===ชีวิตไม่ได้หมดสิ้นนะลูก====


    "พ่อ........... " เจ้าหมิวเดินเข้ามานั่งข้างโต๊ะทำงานผมในห้อง แล้วก็ก้มหน้าร้องไห้ หนัก ๆ
    "เป็นไรลูกใครแกล้งหรือ " ผมถาม เพราะคิดว่า เขานั่งเล่นนั่งคุยกับเพื่อนทาง Line แล้วก็ คงทะเลาะกัน หรือไอ้หนุ่มที่มาจีบคนไหนคงกวนจนร้องไห้
    "GAT/PAT ออกแล้ว คะแนน รวมคำนวณแล้วไม่ถึง สองหมื่น ไม่พอที่จะเข้า วารสาร ธรรมศาสตร์ หมิวอยากเรียน" เขาตอบพร้อมน้ำตานองหน้า
    ผมก็อึ้งเหมือนกัน เอาไงวะ เพราะใจแรกนึกว่าคะแนนจะพอเสี่ยงลุ้นได้ที่โหล่ของคณะก็ยังดี ใจก็ผิดหวังไม่น้อย อยากให้ลูกเรียนตามที่เขาอยากได้ เพราะเห็น อาแพร

จบวารสารมธ เป็นผู้ประกาศ ทีวีช่องหนึ่ง
    "หมิว พยายามแล้วนะพ่อ ความพยายามความตั้งใจสุดท้ายไม่เหลืออะไร เรียนพิเศษก็หมดไปไม่รู้เท่าไร" เจ้าหมิวโอดตลอด
    "อืม แล้วเป็นไง ก็ดีนะพ่อ ว่า เรียน ม บูรพา ก็ได้ ตอนนี้หมิวก็ได้ นิเทศ ม บูรพา แล้วนี่ พ่อก็จ่ายเงินค่ารายงานตัวเรียบร้อยหมดแล้วชุด นิสิตใหม่ ก็ซื้อเรียบร้อย หมดแล้ว

รอวันเปิดเทอมแล้วนี่" ผมเริ่มตั้งหลักได้
    "แต่หมิวอยากเรียนพ่อก็รู้หมิวตั้งความหวัง อยากจะเรียน มธ แล้วก็ พยายามสองปีเต็มกับการสอบแล้วตอนนี้มันเหมือนไม่เหลืออะไร"เจ้าหมิวโวยต่อ

    "ฟังพ่อนะ ...... พ่อเคยสอบ โรงเรียนนายร้อย แล้วก็พลาดเพราะสายตาสั้น มหาวิทยาลัยเอกชนสมัยนั้นสอนแต่ บริหาร พ่อไปเรียนรามคำแหง ไปแบบไม่เคยคิดฝันว่าจะ

ต้องไปเรียน พ่อหดหู่วันที่ไปสมัครรามคำแหง พ่อท้อมาก ช้ำกับคำดูถูกว่า เด็กราม!! แล้วพ่อก็ตั้งใจเรียน กว่าจะจบเลือดตาแทบกระเด็น โชคดีตลอดเวลา ที่เรียนพ่อไปหาอานิจที่

หอการค้า อาเขาก็ไม่เคยดูถูกพ่อ ทำให้พ่อมีกำลังใจเยอะมาก แล้วก็ทำงาน จนวันนี้ด้วยคำที่ท่องไว้ในใจว่า ต้องทำให้ได้ เอาชนะทุกอย่างให้ได้
    ผ่านไปยี่สิบกว่าปี พ่อก็เขียนโปรแกรมให้บริษัทหลายสิบบริษัท ระดับประเทศก็ไม่น้อย ไม่ว่าจะหลับหรือตื่น มีโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของพ่อทำงานควบคุมเครื่องจักรใน

โรงงานอุตสาหกรรมเสมอ
    คนเรียน วารสาร มธ เขาเก่งที่เขาเข้าได้ แต่คนเป็น ครีเอทีฟ อย่างที่หมิวอยากเป็น ไม่จำเป็นต้อง จบ นิเทศ แต่จบอะไรก็ได้ หมิวก็เห็นเพื่อนพ่อบางคน จบ รัฐศาสตร์ แต่

เป็น ครีเอทีฟ รู้จักใช่ไหม ไตรภพ ลิมปพัทธ์ จบนิติ ราม แล้วทำรายการโทรทัศน์
    หมิวว่าไม่เหลืออะไร พ่อหมดเงินไปร่วมแสนบาท หมิวได้ซิ ความรู้ความพยายาม หมิวได้ลอง แล้ว รู้ความสามารถตัวเอง
    สอบแกท อังกฤษครั้งแรกคะแนน ไม่ดี ก็ ไปติว กับครูสมศรี คะแนนก็เพิ่มขึ้นมาไม่น้อย ได้เกินพอที่จะพอใจ วิชามันจะอยู่กับตัว ที่หมิวติวมา มันไม่ได้หายไปไหนมันอยู่

กับตัวใช้เรียนในมหาวิทยาลัยปีหนึ่งก็ได้ แล้วจะบอกว่าไม่เหลืออะไรได้อย่างไร
    พ่อเคยบอกแล้วว่า ชีวิตคนเรามีได้แล้วก็เสีย เสียแล้วก็ได้ อะไรที่เกิดขึ้นกับเราวันนี้ดีแล้วล่ะ ที่มันเกิด
    หมิวเรียน ม บูรพา พ่อก็ รับส่งได้ ย่าก็ไป ที่มหาวิทยาลัยประจำ ที่ คณะ ก็เจอ เพื่อนพ่อ รุ่นน้องพ่อ อยู่ในครอบครัวอบอุ่นเหมือนเดิม มีความสุขดีออก แถมไม่ต้องปรับตัว

ด้วยเพราะ ม บูรพา ใกล้บ้านหมิววิ่งเล่นตั้งแต่ หัดเดินจนวันนี้ เราไปลอยกระทงทุกปีที่ใน ม บูรพา"
    ผมพูดเสียยาว
    "จะบอกแม่ว่าไง" เจ้าหมิวพูดสั้นๆ
    "ไม่ยากลูก ไม่ได้ก็คือไม่ได้ แม่ไม่ได้จ่ายเงิน ค่าหน่วยกิต ม บู พ่อจ่าย แม่ไม่ได้จ่ายเงินค่าเรียนพิเศษ พ่อจ่าย แม่ไม่ได้ส่งหมิวเรียน พ่อส่งแล้วจะมายุ่งอะไร ปล่อยให้ เจ้

เกลือทิพย์ แม่หมิวอยู่ของเขาไปดีกว่า"

    จริงๆ นะครับสมัยนี้ ผมว่าคนเรา เลิกสนใจเรื่อง ชื่อมหาวิทยาลัยกันน่าจะได้แล้ว มหาวิทยาลัย อาจจะ เป็นเหมือนหน้าปกหนังสือ แต่เนื้อในคือความเป็นตัวบุคคล เวลา

46 ปี บนโลกนี้ทำให้ผมเห็นเด็กบางคนมาจากพื้นฐานที่ ไม่ดีนัก
    เพื่อนผมบางคน จบ รร พาณิชย์ ขยันเรียน จบ ปริญญาโท เป็นผู้สอบบัญชี รายได้เดือนหนึ่งไม่น้อย
    รุ่นน้องบางคน เป็นข้าราชการ ชั้นผู้ใหญ่แล้ว ก็ จบ มหาวิทยาลัยไม่ดังเท่าไร
    จริงอยู่เพื่อน บางคน จบ ม ดังๆ เป็นคนเก่งก็เยอะ เป็นนิติราษฎร์ ก็มี
    มันเอาแน่ไม่ได้
    ผมเชื่อว่า ช่วงนี้ พี่น้องและลูกหลานเพื่อนๆ แม่ๆ ชาวชานเรือน คงมีสอบเข้ามหาวิทยาลัยกันบางนะครับ
    เป็นกำลังใจให้ทุกคนเลย
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่