สร้างภูมิคุ้มกัน ปันผลกำไร ...วิเคราะห์การเมือง ....ไทยรัฐออนไลน์

กระทู้สนทนา
จับตา “ทักษิณ” เร่งเกมแก้รธน.-กู้เงิน2ล้านล้าน

โหวกเหวกโวยวายพอเป็นพิธี แล้วกระแสนิรโทษกรรมก็ซาลงไป

ตามเสียงเตือนอย่างเป็นทางการของ พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร
เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) ที่ให้สัมภาษณ์ออกอากาศเลยว่า
หากมีการผลักดันร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯในสภา
สถานการณ์อาจยกระดับไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงได้

บรรยากาศขณะนี้ควรจะชะลอไว้อีกสักระยะหนึ่งก่อน

ในขณะที่ประเด็นร้อนแทรกขึ้นมา จากการลาออกของนายเกษม นิมมลรัตน์
.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ตามข้ออ้างอย่างเป็นทางการว่ามีปัญหาสุขภาพ
อยากกลับไปทำงานบริหารระดับท้องถิ่น

แต่เรื่องของเรื่องก็ไม่สามารถกลบกระแสวิพากษ์วิจารณ์
ขบวนการคนรู้ทันที่ดักไต๋แผนการเปิดทางให้ “เจ๊แดง” นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์
แกนนำใหญ่พรรคเพื่อไทย ลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อม

แต่งตัวพร้อมเป็นตัวสำรอง “นายกฯ ฉุกเฉิน”

จ่อเสียบแทนน้องสาว ในสถานการณ์ที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี
กำลังลุ้นคดีอยู่ในคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
(ป.ป.ช.) โดยเฉพาะปมเงินกู้ยืม 30 ล้านบาทที่ปล่อยกู้ให้บริษัทที่คู่สมรส
ถือหุ้นใหญ่ และไม่ได้แจ้งบัญชีทรัพย์สิน

แค่ ป.ป.ช.ชี้ว่าคดีมีมูล นายกฯ ยิ่งลักษณ์ก็ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที

ในขณะที่เจ้าตัวนายกฯ ยิ่งลักษณ์ต้องออกมาบอกปัดกระแสเป็นเชิงอ้อนขอโอกาส
เพราะได้รับโอกาสจากพี่น้องประชาชนมาปีกว่า ก็อยากเห็นการทำงานจนครบเทอม
เพื่อจะได้พิสูจน์การทำงาน

วันนี้ “ยิ่งลักษณ์” ขอยืนยันที่จะทำงานรับใช้พี่น้องประชาชนอย่างเต็มความสามารถ

โดยหวังว่าทาง
ป.ป.ช.หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะให้ความยุติธรรมและความเป็นธรรมแก่ตนเอง
เพราะทุกอย่างได้ชี้แจงทั้งหมดไปตามขั้นตอนตามข้อเท็จจริงแล้ว

จับน้ำเสียงก็ไม่ได้มั่นใจในสถานภาพเต็มร้อยสักเท่าไหร่

ที่แน่ๆในอาการทีเล่นแต่เอาจริง จับอารมณ์จากนายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายของ
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวเป็นเชิงเบิ้ลบลัฟกระแสวิจารณ์กรณีของ
“เจ๊แดง”

ยอมรับเป็นนัย การมีนายกรัฐมนตรีสำรองสำหรับพรรคอื่นไม่จำเป็น
แต่สำหรับพรรคเพื่อไทยคิดว่ามีไว้สัก 2–3 คนกำลังสวย เพราะอะไรๆก็เกิดขึ้นได้ยุคนี้

ย้อนเทียบเคียงกรณีของนายสมัคร สุนทรเวช
อดีตนายกฯที่ตกเก้าอี้เพราะทำกับข้าวโชว์ทางทีวี รวมถึงอดีตนายกฯ ทักษิณ
และอดีตนายกฯ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ที่หลุดวงโคจรเพราะขั้วอำนาจตรงข้ามสอย

สรุปพรรคเพื่อไทยต้องเตรียมตั้งรับเหตุพลิกผันทุกสถานการณ์

ขณะเดียวกัน จับสัญญาณจากอดีตนายกฯ
ทักษิณที่ใช้โปรแกรมสไกป์เข้าร่วมประชุมพรรคเพื่อไทยนัดล่าสุด
โดยแนะนำให้ลูกพรรคเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา

เพราะถ้าเดินหน้าแก้ทั้งฉบับอาจจะมีปัญหา ทำให้รัฐบาลล้มได้

อีกประเด็นหนึ่งคือการเร่งผลักดัน พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน
เพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน วงเงิน 2 ล้านล้านบาท ที่อดีตนายกฯ ทักษิณ
บอกให้ ส.ส.รัฐบาลช่วยกันชี้แจงถึงความตั้งใจของรัฐบาล เพื่อลงทุนทำระบบ
โครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งหรือโลจิสติกส์

โดยการกู้เงินดังกล่าวจะช่วยยกระดับประเทศและเศรษฐกิจให้ดีขึ้น

แก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา ดัน พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้าน 2 ภารกิจด่วนที่อดีตนายกฯ
ทักษิณสั่งเดินหน้า

โดยไม่พูดถึงการนิรโทษกรรม พร้อมทั้งยังย้ำสำทับแทนนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ว่าจะปรับ
ครม.แค่ในส่วนของพรรคชาติไทยพัฒนา แทนเก้าอี้ของนายชุมพล ศิลปอาชา อดีตรองนายกฯ
และรมว.การท่องเที่ยวฯ เท่านั้น ไม่มีการขยับรัฐมนตรีในส่วนของพรรคเพื่อไทย

ตัดปมที่เสี่ยงกับความไม่เป็นเอกภาพ

“นายใหญ่” สั่งพักเรื่องอื่นไว้ก่อน เพื่อไม่ให้ยุทธศาสตร์เป้าหมายสะดุด

ตามจังหวะเร่งเกมกันอย่างเห็นได้ชัด ทันทีที่ร่าง พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้าน
ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุม ครม.เมื่อวันที่ 19 มีนาคม
ก็มีการส่งต่อให้นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภา
เพื่อดำเนินการบรรจุวาระการประชุม ในเย็นวันเดียวกันเลย

โดยที่ประธานสภาก็แบะท่ายอมรับว่า เป็นไปได้ที่จะบรรจุร่าง
พ.ร.บ.ดังกล่าวเข้าสู่วาระการประชุมสภาในสัปดาห์หน้า หาก
ส.ส.เห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วน

สอดรับกับนายอำนวย คลังผา ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย ในฐานะ
ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาลหรือวิปรัฐบาล
ที่ระบุว่าได้กำหนดการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ใ
นวาระแรกไว้ 2 วัน ระหว่างวันที่ 28-29 มีนาคม โดยจะบรรจุร่าง
กฎหมายเข้าสู่วาระการประชุมในวันที่ 27 มีนาคม

จากนั้นจะใช้มติที่ประชุมขอเลื่อนขึ้นมาพิจารณาเป็นวาระเร่งด่วน

ทั้งหมดทั้งปวง ตามปฏิทินที่รัฐบาลวางกันไว้ ทั้งร่าง พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท
รวมถึงร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2557 จะต้องแล้วเสร็จในเดือนกันยายน

ในจังหวะควบคู่กันไปกับการเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา ที่
ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลภายใต้การนำของนายอุดมเดช รัตนเสถียร ที่ปรึกษาวิปรัฐบาล
จับมือกับสมาชิกวุฒิสภาสายเลือกตั้งเป็นส่วนใหญ่ นำทีมโดยนายประสิทธิ์ โพธสุธน
ส.ว.สุพรรณบุรี และนายดิเรก ถึงฝั่ง ส.ว.นนทบุรี
อดีตประธานคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้รัฐธรรมนูญ

เป็นหัวหอกรวบรวมรายชื่อเข้ายื่นต่อประธานรัฐสภา

โดยแนวทางแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา แบ่งเป็น 3 ประเด็นตามที่
กลุ่ม ส.ว.และ ส.ส.ยื่นร่างแก้ไขเป็น 3 ร่าง ประกอบด้วย มาตรา 237 เรื่อง
การยุบพรรค เพราะเห็นว่าไม่สมควรลงโทษผู้ที่ไม่ได้กระทำความผิด เป็น
การละเมิดสิทธิมนุษยชน จึงเสนอให้แก้มาตรานี้เป็นประเด็นแรก

พร้อมพ่วงแก้มาตรา 68 ด้วย คือ ให้ระบุชัดว่า การพิจารณาเรื่องร้องเรียน
ตามมาตรา 68 ให้อัยการมีอำนาจรับเรื่องไว้ โดยไม่ให้ศาลรัฐธรรมนูญรับ
เรื่องร้องเรียนโดยตรงอย่างที่ผ่านมา

มาตรา 190 เกี่ยวกับเรื่องการทำสัญญาระหว่างประเทศ ที่ทำให้เสียเปรียบ
ในการชิงไหวชิงพริบกับต่างประเทศ และมาตรา 117 เรื่องที่มาของ
ส.ว.เลือกตั้งทั้งหมด 200 คน โดยตัด ส.ว.สรรหาออกไป
เพราะไม่สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตย

และเช่นกัน สมศักดิ์ก็แบะท่า มีความเป็นไปได้ที่จะเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ
เป็นรายมาตราเข้าที่ประชุมสภาในสัปดาห์ถัดไป เพื่อพิจารณารับหลักการใน
วาระแรก ไม่จำเป็นต้องพิจารณาในวันพุธหรือวันพฤหัสบดี เพราะเป็นการพิจารณา
ในที่ประชุมร่วมรัฐสภา อาจพิจารณาในวันจันทร์หรืออังคารก็ได้

ตามปฏิทินของพรรคเพื่อไทยที่ล็อกโปรแกรมไว้ กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
จะผ่านวาระที่หนึ่งขั้นรับหลักการภายในต้นเดือนเมษายนนี้ก่อนปิดสมัยประชุม
จากนั้นจะมีการตั้งกรรมาธิการที่จะใช้เวลา 2-3 เดือน
ก่อนเปิดสมัยประชุมรัฐสภาสมัยสามัญทั่วไปในเดือนสิงหาคม
ก็จะเข้าสู่การพิจารณาในวาระที่สอง และต้องทิ้งไว้อีก 15 วัน
ถึงจะเข้าสู่การพิจารณาในวาระที่ 3

สรุปใช้เวลา 4–5 เดือน น่าจะเสร็จสิ้นในเดือนกันยายน

ที่แน่ๆเพื่อประสิทธิผลของเป้าหมายสำคัญ คณะยุทธศาสตร์ของพรรคเพื่อไทย
ได้ตั้งทีมวอร์รูมรับมือประเด็นร้อนทางการเมือง

โดยให้น้ำหนักไปที่ 2 ปมหลักก็คือ ประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่มีนายภูมิธรรม
เวชยชัย เลขาธิการพรรค นายจาตุรนต์ ฉายแสง นายนพดล ปัทมะ นายพงษ์เทพ
เทพกาญจนา นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ นายชูศักดิ์ ศิรินิล นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช
ฯลฯ เป็นตัวหลัก

อีกทีมก็มีนายวราเทพ รัตนากร รมต.ประจำสำนักนายกฯ เป็นคนคุมเกมการชี้แจงในสภา
โดยมีนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ และ รมว.คลัง กับนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์
รมว.คมนาคม เป็นตัวหลักในการชี้แจง พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท
เปิดเกมรุก ตั้งเกมรับ เดินหมากกันอย่างเป็นแบบแผน

“ทักษิณ” เลือกเจาะในเหลี่ยมที่ฝ่ายต้านหาเหตุสกัดยากกว่าที่ผ่านมา

เอาเป็นว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่พลิกยุทธศาสตร์จากลุยรื้อทั้งฉบับที่อดีตนายกฯ
ทักษิณก็ยอมรับว่า เสี่ยงทำให้รัฐบาลล้มได้ มาเป็นการแก้ไขแบบรายมาตราที่ถือว่า
ปลอดภัยกว่า

เนื่องจากเดินตามแนวทางคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

แม้แต่พรรคประชาธิปัตย์เองก็ค้านไม่ได้เต็มปาก เพราะสมัยตัวเองก็เคยเดิน
หมากแก้ไขรัฐธรรมนูญเปลี่ยนระบบการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเรียงเบอร์มา
เป็นแบบเขตเดียวเบอร์เดียวก่อนเลือกตั้ง

หวังผลให้เข้าเหลี่ยมได้เปรียบของตัวเองเหมือนกัน

ขณะที่มาตรา 237 โละโทษยุบพรรค ว่ากันลึกๆก็ตรงตามความต้องการ
ของพรรคการเมืองทุกค่าย แม้แต่พรรคประชาธิปัตย์ที่มีคดีสุ่มเสี่ยงค้าง
อยู่ในการพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็ไม่อยาก
เหนื่อยลุ้นกับปมเสี่ยงๆอยู่แล้ว สมประโยชน์นักเลือกตั้งอาชีพทุกฝ่าย

เช่นกันกับเงื่อนไขมาตรา 190 ที่ขัดกับหลักปฏิบัติในเชิงบริหารราชการแผ่นดิน
ว่าด้วยความได้เปรียบเสียเปรียบในเวทีเจรจาความระหว่างประเทศ

เสียงส่วนใหญ่ก็ไม่ปฏิเสธความจำเป็นในการแก้ไขให้เกิดความคล่องตัว

ประเมิน “แรงส่ง” ให้รัฐบาลเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญ
หักมุมกับแนวต้านที่อ่านหมากดักทาง การแก้ไขมาตรา 237 โละโทษยุบพรรค
อีกทางหนึ่งจะส่งอานิสงส์ให้คนบ้านเลขที่ 109 ได้ปลดล็อกโทษแบนก่อนกำหนด

และหนึ่งในนั้นก็คือนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี
ที่อาจกลับมามีสิทธิเข้าแถวจ่อเสียบนายกรัฐมนตรีฉุกเฉินแทน
นายกฯ ยิ่งลักษณ์ โดยไม่ต้องพึ่งบริการของภรรยาคือนางเยาวภา

ส่วนมาตรา 68 ก็จะตัดเส้นทางการร้องตรงไปยังศาลรัฐธรรมนูญ
ก็เป็นเชิงเทคนิคที่มีการวางเกมโละรัฐธรรมนูญทั้งฉบับต่อไปในอนาคต
โดยไม่ต้องติดด่านการร้องศาลรัฐธรรมนูญเหมือนที่ผ่านมา

เรื่องของเรื่อง มันก็หนีไม่พ้นวาระแฝงของ “นายใหญ่”

ต้องเคลียร์เงี่ยงปมรัฐธรรมนูญ สร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเอง

เช่นเดียวกันกับการผลักดัน พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ตามยุทธศาสตร์ที่
รัฐบาลกระตุกกระแสสังคมให้ตื่นตัวไปกับการเดินหน้าพลิกฟื้นประเทศครั้งใหญ่
ด้วยการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทั้งด้านการบริหารจัดการน้ำ ระบบการคมนาคม
ขนส่ง ตื่นตาตื่นใจไปกับเมกะโปรเจกต์รถไฟความเร็วสูง รถไฟฟ้า ฯลฯ

ในขณะที่ฝ่ายค้าน พรรคประชาธิปัตย์เองก็โจมตีได้ไม่เต็มเสียง

เพราะพูดไปก็จุกคอหอย เนื่องจากในยุคตัวเองก็มีการกู้เงินกว่า 4 แสนล้านบาท
และยังมีรายการทุจริตประจานกับสารพัดโครงการภายใต้ยี่ห้อ “ไทยเข้มแข็ง”
ไม่ว่าจะเป็นการทุจริตโครงการ สร้างโรงพักทดแทน การทุจริตโครงการจัด
ซื้อครุภัณฑ์ การทุจริตโครงการชุมชนพอเพียงที่ทำให้นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ
ต้องลาออกจากเก้าอี้รองนายกฯ ในขณะนั้น

ซึ่งโดยอาการค้านไม่ได้เต็มปากเต็มคำ มันก็ทำให้รัฐบาลเพื่อไทยเบาตัว
สามารถใช้ความเชี่ยวชาญในเชิงบริหารบวกเกมการตลาด เดินหน้าเข็นเม็ด
เงินมหาศาลเป็นต้นทุนเดินโปรเจกต์ที่หวังได้ทั้งเงินทั้งกล่อง

กระตุกคะแนนเสียง ปั่นผลกำไร สะสมคลังเสบียง

ตามสูตรบริหารการเมืองเพื่อผลประกอบการบริษัทจำกัด

เพราะตราบใดที่ “กล่องดวงใจ” ของระบอบทักษิณ คือการ
รักษาสถานภาพความได้เปรียบในสนามเลือกตั้ง ถ้ายังรักษาเสียงข้างมากไว้ได้

ก็สามารถบริหารอำนาจและผลประโยชน์ต่อไปเรื่อยๆ.

“ทีมการเมือง”ไทยรัฐออนไลน์

http://www.thairath.co.th/column/pol/wikroh/334260

การเมือง  ...เป็นเรื่องผลประโยชน์   แต่ในผลประโยชน์ของ  นักการเมือง
ประเทศชาติต้องมีผลประโยชน์ด้วย  ...มากน้อย  ขึ้นกับการตรวจสอบ
ของภาคประชาชน  สื่อมวลชน  และฝ่ายค้าน  ... จะทำหน้าที่ได้มีประสิทธภาพ
ได้เพียงใด  ต้องปล่อยให้ัโครงการเดินหน้า  แล้วตรวจสอบ  ...อย่าเอาแต่ค้าน
ปชป. เรียกว่า ฝ่ายค้านมืออาชีพ ....  เตรียมตัวให้พร้อมด้วย .... ประสบการณ์
จาก โครงการกู้ 4  แสนล้าน   และโครงการไทยเข้มแข็ง  ...น่าจะนำไปใช้ในการ
ตรวจสอบรัฐบาลได้  ...  แต่มันก็จะกลายเป็นโดนรัฐบาลย้อนรอยได้เหมือนกัน ...

ทีมการเมือง..ไทยรัฐวันอาทิตย์  ...มองรัฐบาลแบบลบ...อยู่แล้ว .....
เขียนแบบนี้ ... เบามากเลย ...

คุณตระการฟ้า ...แบบนี้จะเรียกว่าไร้ค่า...ไหม ...
อ่านแล้ว  ...เขาให้วิจารณ์บทความ  ...ไม่ต้องมาวุ่นกับคนแปะ....  


ยิ้มยิ้มยิ้ม

สาวแว่น
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่