เรื่องเก่าเล่าอดีต ๒๔ มี.ค.๕๖

กระทู้สนทนา
เรื่องเก่าเล่าอดีต ๒๔ มี.ค.๕๖


บัวพ้นน้ำ

"เพทาย"

                    บ่ายวันหนึ่ง หลังจากที่ได้รอรถประจำทางอยู่เป็นเวลานาน จนเมื่อยบั้นเอวแล้ว  ผมจึงตัดสินใจขึ้นนั่งรถเมล์เล็กที่จอดรอ ในถนนสิบสามห้างบางลำพู  เพื่อจะกลับบ้าน ซึ่งอยู่ในซอยสวนอ้อยหลังสวนรื่นฤดี ถนนราชสีมา              

                   ภายในรถ มีคนนั่งอยู่พอสมควรยังไม่เต็ม  ผมได้ที่นั่งเดี่ยวชิดหน้าต่างด้านซ้ายตัวที่สอง  ผมเลือกหยิบเศษสตางค์ค่ารถ มากำไว้ในมือเพื่อเตรียมจ่ายค่าโดยสาร แต่พนักงานเก็บค่าโดยสารหญิง ที่เรียกกันทั่วไปว่ากระปี๋ยังนั่งคุยกับคนขับอยู่ตรงม้ายาวด้านซ้ายของคนขับ อย่างสนุกสนาน

                    บรรดารถเมล์ประเภทนี้  คนขับรถกับกระเป๋าส่วนมาก  มักจะมีความสัมพันธ์กันเป็นพิเศษ อาจเป็นญาติกัน หรือคนขับเป็นพ่อกระเป๋าเป็นลูก  บางทีคนขับเป็นลูกจ้างกระเป๋าเป็น    เจ้าของรถก็มี  และหลายรายที่คนขับกับกระปี๋เป็นสามีภรรยากัน ผมเคยเจอชนิดที่เอาลูกชายหรือลูกสาวตัวเล็กนิดเดียว ขึ้นมาเลี้ยงบนรถด้วย โดยให้นอนที่ม้ายาวข้างซ้ายติดหน้าต่าง ผู้โดยสารที่นั่งใกล้ก็เลยต้องช่วยดูเด็กไปโดยปริยาย เพราะเด็กน้อยอาจกลิ้งตกลงมาจากเบาะได้ ในเวลาที่รถเลี้ยวด้วยความเร็ว  มารดาก็เพียงแต่ชำเลืองดูบ้าง ในเวลาที่เดินเก็บเงินจากผู้โดยสารเท่านั้น

                    สำหรับคันที่ผมกำลังจะโดยสารไปด้วยนี้ คงจะยังไม่ถึงขั้นนั้น เพราะดูท่วงทีการคุย เป็นไปอย่างชื่นมื่นยิ่งนัก มีการหัวร่อต่อกระซิกกันเป็นอันดี

                    จนกระทั่งเสียงแตรรถประเภทเดียวกัน ที่แล่นเข้ามาจอดจ่อหลัง เร่งระรัวขึ้น กระเป๋าสาวจึงลุกขึ้นจากที่นั่ง ก้าวข้ามกระโปรงเครื่องยนต์  ออกมาทำหน้าที่ของตน  ผู้โดยสารที่นั่งอยู่บนม้ายาวนั้นก็ขยับเลื่อนตามกันเข้าไปแทนที่  เพื่อให้สองหนุ่มสาวที่ขึ้นมาใหม่ได้นั่งหนึ่งคน  ซึ่งฝ่ายชายได้หย่อนตัวลงนั่งอย่างหน้าตาเฉย ทั้ง ๆ ที่ฝ่ายหญิงถือถุงหูหิ้วติดมืออยู่สองสามถุง  จนรถเริ่มเคลื่อนออกจากที่จอด  ทำให้หญิงสาวต้องเกร็งข้อมือและแขน เพื่อต้านทานแรงฉุดของรถตรงหัวเลี้ยว  ชายหนุ่มจึงขยับตัวจะลุกให้เธอนั่ง แต่เธอก็ปฏิเสธด้วยการสั่นศรีษะ เขาจึงรับเอาถุงในมือของเธอมาวางบนตักทำให้เห็นท่อนขาเพรียวงาม ภายในถุงน่องบางสีอ่อนเหมือนธรรมชาติ ที่เลยขอบกระโปรงสั้นค่อนข้างมาก อันเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เธอไม่ยอมนั่ง อย่างชัดเจน

                        รถคันนี้ไม่แน่นอย่างที่คิด พอมีที่ว่างให้กระเป๋าหญิงเดินเก็บค่าโดยสารได้ ไม่ต้องเบียดเสียดนัก เมื่อเสร็จแล้วเธอก็ลงนั่งแปะอยู่บนฝากระโปรง คุยกับคนขับต่อ  เมื่อถึงวิทยาลัยที่เคยสอนวิชาแม่บ้านการเรือนมาก่อน  รถก็ติดอยู่ห่างจากป้ายไม่มากนัก คนขับชี้ให้กระเป๋าสาวดูชายคนหนึ่ง  ที่นั่งอยู่บนพื้นทางเท้าข้างศาลาจอดรถประจำทางนั้น  ผมก็เลยพลอยมองตามมือเขาไปด้วย

                    เขาเป็นชายร่างผอมชะลูด นั่งอยู่บนผ้าปูสีกระดำกระด่าง  ชันขาข้างหนึ่งขึ้นจนหัวเข่าแทบจะจรดใบหู เขานุ่งกางเกงม่อฮ่อมสีดำ ไม่สวมเสื้อ  มองเห็นรอยสักตามหน้าอกและแขนทั้งสองข้าง กับโคนขาที่แลบออกมาจากชายกางเกง  ข้างตัวมีห่อผ้าเล็ก ๆ อยู่ห่อหนึ่ง กับขวดน้ำหวานที่ทำด้วยพลาสติกใสขนาดใหญ่ มีน้ำอยู่ครึ่งขวด และจานข้าวกับช้อนสังกะสีแห้งกรัง ซึ่งคงจะเป็นสมบัติทั้งหมดที่เขามี

                    ผมเห็นเขาครั้งแรกเมื่อผมเดินขึ้นสะพานลอยคนข้ามที่หน้าวชิรพยาบาล  เขานอนห่มผ้าขาวม้าเก่า ๆ  อยู่บนสะพาน  ทั้ง ๆ ที่เป็นเวลาสายแดดแข็งแล้ว แต่บังเอิญเป็นเดือนมกราคมที่หนาวมากกว่าปีที่แล้ว ๆ มา เขาจึงนอนอยู่ได้อย่างสบาย  ตอนแรก ผมนึกว่าขอทาน เตรียมล้วงกระเป๋ากางเกงหาเศษเหรียญ แต่ก็ไม่มีกระป๋อง หรือขันหรือภาชนะอื่นใดที่จะคอยรับทาน ผมจึงเดินผ่านเลยไป

                    หลายวันต่อมาเวลาเกือบเที่ยง ผมเห็นเขาเคลื่อนย้ายไปนั่งอยู่ที่ร่มไม้  หน้าบ้านหลังหนึ่งในซอยหน้าวชิรพยาบาล พร้อมด้วยบริขารชุดเดิม สิ่งที่เพิ่มขึ้นคือจานกับช้อนสังกะสีแห้งกรัง คงจะมีใครบริจาคข้าวแกงมาให้ หรือเขาจะซื้อกินเองก็ไม่รู้ได้

                    ต่อมาอากาศหนาวเย็นมากขึ้น เขาก็ยังคงอยู่ที่เดิม ใต้ร่มไม้ไม่ใหญ่โตพอบังแดดในเวลากลางวันได้บ้าง แต่กลางคืนคงจะหนาวไม่น้อย  เพราะเขามีเพียงผ้าขาวม้าผืนเดียวเท่านั้น เขายังนอนคลุมโปงตัวงอเป็นกุ้งอยู่ สงสัยว่าเขาคงจะไม่ได้อาบน้ำ  เพราะหนาวและไม่มีที่ทาง แล้วถ้าเขาเกิดจะถ่ายทุกข์หนักขึ้นมา เขาจะทำยังไง

                    และคืนนั้นฝนก็ตกลงมา แม้จะไม่มากนัก แต่ก็ผิดฤดูกาลอย่างยิ่ง ทำให้หนาวมากขึ้นกว่าเดิม ปรากฏว่าเขาถอยไปตั้งหลักอยู่ใต้บันไดขึ้นสะพานลอยที่เดิม ตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ และคราวนี้เอง  จึงมีแผ่นกระดาษแข็งพิงไว้ที่ข้างกำแพง  ติดกับที่ซึ่งเขาอาศัยนอนอยู่  มีลายมือไม่เรียบร้อยเขียนข้อความ พออ่านได้ว่าเป็นผู้ถูกไล่ที่จากการก่อสร้างทางด่วน โดยไม่ได้ค่าตอบแทนใด ๆ สรุปว่าจะให้ไปอยู่ที่ไหน

                    ข้อเท็จจริงที่แท้จริงจะเป็นอย่างไร คงไม่มีใครรู้ เพราะเขาเองก็นั่งนิ่งเงียบอยู่ตลอดเวลา ไม่เคยพูดจาหรือเล่าอะไรให้ใครฟังเลย ใครให้อาหารก็กิน ไม่มีใครให้เขาก็นั่งเฉย ๆ     แล้ววันนี้เขากลับมานั่ง ที่ศาลาพักผู้โดยสารรถประจำทางแห่งนี้  ด้วยกิริยาอาการที่เหมือนเดิม
    
               " แกจะมีข้าวกินหรือเปล่าก็ไม่รู้ "

                    คนขับรถเมล์เล็กคันที่ผมนั่งอยู่นั้น  ปรารภกับกระเป๋าสาวของเขา  สีหน้าของเขาครุ่นคิดอย่างจริงจัง  ผู้อ่อนอาวุโสไม่ได้ตอบ คงมองนิ่งอยู่อย่างใช้ความคิดเหมือนกัน เพราะตลอดถนนสายนั้นไม่มีอาคารร้านค้าเลยแม้แต่ห้องเดียว เป็นกำแพงวังเก่าทั้งสองข้าง

                    รถค่อย ๆ เลื่อนใกล้ศาลานั้นเข้าไป  ผู้คนที่ยืนรออยู่ก็เดินมาขึ้นรถจนแน่นขึ้น คนขับชะเง้อมองชายพเนจรนั้นอย่างใจจดใจจ่อ  พอดีรถไม่ติดต้องเคลื่อนที่เลยผ่านศาลานั้นไป  กระเป๋าหญิงลุกขึ้นจากกระโปรงเครื่องยนต์เพื่อทำหน้าที่ต่อ เขาจึงสั่ง

                    " น้อง...เอาตังค์ไปให้ตาคนนั้น....ซักยี่สิบบาท...เร็ว.."

                    เด็กสาวกระโดดลงจากรถอย่างว่องไว  ควักกระเป๋าเสื้อหยิบธนบัตรใบละยี่สิบบาท ออกมา วิ่งย้อนกลับไปที่ศาลานั้น รถเมล์คันนี้ก็เคลื่อนที่ต่อไปอีกอย่างช้า ๆ  จนเกือบถึงหัวเลี้ยว  ก็ติดกึกทั้ง ๆ ที่ยังเป็นไฟเขียว เพราะในถนนที่ขวางหน้าอยู่นั้นเต็มไปด้วยรถนา ๆ ชนิด ที่มุ่งจะไปข้ามสะพานกรุงธนด้วยกันทั้งนั้น  

                    กระเป๋าสาววิ่งกลับมาเกาะบันไดหน้า เธอบอกแกมหอบนิด ๆ

                    " เรียบร้อยพี่ "

                    คนขับหนุ่มเข้าเกียร์พารถไหลไปตามช่องว่าง ทางซ้ายของถนนราชวิถี ผมมองเห็นใบหน้าของเขา จากกระจกมองหลังเหนือศรีษะ เป็นใบหน้าที่ยิ้มละมัย อิ่มเอิบไปด้วยความภูมิใจ  อย่างบุคคลที่ได้กระทำความดีสำเร็จลงแล้ว  แม้จะไม่มีใครสนใจเลยก็ตาม เขาร้องตะโกนบอกเด็กสาวที่กำลังเดินเก็บค่าโดยสาร อย่างเบิกบานใจ

                    " เดี๋ยวขากลับรอบหลังผ่านบางลำพู อย่าลืมซื้อข้าวมันไก่มาฝากแกห่อนึงนะ น้อง "

                    ภาพของชายทั้งสอง ติดสมองผมกลับมาตลอดทางที่เดินเข้าบ้านในซอย   ชายคนผอมที่นั่งอยู่ริมถนนอย่างเดียวดาย โดยปราศจากคนเหลียวแล เขาไม่ได้ขออะไรใคร นอกจากความเป็นธรรม  

                        กับชายหนุ่มคนขับรถเมล์เล็ก  ที่มีความเมตตากรุณาต่อผู้ตกทุกข์ได้ยาก  ทั้ง ๆ ที่เขาเองอยู่ในแวดวงของความเห็นแก่ตัว ความแล้งน้ำใจ  ตั้งหน้าแก่งแย่งชิงดีกัน ในการทำมาหากิน จนไม่สนใจต่อกฎเกณฑ์ใด ๆ ทั้งสิ้น เป็นภาพที่ประทับใจจริง ๆ

                    ชายคนแรกอาจจะได้ไปถึง ทำเนียบรัฐบาล  หรือสถานีตำรวจ  หรือสถานสงเคราะห์แห่งใดแห่งหนึ่ง ที่เขาสามารถจะอยู่ได้อย่างสบาย

                    แต่ชายคนหลังนั้น แม้จะยังวนเวียนอยู่ในวัฏจักรของความวุ่นวาย เพื่อการดำรงชีวิต  อย่างเอารัดเอาเปรียบกันต่อไป  แต่จิตใจของเขานั้นได้พ้นแล้ว  จากความยุ่งเหยิงทั้งปวง

                    ประดุจดอกบัว ที่โผล่พ้นจากความสกปรกโสโครก ของเปือกตมในน้ำเน่า ชูดอกคลี่บานรับแสงแห่งธรรมะ
อันสดใส……….ฉั นนั้น..

                                                                      #########


นิตยสารโล่เงิน พฤศจิกายน ๒๕๔๑


วางเมื่อ เวลา ๐๗.๓๒
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่