City of Blood

กระทู้สนทนา
ภาคต้น -ลาง-
เสียงโทรศัพท์มือถือที่ตั้งปลุกไว้ตามเวลาเดิมทุกวัน ตอน 7.30 น. ปลุกให้ผมลุกขึ้นจากภวังค์ พร้อมอาการง่วงนอนซึ่งเกิดจากการนอนดึกเมื่อคืน สิ่งนั้นเองทำให้ผมนึกถึงเรื่องบางอย่างที่ไม่อยากจะจดจำแม้แต่นิดเดียว
ผลันให้สบถคำพูดที่ไม่น่าจะพูดเลยเวลาตื่นนอน

ยิ้มเอ๊ย เสมอ 2-2” เป็นคำพูดที่เพิ่งหลุดออกจากปากของผมไป ซึ่งเหตุผลที่ผมสบถแบบนี้ออกมาหน่ะเหรอ ถ้าไม่ใช่เพราะว่า ทีมฟุตบอลทีมรัก ดันไปเสมอกับคู่แข่งแบบไม่น่าให้อภัย

ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่ได้ทำให้วันทั้งวันนั้นเหมือนเป็นวันโลกแตก แต่มันเป็นเพียงแค่อาการช้ำใจของคนผิดหวังนิดดหน่อย เมื่อตั้งสติได้ก็ลุกขึ้นปฏิบัติภารกิจประจำวันเพื่อเตรียมตัวไปทำงานที่แสนจะน่าเบื่อ.........ผมลืมเล่าไปว่าตัวผมนั้นเป็นพนักงานขายของบริษัทเล็กๆแห่งหนึ่ง ซึ่งไม่ได้มีสิทธิมีเสียงใดๆทั้งสิ้นในการดำเนินงานของบริษัท
แน่นอนเพราะผมเองก็ยังเฝ้าโทษผู้คนรอบข้างที่ได้ดีกว่าผมเอง อาจจะเพราะความหมั่นไส้ หรืออาจจะเพราะไม่ชอบหน้าตั้งแต่แรก ซึ่งถ้ามองจริงๆก็คงพอจะทราบได้ครับว่าเหตุผลที่แท้จริงที่ผมแสดงอาการเหล่านั้นออกมาก็เพราะผมอิจฉาเค้าเหล่านั้นที่ได้ดีกว่าตนเอง มีความพยายามมากกว่า มีความมุ่งมั่นมากกว่า สิ่งเหล่านี้มันบั่นทอนสภาพจิตใจของผมเหลือเกินจนอยากจะลางานหนีไปไหนซักที่ที่มันจะช่วยปลดเปลื้องความทุกข์เหล่านี้ออกไปจากตัวผมได้ซะที
ซึ่งถ้าผมรู้ว่าการตัดสินใจของผมในวันนี้มันทำให้ผมต้องเจอกับเรื่องอะไรแบบนี้ผมคงยอมลางานหนีไปซักที่อย่างที่คิดจริงๆ
.
.
.
.
.แต่มันสายไปแล้ว
.
.
.
.
.
.ผมเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้แล้ว
.
.
.
.
.
.


.ผมก้าวขึ้นบนรถตู้สายอนุสาวรีย์-มีนบุรี พร้อมกับเสียงเพลงลูกทุ่งที่ร้องคลอเหมือนกับต้อนรับผู้โดยสาร
ไผ่ พงศธร.......แน่นอนนี่อาจจะไม่ใช่นักร้องที่ผมโปรดปรานเท่าใดนัก แต่ผมก็สามารถร้องคลอตามได้หลายเพลงเลยทีเดียว
. วี้หว่อ วี้หว่อ วี้หว่อ.........
เสียงไซเรนรถพยาบาลที่ดังอยู่ข้างหูทำให้ผมสะดุ้งตื่นขึ้น พร้อมกับภาพของรถพยายาลที่รีบห้อบึ่งไปยังจุดหมายปลายทางเพื่อรับผู้ป่วยหรือผู้บาดเจ็บไปทำการรักษาให้เร็วที่สุด ซึ่งภาพที่เราทุกคนเห็นจนชินตาคือนั้นก็คือภาพของรถพยายาลที่พยายามปาดแซงพร้อมทั้งบีบแตรขอทาง(ไล่) รถทุกคันที่ขวางหน้าและพร้อมทั้งทิ้งคำว่า “Ambulance” ให้กับผู้ที่ขับตามหลัง
ซึ่งแน่นอนคงมีหลายคนที่คิดว่ายิ้มจะขับเร็วไปไหน จะรีบขับไปรับผู้ป่วยหรืออยากจะทำให้เกิดผู้ป่วยขึ้นอีก
มันผมสบถคำหยาบอีกครั้ง “เชี่ยขับเร็วฉิหายปวดขรี้หรือไงวะ” เป็นคำพูดติดปากที่ผมใช้ทุกครั้งที่มีคนขับรถเร็วจนเกินไปในความคิดของผม
.
.
.
.
ยังพูดไม่ทันขาดคำรถพยาบาลอีกคันก็วิ่งผ่านรถตู้ของผมไปพร้อมกับเสียงบีบแตรไล่รถที่ขว้างหน้าทุกคัน
และมันเป็นอีกครั้งที่ผมสบถคำพูดออกมาจากปาก “ยิ้มจะรีบไปตายหรือไง” ผมไม่เข้าใจเลยว่าทำไมผมต้องรู้สึกขัดใจทุกอย่างที่มันไม่เป็นไปตามความคิดผมบ่อยครั้งที่ผมต้องทะเลาะกับคนรอบข้าง และเพื่อนร่วมงานจากคำพูดที่หลุดออกมา
ยังไม่ทันสิ้นความคิดดังกล่าว
เสียงบีบแตกดังไล่กันมาเป็นทาง
รถพยาบาลอีกนับ 10 คันก็วิ่งตามรถคันหน้ามาและแน่นอนถ้ามีรถพยาบาลจะขาดรถกู้ภัยไปได้ยังไง
ทุกๆคันพยายามขับแซงรถที่อยู่ตรงหน้าราวกับว่ายกสนามแข่งรถฟอร์มูล่าวันมาไว้บนทางด่วน ซึ่งผมคิดว่าชาตินี้จะไม่มีโอกาสได้ดูซะแล้ว
ผมคิดว่ารถทุกคันต้องวิ่งไปยังจุดมุ่งหมายเดียวกันแน่นอน
ซึ่งมันดูผิดปกติมากกับสิ่งที่เกิดขึ้น ผมพยายามคิดว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
และแน่นอนว่าไม่ใช่เพียงแต่ผมเท่านั้นที่คิด บนรถตู้เริ่มมีเสียงพูดคุยเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีการคาดการณ์ต่างๆนาๆ
ผู้ชายข้างๆผมเริ่มเปิดประเด็น
“ผมว่าต้องเกิดไฟใหม้แน่ๆเลย”พร้อมกับเสียงสำทับทฤษฎีที่ชายคนดังกล่าวพูดมา
“นั้นหน่ะซิ”เสียงอีป้าช่างเม้าท์พูดขึ้นมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย
“เนี่ยๆมีรถพยาบาลวิ่งเต็มเลยอ่ะตัวเอง” น้องนักศึกษาหน้าตาจิ้มลิ้มบอกกับปลายสาย
“แคว๊ก......” เสียงรูดซิปกระเป๋าสะพายใบเก่ง ผมไม่สนเสียงคนรอบข้างหรอกนะมันต้องหาความจริงสิ
ผมหยิบหูฟังและเสียบมันที่โทรศัพท์มือถือพร้อมทั้งเปิดวิทยุเพื่อฟังข่าวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
และแน่นอนผู้โดยสารหลายๆคนก็ทำเช่นเดียวกันกับผม  
ทุกคนพยายามหาคลื่นวิทยุเพื่อฟังข่าวด่วน
ไม่เว้นแม้กระทั่งคนขับรถที่ยอมปิดเพลงของ”ไผ่ พงศธร”เพื่อทำเช่นเดียวกัน
ผมพยายามหาคลื่นวิทยุเพื่อฟังข่าว
ซ่า...ซ่า....ซ่า...ซ่า...ซ่า...ซ่า...ซ่า...ซ่า...ซ่า FM.99
ซ่า...ซ่า....ซ่า...ซ่า...ซ่า...ซ่า...ซ่า...ซ่า...ซ่า FM.97.5
ซ่า...ซ่า....ซ่า...ซ่า...ซ่า...ซ่า...ซ่า...ซ่า...ซ่า FM.107
ซ่า...ซ่า....ซ่า...ซ่า...ซ่า...ซ่า...ซ่า...ซ่า...ซ่า FM.95
ไร้เสียงการรายงานข่าวและเสียงเพลงใดๆ ระหว่างที่ความสงสัยกำลังเกาะคลุมจิตใจผมอยู่นั้น
“เอี๊ยดดดดดดดดดด” เสียงรถตู้เบรกยาวจนผู้โดยสารพากันหัวทิ่มหัวตำ จนหัวผู้โดยสารบางคนไปกระแทกกับเบาะหน้า
“ปรี้นนนนนนนนนน”เสียงบีบแตรยาวจากคนขับ
“แมร่งขับรถเชรี่ยไรวะ” ผมสบถอีกครั้ง
หลังจากได้สติผมก็เริ่มหันมองดูผู้โดยสารคนอื่นๆว่ามีใครบาดเจ็บหรือเปล่า
ผมหันไปเห็นผู้ชายที่นั่งข้างผมสะบัดข้อมือเพราะเอามือดันตอนรถเบรกจนมือซ้น
คุณป้าพยายามจับเนื้อจับตัวว่ามีส่วนไหนแตกหักหรือเปล่า
แต่คนที่ผมสนใจจริงๆไม่ใช่ผู้โดยสารเหล่านี้หรอก ผมสนใจน้องนักศึกษาหน้าตาจิ้มลิ้มต่างหาก ในใจก็ได้แต่คิดว่า “พี่อยากเจ็บแทนน้องเหลือเกิน”โดยที่ผมไม่ได้ดูสภาพของตัวเองเลยว่าหน้าผากของผมกระแทกกับเบาะหน้านั้นมันบวมปูดจนเป็นลูกมะนาว
ยิ้มเอ๊ย”คำพูดที่ลอยออกมาจากปากของผม
ยังไม่ทันสิ้นเสียงสบถของผมก็มีเสียงดังขึ้นอีกครั้ง
“ตึง......โครม” ดูท่าจะไม่ได้มีเพียงรถตู้ที่ผมนั่งซะแล้วที่ต้องเบรกกะทันหัน รถหลายคันชนท้ายกันจนท้ายบุบหน้าบี้ พร้อมทั้งเสียงโวยวายจากเจ้าของรถ
“พี่ขับรถยังไงของพี่เนี้ย” เสียงของชายเจ้าของรถป้ายแดง ตะโกนถาม
“ก็ข้างหน้าเบรคคุณจะให้ผมทำยังไง” เสียงชายหนุ่มวัยกลางคน ตะโกนกลับไป
พร้อมทั้งเสียงรอบข้างที่เซ็งแซ่ราวกับเสียงจักจั่นในหน้าร้อน...................
.
.
.
.
.
.
ผมลงจากรถตู้แล้ว...........................................................................................................................
....................................................................................ผมคิดดีแล้วหรือเปล่า..................................
..................................ผมคิดว่าผมไม่น่าลงจากรถตู้เลย...................................................................
.
.
.
.
.
ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าผมคิดผิด


“ครืดดด” เสียงเปิดประตูรถตู้ดังขึ้น ผู้โดยสารหลายคนรวมทั้งผมก้าวลงจากรถตู้ ผมได้แต่เสียดายที่น้องนักศึกษาไม่ได้ลงมาพร้อมกัน
ผมเริ่มเดินพร้อมกันเอามือจับหน้าผากที่บวมปูดของตัวเอง “เจ็บยิ้ม” พร้อมกับสายตาหันไปมองภาพข้างหน้า
“อะไรของมันวะ ยิ้มบ้า” ผมบ่นพึมพำกับตัวเองเมื่อภาพที่ปรากฏตรงหน้าคือ รถยนต์คันหนึ่งจอดแน่นิ่งอยู่กลางแยกพระราม 9  ซึ่งแน่นอนมันทำให้รถติดยาวเป็นหางว่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปตรวจสอบรถคันดังกล่าว
ผู้คนรอบข้างที่อยู่ในเหตุการณ์เริ่มหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาบันทึกภาพ หรือวีดีโอ ซึ่งผมไม่รู้หรอกว่าเค้าเหล่านั้นทำแบบนั้นไปทำไม เรื่องแบบนี้มันไม่อยู่ในความสนใจของผมแม้แต่นิดเดียว เพราะผมสนใจเพียงหน้าผากที่บวมปูดของผม
.
.
.
.
ผมหยิบโทรศัพท์มือถือพร้อมทั้งไล่หาเบอร์ลูกค้าเพื่อโทรแจ้งว่าผมเองจะเข้าไปล่าช้าซักนิด
“แค๊ก แค๊ก” เสียงไอจากปลายสายดังขึ้น
“อ้าวไม่สบายหรอครับ” ผมถามกับลูกค้าที่สนิทกันพอสมควร
“ก็นิดหน่อยครับ” เสียงแหบแห้งของเค้าได้ตอบผมกลับมา
.
.
”ครับสวัสดีครับ” ผมสิ้นสุดบทสนทนาของผม พร้อมกับใบหน้ายิ้มแย้มวันนี้ผมว่างทั้งวันเพราะลูกค้าของผมลาป่วย เรื่องจะให้กลับเข้าไปออฟฟิศหน่ะหรอฝันไปเถอะ
สิ่งเดียวที่อยู่ในหัวผมตอนนี้คือ”กลับไปนอนดีกว่า” ผมลืมนึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาแล้วว่ามันคืออะไร
ความสงสัยมันหายไปจากใจผมจนหมดสิ้น





ลองแต่งดูนะครับ ยังคิดผูกเรื่องให้ออกมาเป็นวิทยาศาสตร์ไม่ออกเลย กำลังคิดถึงเรื่องอ้างอิงด้วย
ยังไงถ้าอ่านกันแล้วรบกวนวิจารณ์นิดนึงนะครับ
ขอบคุณครับ
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่