'อภิสิทธิ์'เหน็บรัฐกู้เงินชาตินี้ แต่ใช้ชาติโน้นไม่ใช่แค่ชาติหน้า
พร้อมท้าระบุในกม.โครงการทั้งหมดต้องทำตามระเบียบจัดซื้อจัดจ้างว่าด้วยการพัสดุเท่านั้น
เมื่อ เวลา 11.20 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร อภิปรายว่า พรรคประชาธิปัตย์สนับสนุนการลงทุนเหล่านี้ แต่การลงทุนในโครงการเหล่านี้ทำได้โดยไม่จำเป็นต้องมีกฎหมายฉบับนี้ เพราะการกู้เงินครั้งนี้เป็นก้อนใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ นอกจากนี้ ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศก็ไม่ได้อยู่แค่เรื่องของการคมนาคม เพราะด้านโครงสร้างพื้นฐานทางคมนาคมของเราอยู่ในลำดับที่ 40 กว่าของโลก แต่องค์ประกอบอื่นเช่น ด้านสาธารณสุขนั้นเราอยู่ลำดับที่ 70 กว่า และด้านการศึกษาเราอยู่ในลำดับที่เกือบ 90 ซึ่งการพัฒนาประเทศนั้นองค์รวมทุกด้านต้องสอดคล้องกันด้วย ทั้งนี้ เงินจำนวน 2 ล้านล้านบาทนั้นไม่จำเป็นต้องกู้เพียงอย่างเดียว กฎหมายเกี่ยวกับการร่วมทุนระหว่างรัฐกับเอกชนพึ่งจะผ่านการแก้ไขของสภาฯ ไปไม่นาน ถ้าใช้กฎหมายฉบับนี้ตัวเลขการลงทุนก็จะไม่สูงขนาดนี้
“ สมัยที่พวกผมเป็นรัฐบาล พวกท่านคัดค้านการกู้เงิน บอกว่าสร้างหนี้ให้ประเทศ กู้มาโกง เก่งแต่กู้ รัฐบาลไปหาเสียงว่าจะไม่กู้ ขึ้นป้ายหาเสียงทั่วประเทศว่าจะล้างหนี้ให้ประเทศ ทุกโครงการที่หาเสียงไว้มีวิธีบริหารจัดการโดยที่ไม่ต้องกู้ แล้วทำไมวันนี้ท่านถึงต้องกู้เงิน วันที่พวกตนออกจากตำแหน่งรัฐบาล หนี้สาธารณะลดลงเหลือเพียง 41% แต่วันนี้ยังไม่มีการกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท หนี้สาธารณะก็อยู่ที่ 45% แล้ว และที่บอกว่าจะใช้หนี้ภายใน 50 ปี รวมเป็นเงิน 5 ล้านล้านบาท โดยเป็นดอกเบี้ย 3 ล้านล้านบาทนั้น ท่านคำนวณบนฐานของดอกเบี้ยที่ต่ำอย่างทุกวันนี้ไปอีก 50 ปี ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่ดอกเบี้ยจะต่ำอย่างนี้ไปอีกถึง 50 ปี ดังนั้นจะไม่ใช่แค่ใช้หนี้ชาติหน้า แต่ต้องเป็นชาติโน้น”นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ที่รัฐบาลอ้างว่าต้องกู้เงินเพราะไม่อยากตั้งงบประมาณแบบขาดดุลแล้วขาดดุลอีก เพราะมันดูไม่ดีในสายตาของต่างประเทศนั้น การตั้งงบประมาณแบบสมดุลแต่ไปกู้เงินมา 2 ล้านล้านบาทนั้น ต่างประเทศเขาดูออก ตนกลัวว่าจะมีแต่รัฐบาลเองที่ดูไม่ออกแล้วจะมาอ้างในอนาคตว่า จะขอเพิ่มงบประมาณขาดดุลเพิ่มขึ้นอีกนิดหน่อยมากกว่า วันนี้ทั่วโลกหากเศรษฐกิจไม่วิกฤติจริงๆ ไม่มีใครเขาก่อหนี้ถ้าไม่จำเป็นกันแล้ว ทั้งนี้ รัฐบาลกล้าเขียนลงไปในกฎหมายฉบับนี้หรือไม่ว่า ตั้งแต่ปี 2556 - 2560 จะปรับลดการขาดดุลงบประมาณลงเท่าไหร่ และหลังจากปี 2560 แล้วท่านจะจัดงบประมาณแบบสมดุล ซึ่งตนเชื่อว่ารัฐบาลไม่กล้า รัฐบาลจะไม่ดำเนินการตามนี้ และในที่สุดเงินตรงนี้ก็อาจจะถูกนำไปทำโครงการอื่นที่ไม่คุ้มค่า ส่วนที่นายกรัฐมนตรีระบุว่า มีระเบียบจัดซื้อจัดจ้างว่าด้วยการพัสดุ สำนักนายกรัฐมนตรี ควบคุมอยู่นั้น ท่านระบุในกฎหมายฉบับนี้เลยได้หรือไม่ว่า การใช้จ่ายเงินในโครงการนี้ต้องทำตามระเบียบจัดซื้อจัดจ้างว่าด้วยการพัสดุเท่านั้น จะได้น่าเชื่อถือมากขึ้น
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่ออีกว่า สำหรับกรณีที่รัฐบาลระบุว่า รถไฟความเร็วสูงจะเชื่อมไทยสู่โลกนั้น ตามโครงการของรัฐบาลที่เห็นในขณะนี้ ประชาชนต้องขึ้นรถไฟความเร็วสูงจากจีนมาลงที่จังหวัดหนองคายแล้วต่อรถไฟแบบปกติมาที่จังหวัดนครราชสีมาเพื่อมาขึ้นรถไฟความเร็วสูงเข้ามาที่กรุงเทพฯ แบบนี้หรือที่เป็นการเชื่อมโลก และรัฐบาลอธิบายได้หรือไม่ว่า เหตุผลใดโครงการรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-เชียงใหม่จึงต้องมาก่อนโครงการรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ -หนองคาย ทั้งนี้ หลักการของประชาธิปไตยนั้น อะไรที่เป็นภาระกับประชาชน สส.มีสิทธิที่จะตรวจสอบได้อย่างน้อยปีละ 1 ครั้งในระบบงบประมาณ ดังนั้น หากวันนี้สภาฯ อนุมัติกฎหมายฉบับนี้ ต่อไปรัฐบาลอาจจะเสนอกฎหมายงบประมาณโดยมีเพียงแค่เงินเดือนอย่างเดียว จะไปลงทุนอะไรก็ไปกู้เงิน สส.ไม่สามารถที่จะตรวจสอบได้เลย ซึ่งรัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตยนั้นจะไม่ทำแบบนี้ เพราะเป็นการเลี่ยงการตรวจสอบ อย่าเอาภาพสวยๆ มาบังหน้าแล้วก็ไปกู้เงินมากองไว้ให้เป็นภาระของประชาชน ดังนั้นพวกตนจึงไม่ขอรับหลักการของกฎหมายฉบับนี้...
'มาร์ค' เหน็บรัฐกู้เงินชาตินี้แต่ใช้ชาติโน้น
พร้อมท้าระบุในกม.โครงการทั้งหมดต้องทำตามระเบียบจัดซื้อจัดจ้างว่าด้วยการพัสดุเท่านั้น
เมื่อ เวลา 11.20 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร อภิปรายว่า พรรคประชาธิปัตย์สนับสนุนการลงทุนเหล่านี้ แต่การลงทุนในโครงการเหล่านี้ทำได้โดยไม่จำเป็นต้องมีกฎหมายฉบับนี้ เพราะการกู้เงินครั้งนี้เป็นก้อนใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ นอกจากนี้ ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศก็ไม่ได้อยู่แค่เรื่องของการคมนาคม เพราะด้านโครงสร้างพื้นฐานทางคมนาคมของเราอยู่ในลำดับที่ 40 กว่าของโลก แต่องค์ประกอบอื่นเช่น ด้านสาธารณสุขนั้นเราอยู่ลำดับที่ 70 กว่า และด้านการศึกษาเราอยู่ในลำดับที่เกือบ 90 ซึ่งการพัฒนาประเทศนั้นองค์รวมทุกด้านต้องสอดคล้องกันด้วย ทั้งนี้ เงินจำนวน 2 ล้านล้านบาทนั้นไม่จำเป็นต้องกู้เพียงอย่างเดียว กฎหมายเกี่ยวกับการร่วมทุนระหว่างรัฐกับเอกชนพึ่งจะผ่านการแก้ไขของสภาฯ ไปไม่นาน ถ้าใช้กฎหมายฉบับนี้ตัวเลขการลงทุนก็จะไม่สูงขนาดนี้
“ สมัยที่พวกผมเป็นรัฐบาล พวกท่านคัดค้านการกู้เงิน บอกว่าสร้างหนี้ให้ประเทศ กู้มาโกง เก่งแต่กู้ รัฐบาลไปหาเสียงว่าจะไม่กู้ ขึ้นป้ายหาเสียงทั่วประเทศว่าจะล้างหนี้ให้ประเทศ ทุกโครงการที่หาเสียงไว้มีวิธีบริหารจัดการโดยที่ไม่ต้องกู้ แล้วทำไมวันนี้ท่านถึงต้องกู้เงิน วันที่พวกตนออกจากตำแหน่งรัฐบาล หนี้สาธารณะลดลงเหลือเพียง 41% แต่วันนี้ยังไม่มีการกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท หนี้สาธารณะก็อยู่ที่ 45% แล้ว และที่บอกว่าจะใช้หนี้ภายใน 50 ปี รวมเป็นเงิน 5 ล้านล้านบาท โดยเป็นดอกเบี้ย 3 ล้านล้านบาทนั้น ท่านคำนวณบนฐานของดอกเบี้ยที่ต่ำอย่างทุกวันนี้ไปอีก 50 ปี ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่ดอกเบี้ยจะต่ำอย่างนี้ไปอีกถึง 50 ปี ดังนั้นจะไม่ใช่แค่ใช้หนี้ชาติหน้า แต่ต้องเป็นชาติโน้น”นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ที่รัฐบาลอ้างว่าต้องกู้เงินเพราะไม่อยากตั้งงบประมาณแบบขาดดุลแล้วขาดดุลอีก เพราะมันดูไม่ดีในสายตาของต่างประเทศนั้น การตั้งงบประมาณแบบสมดุลแต่ไปกู้เงินมา 2 ล้านล้านบาทนั้น ต่างประเทศเขาดูออก ตนกลัวว่าจะมีแต่รัฐบาลเองที่ดูไม่ออกแล้วจะมาอ้างในอนาคตว่า จะขอเพิ่มงบประมาณขาดดุลเพิ่มขึ้นอีกนิดหน่อยมากกว่า วันนี้ทั่วโลกหากเศรษฐกิจไม่วิกฤติจริงๆ ไม่มีใครเขาก่อหนี้ถ้าไม่จำเป็นกันแล้ว ทั้งนี้ รัฐบาลกล้าเขียนลงไปในกฎหมายฉบับนี้หรือไม่ว่า ตั้งแต่ปี 2556 - 2560 จะปรับลดการขาดดุลงบประมาณลงเท่าไหร่ และหลังจากปี 2560 แล้วท่านจะจัดงบประมาณแบบสมดุล ซึ่งตนเชื่อว่ารัฐบาลไม่กล้า รัฐบาลจะไม่ดำเนินการตามนี้ และในที่สุดเงินตรงนี้ก็อาจจะถูกนำไปทำโครงการอื่นที่ไม่คุ้มค่า ส่วนที่นายกรัฐมนตรีระบุว่า มีระเบียบจัดซื้อจัดจ้างว่าด้วยการพัสดุ สำนักนายกรัฐมนตรี ควบคุมอยู่นั้น ท่านระบุในกฎหมายฉบับนี้เลยได้หรือไม่ว่า การใช้จ่ายเงินในโครงการนี้ต้องทำตามระเบียบจัดซื้อจัดจ้างว่าด้วยการพัสดุเท่านั้น จะได้น่าเชื่อถือมากขึ้น
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่ออีกว่า สำหรับกรณีที่รัฐบาลระบุว่า รถไฟความเร็วสูงจะเชื่อมไทยสู่โลกนั้น ตามโครงการของรัฐบาลที่เห็นในขณะนี้ ประชาชนต้องขึ้นรถไฟความเร็วสูงจากจีนมาลงที่จังหวัดหนองคายแล้วต่อรถไฟแบบปกติมาที่จังหวัดนครราชสีมาเพื่อมาขึ้นรถไฟความเร็วสูงเข้ามาที่กรุงเทพฯ แบบนี้หรือที่เป็นการเชื่อมโลก และรัฐบาลอธิบายได้หรือไม่ว่า เหตุผลใดโครงการรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-เชียงใหม่จึงต้องมาก่อนโครงการรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ -หนองคาย ทั้งนี้ หลักการของประชาธิปไตยนั้น อะไรที่เป็นภาระกับประชาชน สส.มีสิทธิที่จะตรวจสอบได้อย่างน้อยปีละ 1 ครั้งในระบบงบประมาณ ดังนั้น หากวันนี้สภาฯ อนุมัติกฎหมายฉบับนี้ ต่อไปรัฐบาลอาจจะเสนอกฎหมายงบประมาณโดยมีเพียงแค่เงินเดือนอย่างเดียว จะไปลงทุนอะไรก็ไปกู้เงิน สส.ไม่สามารถที่จะตรวจสอบได้เลย ซึ่งรัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตยนั้นจะไม่ทำแบบนี้ เพราะเป็นการเลี่ยงการตรวจสอบ อย่าเอาภาพสวยๆ มาบังหน้าแล้วก็ไปกู้เงินมากองไว้ให้เป็นภาระของประชาชน ดังนั้นพวกตนจึงไม่ขอรับหลักการของกฎหมายฉบับนี้...