"ตุ๊กตากดปุ่ม" ไร้วุฒิภาวะ
http://www.thairath.co.th/column/pol/gladai/336558
เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับวุฒิภาวะเมื่อไม่คิดให้รอบคอบรอบด้านเสียก่อน พอเจอเข้าจริงๆมันก็เป็นไปอย่างนี้แหละ...
นั่นน่าจะเป็นเพราะว่ามั่นใจในเสียงข้างมาก มั่นใจว่าหากทำอย่างนี้แล้วจะเข้าตาหรือสร้างบารมีทางอ้อม
ก็ใครล่ะครับ...ท่านประธานวุฒิสภานามว่า “นิคม ไวยรัชพานิช” ซึ่งต้องทำหน้าที่รองประธานรัฐสภา โดยตำแหน่งเกิดปัญหาในการทำหน้าที่ โดยพรรคฝ่ายค้านคือประชาธิปัตย์ได้รุมประท้วงถึงกับขับไล่กันระหว่างทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม
เหตุสำคัญเพราะนายนิคมจะต้องสวมหมวก 2 ใบ คือ 1. ในฐานะประธานวุฒิสภา 2. รองประธานรัฐสภา หากมีการประชุมรัฐสภาก็จะต้องทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมสลับกับนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนฯที่ทำหน้าที่ประธานรัฐสภาด้วย
ดังนั้น การที่นายนิคมไปลงชื่อในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญถึง 2 ฉบับ จึงเกิดปัญหา เพราะเมื่อลงชื่อในร่างแก้ไขแต่ต้องมาทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมมันก็ต้องมีปัญหาแน่
เป็นกลางไม่ได้เพราะมีจุดยืนอยู่อีกข้างหนึ่งแล้ว
และในการทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม นายนิคมจึงปฏิเสธได้ยากว่าเป็น “กลาง” เพราะการแสดงบทบาทหลายครั้งเห็นชัดแล้วว่าเข้าข้างฝ่ายที่ต้องการให้มีการแก้ไข
จึงไม่แปลกที่จะต้องถูกประท้วง ถูกขับไล่ และมีการยื่นเงื่อนไข 2 ประเด็นคือ ยุติการทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมและถอนชื่อออกจากร่างแก้ไข
จริงอยู่แม้จะไม่มีข้อห้าม ไม่มีข้อกฎหมายบังคับไว้ แต่คนที่ดำรงตำแหน่งสูงอย่างนี้ก็ควรจะมีความรับผิดชอบที่สูงตามไปด้วย
มิฉะนั้นใครเขาจะให้ความเคารพเชื่อถือ เชื่อฟัง และปฏิบัติตาม
การลงชื่อในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นจริงๆแล้วนายนิคมไม่เห็นมีความจำเป็นอะไรที่จะต้องไปร่วมลงชื่อ เพราะทั้ง ส.ส.-ส.ว.ก็เหลือเฟือพอที่จะเข้าหลักเกณฑ์ที่กำหนดแล้ว และก็ต้องคิดด้วยว่าในฐานะประธานวุฒิสภาที่ต้องทำหน้าที่รองประธานรัฐสภานั้นเป็นเรื่องสำคัญ
เรื่องนี้มันต้องคิดไปข้างหน้าแล้วว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น เพราะแม้จะมีจุดยืนข้างใดข้างหนึ่ง แต่ในเมื่อเป็นประธานที่ประชุมการวางตัวจึงเป็นเรื่องสำคัญ
ที่ผ่านมาไม่เคยมีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้น
เนื่องจากบุคคลที่ดำรงตำแหน่งสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นประธานสภาผู้แทนฯ รองประธานสภาผู้แทนฯ ประธานวุฒิสภา หรือรองประธานวุฒิสภา ที่ผ่านมาก็ไม่เคยมีใครประพฤติตนเช่นนี้มาก่อน เนื่องจากทุกคนให้ความสำคัญต่อตำแหน่งซึ่งมีเกียรติที่ได้รับมอบหมายจากเพื่อนสมาชิก
ความควรไม่ควรจึงต้องมีสำนึกรับรู้ด้วยตนเอง
บุคคลที่ดำรงตำแหน่งสำคัญนี้ที่ผ่านมาส่วนใหญ่แล้วจะทำหน้าที่กันค่อนข้างดี เพราะมีสำนึกความรับผิดชอบและรู้ว่าอะไรควรไม่ควร โดยเฉพาะระหว่างการนั่งเป็นประธานในที่ประชุมจะต้องวางตัวอย่างไร
แม้จะเป็นฝ่ายรัฐบาลก็มีบ้างที่จะช่วยเหลือกัน แต่ก็ต้องระมัดระวังเพราะหากไปทำอย่างนั้นจนน่าเกลียดก็จะเกิดปัญหาต่อการประชุม ทำให้ขาดการยอมรับ ขาดความเชื่อถือ
การทำหน้าที่ประธานไม่ว่าจะเป็น ส.ส.-ส.ว. หรือรัฐสภา นอกจากจะต้องวางตัวให้เหมาะสม ทุกฝ่ายยอมรับได้ ที่สำคัญก็คือการแก้ไขปัญหาในระหว่างการประชุมและปัญหาของประเทศชาติด้วย ไม่ใช่ขึ้นมาเป็นแล้วจะทำอะไรก็ได้
ปัจจุบันจะเห็นว่าบุคคลที่ดำรงตำแหน่งในลักษณะนี้จะมีปัญหามาตลอด นั่นคือไม่ค่อยได้รับการยอมรับเพราะการวางตัวไม่เหมาะสมเป็นเรื่องสำคัญ
ก่อนหน้านี้ตำแหน่งประธานสภาผู้แทนฯ ประธานวุฒิสภา ถือว่ามีความสำคัญ มีบารมีที่จะพูดหรือกระทำอันใดแล้วได้รับการยอมรับและจะมีส่วนสำคัญในการแก้ปัญหาของชาติบ้านเมืองด้วย
แต่วันนี้ดูจะเป็นเพียงแค่ “ตุ๊กตากดปุ่ม” เท่านั้น.
“สายล่อฟ้า”
ไทยรัฐออนไลน์
4 เมษายน 2556, 05:00 น.
.................................................................................................................
.....ดูหัวข่าว แล้ว นึกถึงใครเป็นคนแรก..... ? 555
เรื่องทำได้ "หน้าไม่อาย" .....ลอกแบบสารวัตรเหลิมมาติดๆ
"ตุ๊กตากดปุ่ม" ไร้วุฒิภาวะ
http://www.thairath.co.th/column/pol/gladai/336558
เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับวุฒิภาวะเมื่อไม่คิดให้รอบคอบรอบด้านเสียก่อน พอเจอเข้าจริงๆมันก็เป็นไปอย่างนี้แหละ...
นั่นน่าจะเป็นเพราะว่ามั่นใจในเสียงข้างมาก มั่นใจว่าหากทำอย่างนี้แล้วจะเข้าตาหรือสร้างบารมีทางอ้อม
ก็ใครล่ะครับ...ท่านประธานวุฒิสภานามว่า “นิคม ไวยรัชพานิช” ซึ่งต้องทำหน้าที่รองประธานรัฐสภา โดยตำแหน่งเกิดปัญหาในการทำหน้าที่ โดยพรรคฝ่ายค้านคือประชาธิปัตย์ได้รุมประท้วงถึงกับขับไล่กันระหว่างทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม
เหตุสำคัญเพราะนายนิคมจะต้องสวมหมวก 2 ใบ คือ 1. ในฐานะประธานวุฒิสภา 2. รองประธานรัฐสภา หากมีการประชุมรัฐสภาก็จะต้องทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมสลับกับนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนฯที่ทำหน้าที่ประธานรัฐสภาด้วย
ดังนั้น การที่นายนิคมไปลงชื่อในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญถึง 2 ฉบับ จึงเกิดปัญหา เพราะเมื่อลงชื่อในร่างแก้ไขแต่ต้องมาทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมมันก็ต้องมีปัญหาแน่
เป็นกลางไม่ได้เพราะมีจุดยืนอยู่อีกข้างหนึ่งแล้ว
และในการทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม นายนิคมจึงปฏิเสธได้ยากว่าเป็น “กลาง” เพราะการแสดงบทบาทหลายครั้งเห็นชัดแล้วว่าเข้าข้างฝ่ายที่ต้องการให้มีการแก้ไข
จึงไม่แปลกที่จะต้องถูกประท้วง ถูกขับไล่ และมีการยื่นเงื่อนไข 2 ประเด็นคือ ยุติการทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมและถอนชื่อออกจากร่างแก้ไข
จริงอยู่แม้จะไม่มีข้อห้าม ไม่มีข้อกฎหมายบังคับไว้ แต่คนที่ดำรงตำแหน่งสูงอย่างนี้ก็ควรจะมีความรับผิดชอบที่สูงตามไปด้วย
มิฉะนั้นใครเขาจะให้ความเคารพเชื่อถือ เชื่อฟัง และปฏิบัติตาม
การลงชื่อในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นจริงๆแล้วนายนิคมไม่เห็นมีความจำเป็นอะไรที่จะต้องไปร่วมลงชื่อ เพราะทั้ง ส.ส.-ส.ว.ก็เหลือเฟือพอที่จะเข้าหลักเกณฑ์ที่กำหนดแล้ว และก็ต้องคิดด้วยว่าในฐานะประธานวุฒิสภาที่ต้องทำหน้าที่รองประธานรัฐสภานั้นเป็นเรื่องสำคัญ
เรื่องนี้มันต้องคิดไปข้างหน้าแล้วว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น เพราะแม้จะมีจุดยืนข้างใดข้างหนึ่ง แต่ในเมื่อเป็นประธานที่ประชุมการวางตัวจึงเป็นเรื่องสำคัญ
ที่ผ่านมาไม่เคยมีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้น
เนื่องจากบุคคลที่ดำรงตำแหน่งสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นประธานสภาผู้แทนฯ รองประธานสภาผู้แทนฯ ประธานวุฒิสภา หรือรองประธานวุฒิสภา ที่ผ่านมาก็ไม่เคยมีใครประพฤติตนเช่นนี้มาก่อน เนื่องจากทุกคนให้ความสำคัญต่อตำแหน่งซึ่งมีเกียรติที่ได้รับมอบหมายจากเพื่อนสมาชิก
ความควรไม่ควรจึงต้องมีสำนึกรับรู้ด้วยตนเอง
บุคคลที่ดำรงตำแหน่งสำคัญนี้ที่ผ่านมาส่วนใหญ่แล้วจะทำหน้าที่กันค่อนข้างดี เพราะมีสำนึกความรับผิดชอบและรู้ว่าอะไรควรไม่ควร โดยเฉพาะระหว่างการนั่งเป็นประธานในที่ประชุมจะต้องวางตัวอย่างไร
แม้จะเป็นฝ่ายรัฐบาลก็มีบ้างที่จะช่วยเหลือกัน แต่ก็ต้องระมัดระวังเพราะหากไปทำอย่างนั้นจนน่าเกลียดก็จะเกิดปัญหาต่อการประชุม ทำให้ขาดการยอมรับ ขาดความเชื่อถือ
การทำหน้าที่ประธานไม่ว่าจะเป็น ส.ส.-ส.ว. หรือรัฐสภา นอกจากจะต้องวางตัวให้เหมาะสม ทุกฝ่ายยอมรับได้ ที่สำคัญก็คือการแก้ไขปัญหาในระหว่างการประชุมและปัญหาของประเทศชาติด้วย ไม่ใช่ขึ้นมาเป็นแล้วจะทำอะไรก็ได้
ปัจจุบันจะเห็นว่าบุคคลที่ดำรงตำแหน่งในลักษณะนี้จะมีปัญหามาตลอด นั่นคือไม่ค่อยได้รับการยอมรับเพราะการวางตัวไม่เหมาะสมเป็นเรื่องสำคัญ
ก่อนหน้านี้ตำแหน่งประธานสภาผู้แทนฯ ประธานวุฒิสภา ถือว่ามีความสำคัญ มีบารมีที่จะพูดหรือกระทำอันใดแล้วได้รับการยอมรับและจะมีส่วนสำคัญในการแก้ปัญหาของชาติบ้านเมืองด้วย
แต่วันนี้ดูจะเป็นเพียงแค่ “ตุ๊กตากดปุ่ม” เท่านั้น.
“สายล่อฟ้า”
ไทยรัฐออนไลน์
4 เมษายน 2556, 05:00 น.
.................................................................................................................
.....ดูหัวข่าว แล้ว นึกถึงใครเป็นคนแรก..... ? 555
เรื่องทำได้ "หน้าไม่อาย" .....ลอกแบบสารวัตรเหลิมมาติดๆ