วันที่ 1 มี.ค.ที่ผ่านมา ศาลแพ่งอ่านคำพิพากษาคดีที่เครือเซ็นทรัลร่วมกันเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง บริษัทเทเวศประกันภัย จำกัด (มหาชน) เป็นจำเลยในความผิดสัญญาประกันวินาศภัย
จากกรณีเหตุไฟไหม้ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ระหว่างการกระชับพื้นที่เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2553
โดยศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ทางนำสืบของจำเลยไม่ปรากฏชัดว่าเป็นการกระทำของผู้เข้าร่วมชุมนุมคนใด หรือสั่งการจากแกนนำ ส่วน จะมีความผิดเกี่ยวกับกฎหมายใดย่อมเป็นอีก เรื่องหนึ่ง
และกลุ่มคนร้ายที่บุกรุกและเผาทรัพย์ในห้างสรรพสินค้าเซนมีจำนวนไม่มาก ใช้วิธีการไม่สลับซับซ้อน
ที่สำคัญขณะมีการเผาห้างเซนแกนนำก็ประกาศยุติการชุมนุมแล้ว
คนร้ายที่เผาห้างสรรพสินค้าเซนไม่ว่าจะเป็นกลุ่มใด ก็มิได้ต้องการให้ข่มขู่รัฐบาลยุบสภาหรือนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ลาออกจากนายกรัฐมนตรี จึงไม่ใช่เป็นการกระทำที่หวังผลการทางเมือง
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นฟังไม่ได้ว่าเป็นการก่อการร้าย
แต่การกระทำดังกล่าวอยู่ในความหมายของคำว่า "จลาจล" จำเลยจึงต้องชดใช้ค่าเสียหายทดแทน
พิพากษาให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยความเสี่ยงทุกชนิดให้แก่โจทก์ทั้งสี่ เป็นเงิน 2,719,734,975.29 บาท และให้ชำระค่าสินไหมที่ธุรกิจหยุดชะงักเป็นจำนวนเงิน 989,848,850.01 บาท
และให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5
--------------------------------------------------------------
เรื่องนี้คิดได้สองแบบ
อันแรกเลย คือ
คนที่คิด plot เรื่องผู้ก่อการร้ายแฝงตัว เผาบ้านเผาเมือง มีเจตนา
หวังผลทางการเมือง และโยนบาป ด้วยวาทกรรม "ผู้ก่อการร้าย" โดยไม่คำนึงถึง
ความเดือดร้อนที่จะตามมาของเจ้าของห้างที่ถูกเผา ว่าจะต้องถูกปฏิเสธการจ่ายสินไหม
จากผู้รับประกันฯ นับเป็นความเห็นแก่ตัวเป็นอย่างมาก และมิได้รักประชาชนอย่างที่ลงทุน
ไปพล่ามและร้องไห้กลางสี่แยก
แต่ถ้าไม่ได้มีเจตนาแบบแรก
กล่าวคือ เป็นการคาดไม่ถึง เพราะรู้เท่าไม่ถึงการโดยแท้ ว่าเรื่องจะส่งผลต่อมาให้เกิดความยุ่งยาก
ต่อผู้ประกอบการเจ้าของห้างในการต่อสู้คดีกับผู้รับประกันฯ ใน 3 ศาล ซึ่งอาจกินเวลาเป็น 10 ปี
กว่าจะได้ทราบว่าจะได้ตังค์ค่าสินไหมมาเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นหรือไม่
เช่นนี้ ก็ต้องถือว่า เป็นการตายน้ำตื้น ของพรรคทนายพรรคนี้โดยแท้
ที่คิดตื้นเกินไปกับวาทกรรมไม้ตาย "ผู้ก่อการร้าย เผาบ้านเผาเมือง" ที่ใช้หากินมาได้ตลอดจนถึงทุกวันนี้
ปชป จะนึกออกไหมหนอ ว่าประกันเขาจะงอแงไม่จ่าย ตอนที่คิดประดิษฐิ์วาทกรรม ผู้ก่อการร้าย เผาบ้านเผาเมือง
จากกรณีเหตุไฟไหม้ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ระหว่างการกระชับพื้นที่เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2553
โดยศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ทางนำสืบของจำเลยไม่ปรากฏชัดว่าเป็นการกระทำของผู้เข้าร่วมชุมนุมคนใด หรือสั่งการจากแกนนำ ส่วน จะมีความผิดเกี่ยวกับกฎหมายใดย่อมเป็นอีก เรื่องหนึ่ง
และกลุ่มคนร้ายที่บุกรุกและเผาทรัพย์ในห้างสรรพสินค้าเซนมีจำนวนไม่มาก ใช้วิธีการไม่สลับซับซ้อน
ที่สำคัญขณะมีการเผาห้างเซนแกนนำก็ประกาศยุติการชุมนุมแล้ว
คนร้ายที่เผาห้างสรรพสินค้าเซนไม่ว่าจะเป็นกลุ่มใด ก็มิได้ต้องการให้ข่มขู่รัฐบาลยุบสภาหรือนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ลาออกจากนายกรัฐมนตรี จึงไม่ใช่เป็นการกระทำที่หวังผลการทางเมือง
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นฟังไม่ได้ว่าเป็นการก่อการร้าย
แต่การกระทำดังกล่าวอยู่ในความหมายของคำว่า "จลาจล" จำเลยจึงต้องชดใช้ค่าเสียหายทดแทน
พิพากษาให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยความเสี่ยงทุกชนิดให้แก่โจทก์ทั้งสี่ เป็นเงิน 2,719,734,975.29 บาท และให้ชำระค่าสินไหมที่ธุรกิจหยุดชะงักเป็นจำนวนเงิน 989,848,850.01 บาท
และให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5
--------------------------------------------------------------
เรื่องนี้คิดได้สองแบบ
อันแรกเลย คือ
คนที่คิด plot เรื่องผู้ก่อการร้ายแฝงตัว เผาบ้านเผาเมือง มีเจตนา
หวังผลทางการเมือง และโยนบาป ด้วยวาทกรรม "ผู้ก่อการร้าย" โดยไม่คำนึงถึง
ความเดือดร้อนที่จะตามมาของเจ้าของห้างที่ถูกเผา ว่าจะต้องถูกปฏิเสธการจ่ายสินไหม
จากผู้รับประกันฯ นับเป็นความเห็นแก่ตัวเป็นอย่างมาก และมิได้รักประชาชนอย่างที่ลงทุน
ไปพล่ามและร้องไห้กลางสี่แยก
แต่ถ้าไม่ได้มีเจตนาแบบแรก
กล่าวคือ เป็นการคาดไม่ถึง เพราะรู้เท่าไม่ถึงการโดยแท้ ว่าเรื่องจะส่งผลต่อมาให้เกิดความยุ่งยาก
ต่อผู้ประกอบการเจ้าของห้างในการต่อสู้คดีกับผู้รับประกันฯ ใน 3 ศาล ซึ่งอาจกินเวลาเป็น 10 ปี
กว่าจะได้ทราบว่าจะได้ตังค์ค่าสินไหมมาเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นหรือไม่
เช่นนี้ ก็ต้องถือว่า เป็นการตายน้ำตื้น ของพรรคทนายพรรคนี้โดยแท้
ที่คิดตื้นเกินไปกับวาทกรรมไม้ตาย "ผู้ก่อการร้าย เผาบ้านเผาเมือง" ที่ใช้หากินมาได้ตลอดจนถึงทุกวันนี้