกอย่างต้องคิดตามบท
ดูเสร็จเราเลยกลับนึกย้อนไปทีเซอร์ที่บอกว่า “คุณมีเหตุผลของคุณ ผมมีหัวใจของผมก็พอแล้ว” ชัดเจนและเข้ากับบทหนังที่พยายามเชื่อมก่อนหน้านี้ได้ดีเพราะมีเพลง MVบิวท์มาพร้อมทีเซอร์ ตั้งแต่ตอนต้นว่าพระเอกเข้ามาช่วงที่ต้องการผูกสัมพันธ์กับไทยและเป็นมิตรกับไทย ความรักที่พระเอกมีนั้นเลยบริสุทธิ์มากๆๆๆๆ และด้วยอาชีพล่ามจึงเข้าใจเหตุผลที่นางเอกและครอบครัวทำมาตลอด รู้มาตลอดเกี่ยวกับนางเอกแต่ก็รัก ยอมทุกอย่าง ยอมทรยศชาติ ยอมสโลราบแทบเท้าอย่างฉากปล้ำ "
.........บทสุดท้ายที่พระเอกได้ตอบแทนคือการใช้เหตุผลกับความรักของอังศุมาลิน...........
ณเดชน์ทำได้เยี่ยมมากสมเป็นจุดแข็งของเรื่อง
ชอบการทำการตลาดของเรื่องนี้
เบาๆ ค่อยๆปล่อยออกมาเพื่อให้มันเชื่อมกันซึ่งมองย้อมไปแล้วทำได้ดีมากและละเอียดมากทั้งภาพ และเพลงประกอบ ฉากระเบิด และในส่วนตัวละครญี่ปุ่น ดูดีทำให้อยากลุ้นดูหนังเบาเบา ไม่เลอะ ไม่เปื้อน
เพลง
- เพลงเพราะทั้ง 2 เพลงฮิเดโกะ– ญี่ปุ่นร้องเพลงเพราะมาก เนื้อหาดี น้ำเสียงนุ่มได้อารมณ์
- เพลงอังศุมาริน MV เพลงนี้ทำได้คลาสสิก นึกว่าจะเป็นภาพประกอบหนัง แต่เปล่าเลย ขึ้นเพลงด้วยกีต้าร์ ไฟดอกซากุระเป็นแบล็คกราวด์ มีวงไวโอลีนร่วมแจม ได้ใจมากไม่เชยแต่ มีเสน่ห์ในแบบตัวเอง
ภาพ ฉาก
สวย คม ชัด ใหญ่อลังการดี
ยังไงก็เป็นกำลังใจให้ทีมงานM39และคุณเรียว พัฒนาและสร้างสรรค์งานภาพยนต์ออมาให้ชมกันอีกนะคะ สู้ต่อไปค่ะ
ความสำเร็จอาจจะวัดกันไม่ได้ด้วยเงินและปริมาณคนดูเพราะนี่คือศิลปะค่ะ
หากแต่สรรค์สร้างขึ้นมาแล้วมีคนติ ชม ทุกอย่างคือแรงบรรดาลใจค่ะ