Man United & Real Madrid เฟอร์กูสันและมูริญโญ่ ฉลองนัดที่1,000ของไรอัน กิ๊กซ์ และเส้นทางสร้างประวัติศาสตร์ในยุโรป

แมนยูและรีลมาดริด เกม1นัดในชปล.รอบ16ทีม ซึ่งมีองค์ประกอบที่ทำให้เกมนี้เกินธรรมดาทั้งที่เป็นเพียงเพียงอีก1เกมในถ้วยยุโรปเท่านั้น

แต่เพราะมันคือเกมที่อาจจะบ่งบอกทิศทางต่อไปหรืิอ Next step ของสองกุนซือมากบารมีและความสำเร็จอย่างเฟอร์กี้และมูริญโญ่รวมถึงทิศทางของสองทีมดังเลยทีเดียว

ที่สำคัญ ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเกมนัดนี้จะเป็นที่จดจำและถูกจารึกในประวัติศาสตร์ฟุตบอลไปแล้ว เพราะนี่คือนัดที่ไรอัน กิ๊กซ์ ปีกซ้ายตำนานของแมนยูลงเล่นเป็นนัดที่1,000 สร้างตำนานบทสำคัญที่จะมีเพียงไม่กี่คนที่ทำได้ในโลก

ใบแดงของนานี่?? แค่1ประเด็นซึ่งอาจทำให้แมนยูต้องหันมาฉุกคิดเรื่องสำคัญที่ทีมบริหารของพวกเขาซึ่งมีความสามารถสูงได้ละเลยไปในการล็อบบี้นอกสนามต้องหันกลับมาให้ความสำคัญบ้าง หลังจากการเล่นในยุโรป2ปีหลังไม่ค่อยเป็นใจนัก แต่หากในภาพรวมแล้วการเข้าชิงชปล.ถึง3ครั้งใน5ปีก็อาจนับเป็นสิ่งแสดงถึงมาตรฐานที่แน่นอนเปรียบเสมือนกับที่ทีมเยอรมันเคยทำได้มาก่อน นับแต่พลาตินี่ขึ้นเป็นประธานยูฟ่า ก็มีเสียงไม่พอใจมาจากฝั่งพรีเมียร์ลีคซึ่งย่อมเป็นเรื่องของอคติของทั้งสองฝั่ง แต่การที่เชลซีคว้าแชมป์มาได้เมื่อปีก่อนก็เป็นสิ่งที่แสดงว่าเรื่องนอกสนามแม้จะมีผลอยู่บ้างในการล้อบบี้ทีมผู้ตัดสินหรือกดดันฝ่ายบริหารของยูฟ่าเป็นเรื่องปลีกย่อย เมื่อทุกทีมในยุโรปพยายามกระทำกันอยู่มากน้อยต่างกัน นั่นเป็นเรทาองธรรมดาที่ไม่ได้แสดงว่าเป็นการซื้อกรรมการหรือใช้อิทธิพล แต่ในโลกกีฬาอาชีพยุคนี้ที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์มหาศาลเป็นพันล้าน เรื่องนี้เป็นสามัญสำนึกปกติของโคออดิเนเตอร์(ผู้เขียนและคนใกล้ชิดเคยทำหน้าที่วิ่งเต้นลักษณะนี้ในกีฬาระดับชาติมาก่อน จึงพอเข้าใจว่ามันเป็นปัจจัยเล็กๆอันหนึ่งในความสำเร็จระดับประเทศและหน้าตาของประเทศนั้นๆ ยิ่งในระดับโลกมากเท่าไหร่ การวิ่งเต้นยิ่งมีมูลค่ามหาศาล) แต่สิ่งที่จะกล่าวไม่ใช่ว่ายูฟ่าหรือมาดริดล้อบบี้ผู้ตัดสินให้เข้าข้างหรือเป่าเป็นใจหรือจงใจให้แมนยูตกรอบเช่นนั้น เพราะแมนยูก็ยังมีโอกาสในท้ายเกมหลายครั้งแต่พลาดไปเอง เพียงแต่นี่คือสิ่งที่ฝ่ายบริหารแมนยูละเลยไปและคงต้องหันกลับมาพิจารณาอยู่บ้างในการต้องล้อบบี้ในระดับยูฟ่า ในการทำให้การตัดสินเป็นใจหรือเอนเอียงมาบ้าง เพราะฝั่งอังกฤษถูกกีดกันออกจากฝ่ายบริหารของยูฟ่าอยู่หลายปีก่อนหน้านี้

ราฟาเอลถูกใบแดงในเกมกับบาเยิร์นปี2010แต่พลิกกลับมาเป็นแบ็คขวาตัวหลักของทีมในตอนนี้ แล้วนานี่ล่ะ จะใช้เป็นจุดเปลี่ยนให้ตัวเองได้หรือไม่

สำหรับเกมในสนาม ทิศทางของเฟอรกี้กับมูริญโญ่ในเกมนัดนี้มีจุดบ่งชี้สำคัญต่อก้าวถัดไป เพราะเดิมทีนี่คือฤดูกาลที่เฟอรกี้และทีมแมนบูต้องการทวงคืนแชมป์พรีเมียร์ลีคเป็นเป้าหมายหลักรวมถึงการประกาศอย่างจริงจังในการเอาถ้วยเอฟเอคัพหลังจากห่างเหินมานานกว่าสิบปี แต่สภาพทีมที่จะลุยยุโรปจนคว้าแชมป์นั้น แมนยูแข็งแกร่งเทียบเท่าชุดปี2008ที่เขาประกาศไว้จริงหรือ โดยปกติเฟอรกี้เป็นคนที่พูดถึงลูกทีมผ่านสื่อในเชิงบวกอยู่เป็นปกติ ดังนั้นก็ไม่ได้แปลว่ามันจะเป็นจริง เพราะแม้ว่ามิติของทีมชุดนี้จะดูดีกว่าชุดนั้นในแง่ของประสบการณ์นักเตะและตัวสำรองที่ทดแทนตัวจริงได้มาก แต่จุดด้อยร้ายแรงของแมนยูกลับยังไม่ได้รับการแก้ไขเลยมาตั้งแต่เสียรอยคีนและพอลสโคลส์โรยราไปนั่นคือ "ทีเด็ดจากแดนกลาง" อาจจะมีการสงสัยว่ามิใช่กลางรับหรือที่ทีมขาด ก็อาจจะส่วนหนึ่ง แต่ปกติแมนยูแต่ไหนแต่ไรมาไม่ใช่ทีมที่พอออกไปลุยยุโรปแล้วเจอกับทีมระดับชั้นนำแล้วจะ "คุมเกมแดนกลางอยู่หมัดชัดเจน". มาก่อนเลย ระบบกองกลางแมนยูเน้นความสำคัญที่ตัวริมเส้นเสมอมาทำให้แดนกลางมีช่องว่างที่จะถูกเจาะได้หากว่าเจอกับทีมเกรดแถวหน้าของยุโรปซึ่งกองกลางมีทักษะสูง แต่สิ่งที่ทำให้แมนยูเอสตัวรอดได้เสมอมาจนถึงจุดพีคและคว้าแชมป์ยุโรปได้2ครั้ง นั่นคือทีเด็ดการเข้าทำจากแดนกลาง ซึ่งมีนักเตะที่พร้อมพลิกเกมจากแถวสองได้หากว่าแดนหน้าปิดเกมไม่ลง ปีที่เข้าชิงแล้วได้รองแชมป์ทีเด็ดที่ว่านี้เปลี่ยนมาเป็นความแน่นในแดนกลางเพืื่อให้แดนหน้าสวนกลับ แต่ก็ยังไม่ดีเท่าปี2008ที่มีฮากรีฟในตอนพีคช่วยทีให้แดนกลางอัดกับทีมใหญ่ๆได้สูสี

สิ่งที่น่าสังเกตคือ แดนกลางแมนยูในปีที่พบความสำเร็จเข้ารอบลึกในยุโรปจะต้องมีกองกลางประเภทที่บดบี้กับทีมอื่นได้เช่น คีน ฮากรีฟ เฟลทเชอร์ และในปี2011ที่เข้าชิงตัวสำคัญที่คอยไล่บี้คือปาร์ค แต่ตัวทีเด็ดจากแดนกลางกลับมีปนะสิทธิภาพไม่เสถียรนักในแต่ละปียกเว้นปี1999ที่กองกลางทุกคนมีทีเด็ดหมด ส่วนปี2008เป็นแนวซัพพอร์ตให้โรนัลโด้ได้เรื่อยๆ

ด้วยลักษณะของเฟอร์กี้ที่มักทุ่มซื้ออย่างหนักปีเว้นปี เราอาจจะไม่ได้เห็นนักเตะชื่อดังเมื่อจบฤดูกาลแต่การที่ตกรอบชปล.แบบเหมือนถูกกระตุ้นเช่นนี้อาจจะส่งผลแง่บวกในการที่จะทำฝห้เฟอรกี้ยอมทุ่มทุนเพื่อคว้านักเตะระดับเบลมาก็เป็นได้แม้ว่าจะต้องสู้ราคากับมาดริดแน่ๆ ไปจนถึงสเปอรสที่อาจจะทำทุกทางเพื่อรั้งตัวไว้ หรือบางทีเป้าหมายแท้จริงอาจจะพุ่งไปที่คนอื่นอย่างที่เราคิดไม่ถึง

สำหรับมูริญโญ่ การแสดงความสัมพันธ์ที่ดีกับเฟอรกี้อย่างเป็นพิเศษเสมอแม้ว่าจะเป็นในคืนที่แมนยูรู้สึกกังขาในการตัดสิน ก็อาจเป็ยการส่งสัญญาณว่าเขาพร้อมและสนใจเข้ามาคุมทีมแมนยูต่อหากเฟอรกี้เลิกไปเพราะนี่คงเป็นความท้าทายอย่างสูงมากและบุคลิกของมูริญโญ่ที่พร้อมชนทุกคนก็เข้ากับแมนยูพอสมควร แต่ภารกิจที่เขาคงจะต้องเร่งทำคือการพาดริดเข้ารอบชิงให้ได้กลังจากครั้งสุดท้ายคือเมื่อปี2003ซึ่งน่าเหลือเชื่อว่าทีมระดับมาดริดกลับไม่สามารถเข้าถึงรอบชิงได้เลยจะครบ10ปีแล้ว ส่วนเรื่องหลังจบฤดูกาล มูริญโญ่จะไปหรือจะอยู่ต่อยังเป็นเรื่องที่ทุกคนสนใจและหากเขาไปจริง คำถามคือ เขาจะไปที่ไหน และใครกันที่พอจะมาคุมมาดริดต่อจากเขาได้ ในยุคที่บาร์ซ่ากำลังเรืองอำนาจแม้หลายๆคนจะเชื่อว่าถึงจุดเริ่มเสื่อมลงแล้ว แต่ความจริงคือตีโต้ยังไม่ได้กลับมาและเมสซี่ยังมีสภาพร่างกายที่ดีพอจะเล่นได้อีกหลายปี ตรงจุดนี้หากว่ามูริญโญ่ไปจริง อับราโมวิชจะยอมจูปปากคืนดีกับเขาหรือไม่ หรือเขาจะเบนเข็มไปที่อื่น

แต่ที่แน่ชัดคือ เขากำลังลุ้นทำประวัติศาสตร์เป็นกุนซือที่จะคว้าแชมป์ยุโรปกับ3สโมสร แม้จะไม่ได้ปีนี้แต่เขายังมีโอกาสอีกหลายปีและกับอีกหลายทีมที่เขาจะไปต่อหลังจากนี้

อาแซน เวนเกอร์ ผู้ที่แฟนอาร์เซนอลกำลังตั้งคำถาม ??มีโอกาสข้ามมามาดริดหรือไม่??

และสุดท้าย ขอเฉลิมฉลองให้กับนัดที่1,000ในการรเล่นของไรอัน กิ๊กซ์ ผู้ที่ทำให้โลกตะลึงในวิธีการเล่นเกมรุกและรับ ซึ่งคงไม่มีใครคิดว่าเขาจะถูกวางตัวในแท็คติคด้วยการยืนเยื้องมาทางฝั่งขวาเพื่อชนกับโรนัลโด้ และสามารถทำได้ดีมากในการเป็นตัวสกรีนด่านแรก และยังอาศัยการจ่ายบอลไดเรคเพื่อทิ้งไปข้างหน้าให้เวลเบค นักเตะซึ่งหลายคนหัวเราะเยาะแต่เป็นยิ่งกว่าสุนัขล่าลูกบอลซึ่งเป็นกองหน้าที่เปรียบเสมือนบริวารผู้ภักดีให้แก่กองกลางซึ่งจ่ายบอลทิ้งยาวขึ้นหน้าในเกมที่แมนยูตั้งใจมาแพ็คเกมรับ

ปีหน้ากิ๊กซ์จะอายุครบ40ปี และมีโอกาสทำลายสถิติของราอูลในชปล. แต่จะมีโอกาสคว้าแชมป์ยุโรป3สมัยได้เหมือนราอูล มัลดินี่ ซีดอร์ฟ หรือไม่ ปีหน้าคือโอกาสสุดท้ายในการสร้างประวัติศาสตร์
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่