โครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์กำลังบักโกรก
อาการหนักจริงๆ
แต่แทนที่จะแก้ไขโครงการ แก้ปัญหาให้ตรงจุด รัฐบาลกลับใช้วิธีรักษาภาพลักษณ์ทางการเมือง
ล่าสุด ยังพยายามใช้ ดร.โอฬาร ไชยประวัติ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และประธานผู้แทนการค้าไทย ออกมาแสดงความเห็นอวยโอ่โครงการ หวังเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา ด้วยการแสดงความมั่นใจว่า ปี 2556 ไทยจะระบายข้าวได้ถึง 8 ล้านตัน มากกว่าในปี 2555 โดยไม่ต้องลดราคาข้าวสู้กับคู่แข่ง
“ถ้าเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เรื่องจำนำข้าวไม่น่าเป็นห่วง ดังนั้น นโยบายจำนำข้าวยังคงเดินหน้าต่อ และอยากให้เรียกนโยบายนี้ว่าจำนำข้าวพลัส เพราะต้องบวกเรื่องอื่นๆ ที่รัฐบาลจะทำเพื่อยกระดับราคาสินค้าเกษตร และเพิ่มรายได้เกษตรกร เช่น นโยบายบัตรเครดิตเกษตรกรที่จะช่วยให้เกษตรกรใช้ปุ๋ย ยาฆ่าแมลงโดยไม่เสียดอกเบี้ย ซึ่งอีกไม่นานเกษตรกรจะได้ใช้ประโยชน์จากนโยบายนี้”
คำโอ้อวดของ ดร.โอฬารไม่ได้ช่วยให้ชาวนาได้เงินจำนำข้าวเร็วขึ้น ไม่ได้ช่วยให้ข้าวเน่ากลับมาเป็นข้าวดี และไม่ได้ช่วยให้ความเสียหายจากนโยบายจำนำข้าวลดลงแต่อย่างใด
การออกมาพูดของ ดร.โอฬารทำเสมือนไม่ได้เรียนรู้ ไม่สำเหนียกถึงผลกระทบและความเสียหายที่เกิดจากนโยบายจำนำข้าว ซึ่งปรากฏผลออกมาให้เห็นจริงๆ แล้วเอาเสียเลย
1) ปีที่แล้ว นายโอฬารก็เคยออกมาโอ้อวด วาดฝันสวยหรู
เมื่อวันที่ 13 ต.ค.2555 นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ควงคู่ ดร.โอฬาร ไชยประวัติ นำขบวนออกรายการ “รัฐบาลยิ่งลักษณ์ พบประชาชน”
ทำให้นึกถึง “รัก-ยม” ออกมาปกป้องชื่นชมชวนฝันกับนโยบายรับจำนำข้าว เป็นตุเป็นตะ
นายบุญทรงคุยโวว่า การระบายข้าวไม่มีปัญหา เน้นระบายข้าวแบบจีทูจี เงินที่ได้จากระบายข้าวก็ทยอยนำส่งกระทรวงการคลังไม่มีปัญหา (ข้อเท็จจริงต่อมากลับปรากฏว่า ระบายข้าวไม่ได้ตามเป้าหมาย - ธกส.ทวงเงิน - จีทูจีกลายเป็นจีทูเจี๊ยะ ฯลฯ)
ส่วนนายโอฬารโอ้อวดว่า จะขายข้าวได้เงินกลับเข้ามาไม่มีปัญหา จีทูจีไม่มีปัญหา ขายฝันเรื่องบัตรเครดิตเกษตรตั้งแต่ปีก่อน (ปีนี้ยังขายฝันซ้ำซาก ขณะที่การดำเนินการบัตรเครดิตชาวนาเกิดปัญหา มัดมือชกเกษตรกร)
ปีที่แล้ว ดร.โอฬารเคยให้สัมภาษณ์ทีมข่าวอิศรา ยืนยันว่า “โครงการรับจำนำข้าวไม่มีเจ๊ง แถมยังจะต่อยอดปี 2 ด้วยชื่อโครงการรับจำนำข้าวพลัส”
บางตอน นายโอฬารระบุไว้ว่า “การรับจำนำข้าวนั้นเป็นหน้าที่ของรัฐบาล โดยมี 2 หน่วยงานหลักที่เข้ามารับผิดชอบ คือ พณ.และ ธกส. และจะมีสถาบันการเงินของรัฐอื่นๆ เช่น ธนาคารออมสิน เข้ามาช่วยแบกรับสินเชื่อ ซึ่งเป็นการให้เครดิตกับพ่อค้าและโรงสี ที่จะไปรับจำนำข้าวของชาวนา”
ประเด็นนี้ หมายความว่า รัฐบาลยิ่งลักษณ์จะใช้ธนาคารออมสินเข้ามาเป็นเครื่องมือ หรือบีบเอาเงินออมสินมาใช้ในโครงการต่อไปด้วย นอกเหนือจากเงิน ธกส.ที่กำลังเป็นปัญหาหนี้บานเบอะ ใช่หรือไม่?
นอกจากนี้ นายโอฬารยังเคยคุยโวด้วยว่า นโยบายจำนำข้าวจะไม่เพิ่มหนี้ให้กับประเทศชาติ “จะเพิ่มหนี้สาธารณะได้ยังไง เพราะขายแล้วไม่ขาดทุนจะมีหนี้สาธารณะได้ไง ก็เหมือนกับโรงสีถ้ามีการซื้อมาขายไปแล้วไม่ขาดทุน จะเพิ่มหนี้สาธารณะได้อย่างไร หนี้ต้องลดลง”
ถึงวันนี้ เมื่อความจริงปรากฏเป็นที่ประจักษ์ สวนทางกับคำพูดสวยหรูในอดีต
หนี้บานเบอะ ข้าวเน่าเปรอะล้นโกดัง ไฟไหม้เร็วกว่าระบายข้าว ฯลฯ
คำพูดของนายโอฬารในวันนี้ นอกจากจะไม่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้โครงการแล้ว ยังเพิ่มความน่าประหวั่นพรั่นพรึงว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์กำลังจะหลับหูหลับตาเดินหน้าต่อไป
เหมือนคนเสียพนัน เอาเงินถมเพิ่มลงไปเรื่อยๆ หวังว่าจะได้เงินคืน กลบเกลื่อนความเสียหาย
เป็นภาวะสุ่มเสี่ยง อันตรายต่อประเทศชาติอย่างยิ่ง
สุดท้าย “จำนำข้าวพลัส” แท้จริงก็คือการบวกหนี้ท่วมหัว ข้าวท่วมโกดัง ทับถมต่อๆ ไป ใช่หรือไม่?
2) น่าคิดว่า... ฝ่ายที่เขาตามคิดบัญชี คือ คณะกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาล กลายเป็นคนที่ต้องอยู่กับความเป็นจริงยิ่งกว่า ขณะนี้กำลังหนักอกหนักใจอย่างยิ่ง เพราะโครงการจำนำข้าวสร้างภาระการคลังเพิ่มมากขึ้นทุกปี จนกลายเป็นหนี้สะสมจำนวนมาก
สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ ทำโครงการประกันรายได้เกษตรกร วงเงินที่ใช้ดำเนินโครงการ 2 ปี (ปี 2552/2553 และ 2553/2554) เพียง 7 หมื่นล้านบาท มีการตั้งงบประมาณทยอยชำระคืนไปแล้ว เหลือหนี้คงค้าง 3.7 หมื่นล้านบาท
แต่นโยบายจำนำข้าวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ถลุงเงินมโหฬาร
โครงการรับจำนำข้าวเปลือกปี 2554/2555 มีปริมาณข้าวเข้าร่วมโครงการ 6.95 ล้านตัน ใช้เงินทั้งสิ้น 1.18 แสนล้านบาท ขณะที่โครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรังปี 2554/2555 ข้าวเข้าโครงการ 14.7 ล้านตัน ใช้เงิน 2.18 แสนล้านบาท และเมื่อรวมกับการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี 2555/2556 ที่มีข้าวเข้าโครงการกว่า 8 ล้านตัน ใช้เงิน 1.39 แสนล้านบาท ส่งผลให้ยอดรวมการใช้เงินโครงการพุ่งสูงถึง 4.76 แสนล้านบาท
ส่วนจะขาดทุนจริงเท่าใด ก็ขึ้นอยู่กับว่าขายข้าวได้เงินกลับมาเท่าใด ตราบใดที่นั่งทับข้าวเน่า เหมือนนั่งทับขี้ไว้ต่อไป ก็ยิ่งมีแต่จะเกิดความเสียหายร้ายแรงต่อแผ่นดินมากขึ้น
นี่คือความจริงที่ขุนพลข้าวเน่าของรัฐบาลแสร้งมองไม่เห็น
3) สิ่งที่เกิดขึ้นจริง มันเป็นไปดังที่ ดร.วีรพงษ์ รามางกูร คนใกล้ชิดรัฐบาลเอง เคยระบุไว้ว่า นโยบายรับจำนำข้าวเป็นนโยบายที่ล้มเหลวที่สุด ผลประโยชน์ไม่ได้ตกถึงมือเกษตรกรอย่างที่คิด ผลประโยชน์ส่วนใหญ่ตกอยู่กับโรงสี ผู้ส่งออกบางราย รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง พรรคพวกของนักการเมือง จึงไม่มีใครยอมเลิกโครงการนี้
“เมื่อข้าวเปลือกที่นำมาจำนำเป็นของรัฐบาล อาจจะมีข้าวจริงบ้าง ข้าวลมบ้าง กระทรวงพาณิชย์ก็เอาไปขายเป็นข้าวรัฐบาล โดยจะมีบริษัทส่งออกที่รู้กันกับรัฐมนตรี ไปเร่ขายในตลาดต่างประเทศ และกล้ารับคำสั่งซื้อเพราะรู้กันกับรัฐมนตรีว่าจะสามารถซื้อข้าวจากรัฐบาลได้ในราคาเท่าใด รายอื่นไม่กล้ารับคำสั่งซื้อเพราะไม่แน่ใจว่ารัฐบาลจะขายให้หรือไม่ในราคาเท่าใด ผู้ส่งออกรายอื่นๆ จึงไม่อาจรู้ต้นทุนของตน ยกเว้นรายที่ทำมาหากินกับคนในรัฐบาล”
4) ขุนพลข้าวเน่าของรัฐบาลควรละอายที่จะคุยโวโอ้อวดโดยปราศจากความรับผิดชอบใดๆ ต่อไป
สิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องข้าวอย่าง ดร.อัมมาร สยามวาลา นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย เคยแสดงทัศนะไว้นั้นถูกต้องและชัดเจนที่สุด
อาจารย์อัมมารยืนยันว่า ถ้ายังดำเนินโครงการต่อไปจะเกิดปัญหากับการคลังของประเทศ เวลานี้ขาดทุนปีละแสนล้าน ตัวเลขของพวกเราไม่ได้ฝันเหมือนอย่างคุณทักษิณ 4 ปีก็จะขาดทุน 4 แสนล้าน ไม่ใช่ขาดทุนอย่างเดียว รัฐบาลกำลังซื้อข้าวมาเก็บเอาไว้ ค่าดอกเบี้ย ค่าเก็บปีต่อปี เพราะฉะนั้นเราก็เลยไม่รู้ว่าดอกเบี้ย จะเป็นเท่าไร ค่าเสื่อม ค่าดอกเบี้ยอะไรต่างๆ ที่สำคัญ ขณะนี้ยังไม่เห็นรัฐบาลทำอะไรจริงจังในด้านการขาย นอกจากโม้ว่ามีจีทูจี 7 ล้านตัน ซึ่งไม่เคยเห็นว่ามีการขายออกไปจริง โดยรัฐบาลพยายามพูดอย่างนั้นมานานแล้ว แต่ยังไม่เห็นข้าวออกไปจากโกดังของรัฐบาล ก็ไม่มีใครเห็นออกไปจากรัฐบาลไปถึงท่าเรือ แล้วก็ส่งออกไป มีแต่โม้กันทั้งนั้น
“ผมพูดจนคอแห้งเขาก็ไม่ฟังผม แต่ผมต้องการสิ่งเดียวที่จะทำให้รัฐบาลฟัง ก็คือเมื่อประชาชนเริ่มโวยว่าอันนี้เป็นการสูญเสีย ทำให้สูญเปล่า และพวกที่อยู่ในกระบวนการผลิตข้าวตั้งแต่ชาวนาถึงโรงสีถึงผู้ส่งออก ทุกคนในระยะยาวจะเสีย เพราะโครงการนี้กำลังทำให้อุตสาหกรรมข้าวของเราพัง อ.วีรพงษ์ (รามางกูร)บอกว่าทำให้รัฐบาลพัง แต่ในการทำให้พังเนี่ย เขากำลังทำให้อุตสาหกรรมข้าวพังไปด้วย รัฐบาลพังเนี่ยผมไม่แคร์ มันไม่ใช่หน้าที่ผมต้องเป็นห่วง ไม่ได้โหวตให้ท่านอยู่แล้ว แต่ที่ผมห่วงคือประเทศชาติจะพังเพราะนโยบายจำนำข้าว”
ที่มา:
http://www.naewna.com/politic/columnist/5651
ปล.ลามปามไป ธนาคารออมสินอีกแล้ว...(4 แบงค์หล่ะ)...จะรอดไหมเนี้ย รัฐบาลข้าวเน่า...เอิ๊ก ๆ ๆ
ขุนพลข้าวเน่าโปรดทราบ... คนไทยกินข้าว ไม่ได้กินหญ้า (นะโว้ย)
อาการหนักจริงๆ
แต่แทนที่จะแก้ไขโครงการ แก้ปัญหาให้ตรงจุด รัฐบาลกลับใช้วิธีรักษาภาพลักษณ์ทางการเมือง
ล่าสุด ยังพยายามใช้ ดร.โอฬาร ไชยประวัติ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และประธานผู้แทนการค้าไทย ออกมาแสดงความเห็นอวยโอ่โครงการ หวังเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา ด้วยการแสดงความมั่นใจว่า ปี 2556 ไทยจะระบายข้าวได้ถึง 8 ล้านตัน มากกว่าในปี 2555 โดยไม่ต้องลดราคาข้าวสู้กับคู่แข่ง
“ถ้าเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เรื่องจำนำข้าวไม่น่าเป็นห่วง ดังนั้น นโยบายจำนำข้าวยังคงเดินหน้าต่อ และอยากให้เรียกนโยบายนี้ว่าจำนำข้าวพลัส เพราะต้องบวกเรื่องอื่นๆ ที่รัฐบาลจะทำเพื่อยกระดับราคาสินค้าเกษตร และเพิ่มรายได้เกษตรกร เช่น นโยบายบัตรเครดิตเกษตรกรที่จะช่วยให้เกษตรกรใช้ปุ๋ย ยาฆ่าแมลงโดยไม่เสียดอกเบี้ย ซึ่งอีกไม่นานเกษตรกรจะได้ใช้ประโยชน์จากนโยบายนี้”
คำโอ้อวดของ ดร.โอฬารไม่ได้ช่วยให้ชาวนาได้เงินจำนำข้าวเร็วขึ้น ไม่ได้ช่วยให้ข้าวเน่ากลับมาเป็นข้าวดี และไม่ได้ช่วยให้ความเสียหายจากนโยบายจำนำข้าวลดลงแต่อย่างใด
การออกมาพูดของ ดร.โอฬารทำเสมือนไม่ได้เรียนรู้ ไม่สำเหนียกถึงผลกระทบและความเสียหายที่เกิดจากนโยบายจำนำข้าว ซึ่งปรากฏผลออกมาให้เห็นจริงๆ แล้วเอาเสียเลย
1) ปีที่แล้ว นายโอฬารก็เคยออกมาโอ้อวด วาดฝันสวยหรู
เมื่อวันที่ 13 ต.ค.2555 นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ควงคู่ ดร.โอฬาร ไชยประวัติ นำขบวนออกรายการ “รัฐบาลยิ่งลักษณ์ พบประชาชน”
ทำให้นึกถึง “รัก-ยม” ออกมาปกป้องชื่นชมชวนฝันกับนโยบายรับจำนำข้าว เป็นตุเป็นตะ
นายบุญทรงคุยโวว่า การระบายข้าวไม่มีปัญหา เน้นระบายข้าวแบบจีทูจี เงินที่ได้จากระบายข้าวก็ทยอยนำส่งกระทรวงการคลังไม่มีปัญหา (ข้อเท็จจริงต่อมากลับปรากฏว่า ระบายข้าวไม่ได้ตามเป้าหมาย - ธกส.ทวงเงิน - จีทูจีกลายเป็นจีทูเจี๊ยะ ฯลฯ)
ส่วนนายโอฬารโอ้อวดว่า จะขายข้าวได้เงินกลับเข้ามาไม่มีปัญหา จีทูจีไม่มีปัญหา ขายฝันเรื่องบัตรเครดิตเกษตรตั้งแต่ปีก่อน (ปีนี้ยังขายฝันซ้ำซาก ขณะที่การดำเนินการบัตรเครดิตชาวนาเกิดปัญหา มัดมือชกเกษตรกร)
ปีที่แล้ว ดร.โอฬารเคยให้สัมภาษณ์ทีมข่าวอิศรา ยืนยันว่า “โครงการรับจำนำข้าวไม่มีเจ๊ง แถมยังจะต่อยอดปี 2 ด้วยชื่อโครงการรับจำนำข้าวพลัส”
บางตอน นายโอฬารระบุไว้ว่า “การรับจำนำข้าวนั้นเป็นหน้าที่ของรัฐบาล โดยมี 2 หน่วยงานหลักที่เข้ามารับผิดชอบ คือ พณ.และ ธกส. และจะมีสถาบันการเงินของรัฐอื่นๆ เช่น ธนาคารออมสิน เข้ามาช่วยแบกรับสินเชื่อ ซึ่งเป็นการให้เครดิตกับพ่อค้าและโรงสี ที่จะไปรับจำนำข้าวของชาวนา”
ประเด็นนี้ หมายความว่า รัฐบาลยิ่งลักษณ์จะใช้ธนาคารออมสินเข้ามาเป็นเครื่องมือ หรือบีบเอาเงินออมสินมาใช้ในโครงการต่อไปด้วย นอกเหนือจากเงิน ธกส.ที่กำลังเป็นปัญหาหนี้บานเบอะ ใช่หรือไม่?
นอกจากนี้ นายโอฬารยังเคยคุยโวด้วยว่า นโยบายจำนำข้าวจะไม่เพิ่มหนี้ให้กับประเทศชาติ “จะเพิ่มหนี้สาธารณะได้ยังไง เพราะขายแล้วไม่ขาดทุนจะมีหนี้สาธารณะได้ไง ก็เหมือนกับโรงสีถ้ามีการซื้อมาขายไปแล้วไม่ขาดทุน จะเพิ่มหนี้สาธารณะได้อย่างไร หนี้ต้องลดลง”
ถึงวันนี้ เมื่อความจริงปรากฏเป็นที่ประจักษ์ สวนทางกับคำพูดสวยหรูในอดีต
หนี้บานเบอะ ข้าวเน่าเปรอะล้นโกดัง ไฟไหม้เร็วกว่าระบายข้าว ฯลฯ
คำพูดของนายโอฬารในวันนี้ นอกจากจะไม่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้โครงการแล้ว ยังเพิ่มความน่าประหวั่นพรั่นพรึงว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์กำลังจะหลับหูหลับตาเดินหน้าต่อไป
เหมือนคนเสียพนัน เอาเงินถมเพิ่มลงไปเรื่อยๆ หวังว่าจะได้เงินคืน กลบเกลื่อนความเสียหาย
เป็นภาวะสุ่มเสี่ยง อันตรายต่อประเทศชาติอย่างยิ่ง
สุดท้าย “จำนำข้าวพลัส” แท้จริงก็คือการบวกหนี้ท่วมหัว ข้าวท่วมโกดัง ทับถมต่อๆ ไป ใช่หรือไม่?
2) น่าคิดว่า... ฝ่ายที่เขาตามคิดบัญชี คือ คณะกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาล กลายเป็นคนที่ต้องอยู่กับความเป็นจริงยิ่งกว่า ขณะนี้กำลังหนักอกหนักใจอย่างยิ่ง เพราะโครงการจำนำข้าวสร้างภาระการคลังเพิ่มมากขึ้นทุกปี จนกลายเป็นหนี้สะสมจำนวนมาก
สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ ทำโครงการประกันรายได้เกษตรกร วงเงินที่ใช้ดำเนินโครงการ 2 ปี (ปี 2552/2553 และ 2553/2554) เพียง 7 หมื่นล้านบาท มีการตั้งงบประมาณทยอยชำระคืนไปแล้ว เหลือหนี้คงค้าง 3.7 หมื่นล้านบาท
แต่นโยบายจำนำข้าวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ถลุงเงินมโหฬาร
โครงการรับจำนำข้าวเปลือกปี 2554/2555 มีปริมาณข้าวเข้าร่วมโครงการ 6.95 ล้านตัน ใช้เงินทั้งสิ้น 1.18 แสนล้านบาท ขณะที่โครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรังปี 2554/2555 ข้าวเข้าโครงการ 14.7 ล้านตัน ใช้เงิน 2.18 แสนล้านบาท และเมื่อรวมกับการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี 2555/2556 ที่มีข้าวเข้าโครงการกว่า 8 ล้านตัน ใช้เงิน 1.39 แสนล้านบาท ส่งผลให้ยอดรวมการใช้เงินโครงการพุ่งสูงถึง 4.76 แสนล้านบาท
ส่วนจะขาดทุนจริงเท่าใด ก็ขึ้นอยู่กับว่าขายข้าวได้เงินกลับมาเท่าใด ตราบใดที่นั่งทับข้าวเน่า เหมือนนั่งทับขี้ไว้ต่อไป ก็ยิ่งมีแต่จะเกิดความเสียหายร้ายแรงต่อแผ่นดินมากขึ้น
นี่คือความจริงที่ขุนพลข้าวเน่าของรัฐบาลแสร้งมองไม่เห็น
3) สิ่งที่เกิดขึ้นจริง มันเป็นไปดังที่ ดร.วีรพงษ์ รามางกูร คนใกล้ชิดรัฐบาลเอง เคยระบุไว้ว่า นโยบายรับจำนำข้าวเป็นนโยบายที่ล้มเหลวที่สุด ผลประโยชน์ไม่ได้ตกถึงมือเกษตรกรอย่างที่คิด ผลประโยชน์ส่วนใหญ่ตกอยู่กับโรงสี ผู้ส่งออกบางราย รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง พรรคพวกของนักการเมือง จึงไม่มีใครยอมเลิกโครงการนี้
“เมื่อข้าวเปลือกที่นำมาจำนำเป็นของรัฐบาล อาจจะมีข้าวจริงบ้าง ข้าวลมบ้าง กระทรวงพาณิชย์ก็เอาไปขายเป็นข้าวรัฐบาล โดยจะมีบริษัทส่งออกที่รู้กันกับรัฐมนตรี ไปเร่ขายในตลาดต่างประเทศ และกล้ารับคำสั่งซื้อเพราะรู้กันกับรัฐมนตรีว่าจะสามารถซื้อข้าวจากรัฐบาลได้ในราคาเท่าใด รายอื่นไม่กล้ารับคำสั่งซื้อเพราะไม่แน่ใจว่ารัฐบาลจะขายให้หรือไม่ในราคาเท่าใด ผู้ส่งออกรายอื่นๆ จึงไม่อาจรู้ต้นทุนของตน ยกเว้นรายที่ทำมาหากินกับคนในรัฐบาล”
4) ขุนพลข้าวเน่าของรัฐบาลควรละอายที่จะคุยโวโอ้อวดโดยปราศจากความรับผิดชอบใดๆ ต่อไป
สิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องข้าวอย่าง ดร.อัมมาร สยามวาลา นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย เคยแสดงทัศนะไว้นั้นถูกต้องและชัดเจนที่สุด
อาจารย์อัมมารยืนยันว่า ถ้ายังดำเนินโครงการต่อไปจะเกิดปัญหากับการคลังของประเทศ เวลานี้ขาดทุนปีละแสนล้าน ตัวเลขของพวกเราไม่ได้ฝันเหมือนอย่างคุณทักษิณ 4 ปีก็จะขาดทุน 4 แสนล้าน ไม่ใช่ขาดทุนอย่างเดียว รัฐบาลกำลังซื้อข้าวมาเก็บเอาไว้ ค่าดอกเบี้ย ค่าเก็บปีต่อปี เพราะฉะนั้นเราก็เลยไม่รู้ว่าดอกเบี้ย จะเป็นเท่าไร ค่าเสื่อม ค่าดอกเบี้ยอะไรต่างๆ ที่สำคัญ ขณะนี้ยังไม่เห็นรัฐบาลทำอะไรจริงจังในด้านการขาย นอกจากโม้ว่ามีจีทูจี 7 ล้านตัน ซึ่งไม่เคยเห็นว่ามีการขายออกไปจริง โดยรัฐบาลพยายามพูดอย่างนั้นมานานแล้ว แต่ยังไม่เห็นข้าวออกไปจากโกดังของรัฐบาล ก็ไม่มีใครเห็นออกไปจากรัฐบาลไปถึงท่าเรือ แล้วก็ส่งออกไป มีแต่โม้กันทั้งนั้น
“ผมพูดจนคอแห้งเขาก็ไม่ฟังผม แต่ผมต้องการสิ่งเดียวที่จะทำให้รัฐบาลฟัง ก็คือเมื่อประชาชนเริ่มโวยว่าอันนี้เป็นการสูญเสีย ทำให้สูญเปล่า และพวกที่อยู่ในกระบวนการผลิตข้าวตั้งแต่ชาวนาถึงโรงสีถึงผู้ส่งออก ทุกคนในระยะยาวจะเสีย เพราะโครงการนี้กำลังทำให้อุตสาหกรรมข้าวของเราพัง อ.วีรพงษ์ (รามางกูร)บอกว่าทำให้รัฐบาลพัง แต่ในการทำให้พังเนี่ย เขากำลังทำให้อุตสาหกรรมข้าวพังไปด้วย รัฐบาลพังเนี่ยผมไม่แคร์ มันไม่ใช่หน้าที่ผมต้องเป็นห่วง ไม่ได้โหวตให้ท่านอยู่แล้ว แต่ที่ผมห่วงคือประเทศชาติจะพังเพราะนโยบายจำนำข้าว”
ที่มา:http://www.naewna.com/politic/columnist/5651
ปล.ลามปามไป ธนาคารออมสินอีกแล้ว...(4 แบงค์หล่ะ)...จะรอดไหมเนี้ย รัฐบาลข้าวเน่า...เอิ๊ก ๆ ๆ