ความเดิมตอนที่แล้ว มาเฟียหนุ่มเฉินฮ่าวหมิงอนุญาตให้ปันนากลับไปทำงานที่โรงพยาบาลได้อาทิตย์ละสองวัน หมอวิกรมดีใจมาก และได้ยินว่าปันนาได้เข้าเคสผ่าตัดซีซาร์
เคสง่ายๆ เลยคิดว่าไม่น่ามีปัญหา เขาห่วงเพราะดวงหมอปันนาค่อนข้างเฮี้ยนจนพยาบาลพากันแลกเวรหนี
แต่แล้วกลับได้ยินเสียงประกาศ ตามทีมกู้ชีวิตไปที่ห้องผ่าตัดจนได้ เขารีบเข้าไปช่วยทันที
*********************************
วันนี้คนไข้รอคิวตรวจหน้าห้องหมอโยเซฟยังคงหนาแน่นเช่นเคย ทุกคนเต็มใจรอแม้จะรู้ว่าต้องรอนานเกินหนึ่งชั่วโมงก็ตาม ผู้ช่วยหมอยื่นโอพีดีการ์ดคนไข้รายต่อไปที่เรียกมานอนรอห้องข้างๆแล้ว เพื่อให้หมอศึกษาคร่าวๆก่อน
ห้องตรวจหมอโยเซฟมีลักษณะพิเศษแตกต่างจากห้องตรวจทั่วๆไป เพราะนอกจากจะกว้างแล้วยังแบ่งเป็นสองห้อง มีทางเดินเชื่อมด้านหลังติดต่อกัน เพื่อความรวดเร็วในการตรวจ เนื่องจากคนไข้หมอโยเซฟมากมายล้นหลามทุกวัน คนไข้ยังตรวจไม่เสร็จ ก็เรียกรายต่อไปมานอนคอยบนเตียงอีกห้องได้ เพื่อความสะดวกของหมอ ไม่ต้องเสียเวลารอเรียกคนไข้
ชายหนุ่มเดินข้ามห้องมาหาคนไข้รายถัดไป หลังคุยและซักประวัติเรียบร้อย เขาก็สวมหูฟังเตรียมตรวจ
หากยังไม่ทันไรก็มีเสียงประกาศด่วนดังแทรกเข้ามาในห้อง
"ทีมเซเวียร์ที่ห้องผ่าตัด ทีมเซเวียร์ที่ห้องผ่าตัด"
เนื่องจากโยเซฟเป็นหมออายุรกรรม จึงคุ้นเคยกับเสียงเพจเช่นนี้บ่อยๆ จากความคุ้นเคยก็แปรเป็นเฉยเมย
ชายหนุ่มยังคงตั้งใจทำงานของเขาต่อไป โดยไม่มีทีท่าสนใจเสียงประกาศแม้แต่น้อย
"เคสสูตินี่ ไม่รู้ของใคร" หากเสียงคุยกันหลังทางเดินห้องตรวจ ทำให้หมอโยเซฟชะงักนิ่งฟังอย่างตั้งใจ "หมอวศินเป็นหมอเวรวันนี้นี่แต่ไม่อยู่ในห้อง ไม่รู้แกรู้ไหมว่าอยู่เวรซีพีอาร์"
คนข้างในที่กำลังสวมหูฟังตรวจหัวใจคนไข้รีบถอดหูฟังออก สังหรณ์ใจทำให้เขารีบโทรขึ้นไปที่ห้องผ่าตัด
"คนไข้ใคร?"
"คนไข้หมอพิมพ์..." พยาบาลห้องผ่าตัดยังรายงานไม่จบ คนฟังก็วางหูโครม เดินแกมวิ่งทิ้งคนไข้ในห้องและคนไข้ที่รอตรวจข้างนอกออกไปโดยไม่บอกกล่าว เห็นเพียงปลายเสื้อกาวน์สะบัดพริ้วหายขึ้นบันไดไปโดยไม่ยอมรอลิฟต์
ในห้องผ่าตัด ริมในสุด ทั้งหมอทั้งพยาบาลกำลังวิ่งโกลาหล เพื่อช่วยชีวิตคนไข้ หากหมอเจ้าของไข้ในชุดเสื้อคลุมผ่าตัดยาวกรอมเท้า ใบหน้าปิดไว้ครึ่งหนึ่งด้วยผ้าปิดปากปิดจมูก เห็นแต่แววตาตื่นตระหนก มือสองข้างภายใต้ถุงมือเปื้อนเลือดพนมไว้กลางอก เหมือนจะปล่อยทุกอย่างให้กับสิ่งศักดิสิทธิ์
"ทำไมหมอหัวใจยังไม่มา" หมอวิกรมซึ่งกำลังยืนปั๊มหัวใจคนไข้ สลับกับหมอปันนาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงร้อนรน หันหน้าไปทางประตูห้องผ่าตัดบ่อยๆ
"โหลดเลือดเร็วๆ" เขาสั่งพยาบาล
หากคำตอบที่ได้ทำเอาหมอวิกรมเกือบช็อก "หมดแล้วค่ะหมอ เตรียมไว้แค่สองถุง"
"คนไข้เลือดออกพลั่กๆ ทำไมขอเลือดมาแค่นี้" น้ำเสียงเขากราดเกรี้ยว
"ก็หมอสั่งเท่านี้" วิสัญญีแพทย์รีบโบ๊ยให้หมอพิมพ์ดาว
วิกรมเหลือบมองท่าทางน่าสงสารของพิมพ์ดาวแล้ว ก็ต่อว่าไม่ลง
พอเหลือบมองคลื่นหัวใจที่ขยักขยุย ก็ได้แต่ส่ายหน้าเพราะอ่านไม่ออก
ส่วนหมอดมยาพอดูรู้ว่านั่นคือภาวะหัวใจห้องล่างเต้นสั่นระริก รีบสั่งช็อกไฟฟ้าทันที พร้อมย้ำให้ตามหมอหัวใจอีกครั้ง
หัวใจเปรียบไปแล้วก็เหมือนกระโถนท้องพระโรง ใครจะเป็นอะไร หัวใจต้องเดือดร้อนด้วยเสมอ
แม้แต่มะเร็งก่อนตาย หมอมะเร็งยังต้องตามหมอหัวใจมาช่วยส่งดวงวิญญาณพร้อมๆกัน
ด้วยเหตุผล
ก็หัวใจเต้นช้านี่ หรือ หัวใจเต้นเร็วไป ก็เกี่ยวกับหัวใจใช่ไหมล่ะ
สรุปได้ว่าในโลกนี้ โรคใดๆไม่มีวันตาย ถ้าหมอหัวใจเอาอยู่!
"พี่ฉัตรเสร็จเคสหรือยัง" พอหาใครไม่เจอก็หมอฉัตร
"ยัง เพิ่งจะเย็บต่อลำ..."
เสียงประตูห้องผ่าตัดเปิดผลัวะเข้ามาโดยแรง ทุกคนหันไปมองเป็นตาเดียวกัน
หมอโยเซฟนั่นเอง ชายหนุ่มสวมชุดคลุมตัวยาวสีเขียว มือสองข้างกำลังผูกผ้าปิดปากปิดจมูก แสดงถึงความรีบร้อนอย่างสูง
"มาแล้ว" หมอวิกรมกับหมอปันนาพร้อมใจกันร้องทักด้วยความดีใจ หากหมอรุ่นพี่ไม่สนใจเสวนาด้วย เขาหยิบชาร์จคนไข้ขึ้นมาเปิดแวบเดียวก็ส่งคืนพยาบาล
"คนไข้เป็นพลาเซนต้าพรีเวียร์ กำลังซีซาร์ พอเด็กออกมา แม่ก็..."พยาบาลรายงานเคส แต่หมอโยเซฟไม่สนใจ
"เอาฮีแมคเซลมาโหลดพร้อมซาไลน์ระหว่างรอเลือด..."
“วีฟิบ!” วีฟิบหรือ หัวใจห้องล่างเต้นสั่นระริก “ดีฟิบ 360 จูลส์” เสียงหมอโยเซฟสั่งงาน ตาคมกล้าภายใต้แว่นสายตาไร้กรอบเหลือบมองเจ้าของคนไข้แวบหนึ่ง หากใครอยู่ใกล้คงได้ยินเสียงหมอโยเซฟทำเสียง 'หึ' ในลำคอเบาๆ
เหมือนจะติเตียน สมน้ำหน้า แต่หาใช่ความสงสารไม่
หลังการสั่งงานอย่างคล่องแคล่ว ไม่ถึงห้านาที หัวใจคนไข้ก็กลับมาเต้นอีกครั้ง หากด้วยอัตราที่เร็วกว่าปกติ
หากทุกคนรู้ว่านั่นคือผลของยากระตุ้นหัวใจที่โหมไปเมื่อครู่
ปันนาผละจากการปั๊มหัวใจคนไข้ เดินไปหาพิมพ์ดาว มอบกำลังใจผ่านมือเล็กที่เกาะกุมมือเย็นเฉียบของรุ่นพี่
ขณะที่หมอโยเซฟ วีรบุรุษในการกู้ชีวิตเหลียวซ้ายแลขวาหาบางอย่าง
พยาบาลรีบยื่นไฟฉายให้ทันทีอย่างรู้ใจ
ม่านตาคนไข้ยังมีปฏิกิริยาตอบสนอง
ยังไม่สายเกินไป
"ขอเอฟเอฟพีอีก 4 ถุง เจาะพีที พีทีที" ระหว่างหมอโยเซฟสั่งงานและเฝ้าคุมสัญญาณชีพตรงหัวเตียง
การผ่าตัดก็ดำเนินต่อไปจนเย็บแผลหน้าท้องเรียบร้อย โดยมีหมอวิกรมและปันนาช่วยกันทำ เพราะหมอพิมพ์ดาวตกใจมือไม้สั่น ทำอะไรไม่ถูก
เพียงไม่นาน คนไข้ที่มาผ่าตัดคลอดลูกที่รอดตายหวุดหวิดก็ถูกย้ายเข้าห้องไอซียูศัลยกรรม เพื่อดูอาการต่อ
รอจนอาการคนไข้คงที่
หมอโยเซฟจึงเข้าห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า ชายหนุ่มกำลังใช้มือสางผมเมื่อเดินออกจากห้องแต่งตัวแพทย์ชาย
ร่างเล็กบอบบางที่ยังอยู่ในชุดห้องผ่าตัด แต่ถอดเสื้อคลุมออกเท่านั้น ยังเห็นเลือดซึมเป็นหย่อมๆ ยืนคอยอยู่อย่างสงบเงียบ
"ขอบ..."
"จะพูดอะไร ขอบคุณ ขอโทษแค่นั้นก็พอแล้วหรือ" หมอโยเซฟบริภาษด้วยน้ำเสียงดุดันเหมือนทำนบระเบิด "เมื่อไหร่เธอจะรู้สึกเสียที ชีวิตคนไข้เขาฝากไว้ในกำมือเธอ แต่สิ่งที่เธอตอบแทนความไว้วางใจของเขาคือความประมาท เลินเล่อ ใจลอย ชีวิตคนอื่นมีค่าแค่ไหนในสายตาเธอ เธอเคยคิดถึงความสำคัญของชีวิตคนอื่นบ้างไหม"
แววตาหมอโยเซฟฉายความเจ็บปวด "ชีวิตของเขาสำหรับเธออาจไม่มีความหมาย แต่สำหรับครอบครัวของเขา มันมีค่ามากแค่ไหน มากชนิดที่เขาสามารถตายแทนกันได้ ที่เธอฆ่าตายอาจไม่ใช่ชีวิตเดียว แต่เป็นสองชีวิต เธอเคยรู้ไหมว่าตายทั้งเป็น ตายทั้งที่ยังรู้สึกตัว ยังมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์น่ะมันทรมานแค่ไหน" เมื่อถึงตรงนี้ เสียงหมอหนุ่มฟังขมขื่นและเศร้าสร้อย "คนอย่างเธอได้แต่ใช้ชีวิตคุณหนูไปวันๆ เคยรู้สึกสำนึกบ้างไหม เวลาที่ทำให้คนบริสุทธิ์สักคนต้องตาย บางทีเธออาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำ และยังมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างมีความสุข"
แล้วเจ้าตัวก็ผลุนผลันออกไปทิ้งให้คนข้างหลังยืนน้ำตาเอ่อคลอตา
มีเสียงพึมพำเบาๆ "ขอบคุณ..." และริมฝีปากขมุบขมิบในตอนท้าย "
บทที่ 31 สูติแพทย์ป่วนกวนหัวใจ (ยุ่งนักรักคนเสื้อกาวน์) รักโรแมนติกวงการแพทย์
ความเดิมตอนที่แล้ว มาเฟียหนุ่มเฉินฮ่าวหมิงอนุญาตให้ปันนากลับไปทำงานที่โรงพยาบาลได้อาทิตย์ละสองวัน หมอวิกรมดีใจมาก และได้ยินว่าปันนาได้เข้าเคสผ่าตัดซีซาร์
เคสง่ายๆ เลยคิดว่าไม่น่ามีปัญหา เขาห่วงเพราะดวงหมอปันนาค่อนข้างเฮี้ยนจนพยาบาลพากันแลกเวรหนี
แต่แล้วกลับได้ยินเสียงประกาศ ตามทีมกู้ชีวิตไปที่ห้องผ่าตัดจนได้ เขารีบเข้าไปช่วยทันที
*********************************
วันนี้คนไข้รอคิวตรวจหน้าห้องหมอโยเซฟยังคงหนาแน่นเช่นเคย ทุกคนเต็มใจรอแม้จะรู้ว่าต้องรอนานเกินหนึ่งชั่วโมงก็ตาม ผู้ช่วยหมอยื่นโอพีดีการ์ดคนไข้รายต่อไปที่เรียกมานอนรอห้องข้างๆแล้ว เพื่อให้หมอศึกษาคร่าวๆก่อน
ห้องตรวจหมอโยเซฟมีลักษณะพิเศษแตกต่างจากห้องตรวจทั่วๆไป เพราะนอกจากจะกว้างแล้วยังแบ่งเป็นสองห้อง มีทางเดินเชื่อมด้านหลังติดต่อกัน เพื่อความรวดเร็วในการตรวจ เนื่องจากคนไข้หมอโยเซฟมากมายล้นหลามทุกวัน คนไข้ยังตรวจไม่เสร็จ ก็เรียกรายต่อไปมานอนคอยบนเตียงอีกห้องได้ เพื่อความสะดวกของหมอ ไม่ต้องเสียเวลารอเรียกคนไข้
ชายหนุ่มเดินข้ามห้องมาหาคนไข้รายถัดไป หลังคุยและซักประวัติเรียบร้อย เขาก็สวมหูฟังเตรียมตรวจ
หากยังไม่ทันไรก็มีเสียงประกาศด่วนดังแทรกเข้ามาในห้อง
"ทีมเซเวียร์ที่ห้องผ่าตัด ทีมเซเวียร์ที่ห้องผ่าตัด"
เนื่องจากโยเซฟเป็นหมออายุรกรรม จึงคุ้นเคยกับเสียงเพจเช่นนี้บ่อยๆ จากความคุ้นเคยก็แปรเป็นเฉยเมย
ชายหนุ่มยังคงตั้งใจทำงานของเขาต่อไป โดยไม่มีทีท่าสนใจเสียงประกาศแม้แต่น้อย
"เคสสูตินี่ ไม่รู้ของใคร" หากเสียงคุยกันหลังทางเดินห้องตรวจ ทำให้หมอโยเซฟชะงักนิ่งฟังอย่างตั้งใจ "หมอวศินเป็นหมอเวรวันนี้นี่แต่ไม่อยู่ในห้อง ไม่รู้แกรู้ไหมว่าอยู่เวรซีพีอาร์"
คนข้างในที่กำลังสวมหูฟังตรวจหัวใจคนไข้รีบถอดหูฟังออก สังหรณ์ใจทำให้เขารีบโทรขึ้นไปที่ห้องผ่าตัด
"คนไข้ใคร?"
"คนไข้หมอพิมพ์..." พยาบาลห้องผ่าตัดยังรายงานไม่จบ คนฟังก็วางหูโครม เดินแกมวิ่งทิ้งคนไข้ในห้องและคนไข้ที่รอตรวจข้างนอกออกไปโดยไม่บอกกล่าว เห็นเพียงปลายเสื้อกาวน์สะบัดพริ้วหายขึ้นบันไดไปโดยไม่ยอมรอลิฟต์
ในห้องผ่าตัด ริมในสุด ทั้งหมอทั้งพยาบาลกำลังวิ่งโกลาหล เพื่อช่วยชีวิตคนไข้ หากหมอเจ้าของไข้ในชุดเสื้อคลุมผ่าตัดยาวกรอมเท้า ใบหน้าปิดไว้ครึ่งหนึ่งด้วยผ้าปิดปากปิดจมูก เห็นแต่แววตาตื่นตระหนก มือสองข้างภายใต้ถุงมือเปื้อนเลือดพนมไว้กลางอก เหมือนจะปล่อยทุกอย่างให้กับสิ่งศักดิสิทธิ์
"ทำไมหมอหัวใจยังไม่มา" หมอวิกรมซึ่งกำลังยืนปั๊มหัวใจคนไข้ สลับกับหมอปันนาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงร้อนรน หันหน้าไปทางประตูห้องผ่าตัดบ่อยๆ
"โหลดเลือดเร็วๆ" เขาสั่งพยาบาล
หากคำตอบที่ได้ทำเอาหมอวิกรมเกือบช็อก "หมดแล้วค่ะหมอ เตรียมไว้แค่สองถุง"
"คนไข้เลือดออกพลั่กๆ ทำไมขอเลือดมาแค่นี้" น้ำเสียงเขากราดเกรี้ยว
"ก็หมอสั่งเท่านี้" วิสัญญีแพทย์รีบโบ๊ยให้หมอพิมพ์ดาว
วิกรมเหลือบมองท่าทางน่าสงสารของพิมพ์ดาวแล้ว ก็ต่อว่าไม่ลง
พอเหลือบมองคลื่นหัวใจที่ขยักขยุย ก็ได้แต่ส่ายหน้าเพราะอ่านไม่ออก
ส่วนหมอดมยาพอดูรู้ว่านั่นคือภาวะหัวใจห้องล่างเต้นสั่นระริก รีบสั่งช็อกไฟฟ้าทันที พร้อมย้ำให้ตามหมอหัวใจอีกครั้ง
หัวใจเปรียบไปแล้วก็เหมือนกระโถนท้องพระโรง ใครจะเป็นอะไร หัวใจต้องเดือดร้อนด้วยเสมอ
แม้แต่มะเร็งก่อนตาย หมอมะเร็งยังต้องตามหมอหัวใจมาช่วยส่งดวงวิญญาณพร้อมๆกัน
ด้วยเหตุผล
ก็หัวใจเต้นช้านี่ หรือ หัวใจเต้นเร็วไป ก็เกี่ยวกับหัวใจใช่ไหมล่ะ
สรุปได้ว่าในโลกนี้ โรคใดๆไม่มีวันตาย ถ้าหมอหัวใจเอาอยู่!
"พี่ฉัตรเสร็จเคสหรือยัง" พอหาใครไม่เจอก็หมอฉัตร
"ยัง เพิ่งจะเย็บต่อลำ..."
เสียงประตูห้องผ่าตัดเปิดผลัวะเข้ามาโดยแรง ทุกคนหันไปมองเป็นตาเดียวกัน
หมอโยเซฟนั่นเอง ชายหนุ่มสวมชุดคลุมตัวยาวสีเขียว มือสองข้างกำลังผูกผ้าปิดปากปิดจมูก แสดงถึงความรีบร้อนอย่างสูง
"มาแล้ว" หมอวิกรมกับหมอปันนาพร้อมใจกันร้องทักด้วยความดีใจ หากหมอรุ่นพี่ไม่สนใจเสวนาด้วย เขาหยิบชาร์จคนไข้ขึ้นมาเปิดแวบเดียวก็ส่งคืนพยาบาล
"คนไข้เป็นพลาเซนต้าพรีเวียร์ กำลังซีซาร์ พอเด็กออกมา แม่ก็..."พยาบาลรายงานเคส แต่หมอโยเซฟไม่สนใจ
"เอาฮีแมคเซลมาโหลดพร้อมซาไลน์ระหว่างรอเลือด..."
“วีฟิบ!” วีฟิบหรือ หัวใจห้องล่างเต้นสั่นระริก “ดีฟิบ 360 จูลส์” เสียงหมอโยเซฟสั่งงาน ตาคมกล้าภายใต้แว่นสายตาไร้กรอบเหลือบมองเจ้าของคนไข้แวบหนึ่ง หากใครอยู่ใกล้คงได้ยินเสียงหมอโยเซฟทำเสียง 'หึ' ในลำคอเบาๆ
เหมือนจะติเตียน สมน้ำหน้า แต่หาใช่ความสงสารไม่
หลังการสั่งงานอย่างคล่องแคล่ว ไม่ถึงห้านาที หัวใจคนไข้ก็กลับมาเต้นอีกครั้ง หากด้วยอัตราที่เร็วกว่าปกติ
หากทุกคนรู้ว่านั่นคือผลของยากระตุ้นหัวใจที่โหมไปเมื่อครู่
ปันนาผละจากการปั๊มหัวใจคนไข้ เดินไปหาพิมพ์ดาว มอบกำลังใจผ่านมือเล็กที่เกาะกุมมือเย็นเฉียบของรุ่นพี่
ขณะที่หมอโยเซฟ วีรบุรุษในการกู้ชีวิตเหลียวซ้ายแลขวาหาบางอย่าง
พยาบาลรีบยื่นไฟฉายให้ทันทีอย่างรู้ใจ
ม่านตาคนไข้ยังมีปฏิกิริยาตอบสนอง
ยังไม่สายเกินไป
"ขอเอฟเอฟพีอีก 4 ถุง เจาะพีที พีทีที" ระหว่างหมอโยเซฟสั่งงานและเฝ้าคุมสัญญาณชีพตรงหัวเตียง
การผ่าตัดก็ดำเนินต่อไปจนเย็บแผลหน้าท้องเรียบร้อย โดยมีหมอวิกรมและปันนาช่วยกันทำ เพราะหมอพิมพ์ดาวตกใจมือไม้สั่น ทำอะไรไม่ถูก
เพียงไม่นาน คนไข้ที่มาผ่าตัดคลอดลูกที่รอดตายหวุดหวิดก็ถูกย้ายเข้าห้องไอซียูศัลยกรรม เพื่อดูอาการต่อ
รอจนอาการคนไข้คงที่
หมอโยเซฟจึงเข้าห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า ชายหนุ่มกำลังใช้มือสางผมเมื่อเดินออกจากห้องแต่งตัวแพทย์ชาย
ร่างเล็กบอบบางที่ยังอยู่ในชุดห้องผ่าตัด แต่ถอดเสื้อคลุมออกเท่านั้น ยังเห็นเลือดซึมเป็นหย่อมๆ ยืนคอยอยู่อย่างสงบเงียบ
"ขอบ..."
"จะพูดอะไร ขอบคุณ ขอโทษแค่นั้นก็พอแล้วหรือ" หมอโยเซฟบริภาษด้วยน้ำเสียงดุดันเหมือนทำนบระเบิด "เมื่อไหร่เธอจะรู้สึกเสียที ชีวิตคนไข้เขาฝากไว้ในกำมือเธอ แต่สิ่งที่เธอตอบแทนความไว้วางใจของเขาคือความประมาท เลินเล่อ ใจลอย ชีวิตคนอื่นมีค่าแค่ไหนในสายตาเธอ เธอเคยคิดถึงความสำคัญของชีวิตคนอื่นบ้างไหม"
แววตาหมอโยเซฟฉายความเจ็บปวด "ชีวิตของเขาสำหรับเธออาจไม่มีความหมาย แต่สำหรับครอบครัวของเขา มันมีค่ามากแค่ไหน มากชนิดที่เขาสามารถตายแทนกันได้ ที่เธอฆ่าตายอาจไม่ใช่ชีวิตเดียว แต่เป็นสองชีวิต เธอเคยรู้ไหมว่าตายทั้งเป็น ตายทั้งที่ยังรู้สึกตัว ยังมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์น่ะมันทรมานแค่ไหน" เมื่อถึงตรงนี้ เสียงหมอหนุ่มฟังขมขื่นและเศร้าสร้อย "คนอย่างเธอได้แต่ใช้ชีวิตคุณหนูไปวันๆ เคยรู้สึกสำนึกบ้างไหม เวลาที่ทำให้คนบริสุทธิ์สักคนต้องตาย บางทีเธออาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำ และยังมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างมีความสุข"
แล้วเจ้าตัวก็ผลุนผลันออกไปทิ้งให้คนข้างหลังยืนน้ำตาเอ่อคลอตา
มีเสียงพึมพำเบาๆ "ขอบคุณ..." และริมฝีปากขมุบขมิบในตอนท้าย "