ยิ่งใกล้เวลาหย่อนบัตร เข้าคูหากาเบอร์ผู้สมัครที่ตนชื่นชอบ หรือ เชียร์
เราก็ยิ่งได้เห็นอาการ
"พล่าน" (เหมือนสุนัขโดนน้ำร้อนสาด ร้อง เอ๋ง ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ วิ่งไปทั่วเมือง)
บางคนก็ ตีอกชกหัวตัวเอง ทำราวกับว่า จะเกิดศึกสงครามล้างโลก ทั้ง ๆ ที่ มันก็แค่การเลือกตั้งผู้ว่าราชการหรุงเทพฯ ที่มีวาระในการทำงานโชว์ให้ประชาชนเห็นแค่ ๔ ปี
เมื่อไม่มีผลงานจะโชว์
ก็ไม่มีอะไรจะแข่ง นอกจากสาดโคลนใส่(ไม่เว้นแม้แต่ ประชาชน)
.เราจึงได้ยิน ศัพท์แปลก ๆ หรือแนวคิดหาเสียงแบบพิลึก ๆ เช่น
๑ หากประชาธิปัตย์แพ้เลือกตั้ง กรุงเทพจะตกเป็นเมืองขึ้น (ของใครก็ไม่รู้) แต่วันดีคืนกี ก็ออกอาการ ปสด. (ย่อมาจาก ประสาทแหลก) ออกมาบอกว่า คนกรุงเทพ ไม่มีทางยอม อยู่ใต้อำนาจใคร ซึ่งผมก็ยังไม่รู้ว่า ตกลง มันมีคูหากาบัตรสองหีบหรืออย่างไร ใครมาออกเสียงได้อีกนอกจากประชาชน และไอ้การที่ประชาชนในกรุงเทพ ลงคะแนนเสียงให้คนอื่น แล้วทำให้กรุงเทพ เสียเอกราชให้ใคร ใครเป็นเจ้าของกรุงเทพ ประชาธิปัตย์เป็นเจ้าของกรุงเทพตั้งแต่เมื่อไหร่ ?
ใครยกให้ ?
ยิ่งพยายามคิดตามตรรกะของไอ้เบื๊อก ที่มีแนวคิดแบบเบื๊อก ๆ แบบนี้
มันก็ยิ่ง งง
๒ หากประชาธิปัตย์ แพ้เลือกตั้งจะเป็นการปล้นอำนาจรัฐ เล่นเอานักรัฐศาสตร์ทั่วโลก ตะลึงงัน กับความ หนามาก บนใบหน้าของสมาชิกพรรคที่ออกรณรงค์หาเสียง แบบ ถึก ๆ ทุย ๆ และตำรารัฐศาสตร์โลก ควรมาจารึกไว้ว่า
ครั้งนึง นักการเมืองประเทศไทย กล้าพูดได้อย่างไม่อายใครว่า
การลงมติคัดเลือกผู้สมัครจากมือของประชาชน คือการ ปล้นอำนาจรัฐ
๓ ล่าสุด นายสุเทพอีกนั่นแหละ
ออกมายิงม๊อตโต้ล่าสุด ...บอกว่า หากประชาธิปัตย์ แพ้เลือกตั้ง ประเทศไทยก็จะไม่ต่างอะไรกับเกาหลีเหนือ หรือ คิวบา
ฟังแล้วอยากจะเอาหัวเดินต่างเท้า
ไม่รู้จริง ๆ ว่า สาวกแมลงสาป เขาคิดอย่างไร กับตรรกะ บวม ๆ แบบนี้
เคยคลำศรีษะตัวเองบ้างหรือเปล่าว่า มีอะไรงอกออกมาหรือยัง
การหาเสียงแบบสิ้นคิด แบบนี้ หาไม่ได้อีกแล้ว กับพรรคการเมืองในประเทศอื่น
มีที่นี่ที่เดียวในโลก
ที่นักการเมืองแบบนี้ เขากล้า
เปรียบเสมือน เขาส่งผัดเผ็ดลา กับ ต้มยำฟาย ให้สาวกผู้ภักดีเขา ได้กินเป็นภักษาหารวันละสามมื้อ
นี่กระมังความหมายของการหาเสียงเชิงสร้างสรรค์ขอพ่อมหาจำเริญมาร์ค (ฮา).....
ประชาธิปัตย์ชอบนักเรื่องแบบนี้ เหมือนหนอนในอาจม ชอบอยู่ในที่โสโครก เจริญเติบโตขยายพันธ์ได้ดีในที่เน่า ๆ
เอือมมากครับ .....กับตรรกะบ้า ๆ บอ ๆ ของ พรรคแมลงสาป
เราก็ยิ่งได้เห็นอาการ "พล่าน" (เหมือนสุนัขโดนน้ำร้อนสาด ร้อง เอ๋ง ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ วิ่งไปทั่วเมือง)
บางคนก็ ตีอกชกหัวตัวเอง ทำราวกับว่า จะเกิดศึกสงครามล้างโลก ทั้ง ๆ ที่ มันก็แค่การเลือกตั้งผู้ว่าราชการหรุงเทพฯ ที่มีวาระในการทำงานโชว์ให้ประชาชนเห็นแค่ ๔ ปี
เมื่อไม่มีผลงานจะโชว์
ก็ไม่มีอะไรจะแข่ง นอกจากสาดโคลนใส่(ไม่เว้นแม้แต่ ประชาชน)
.เราจึงได้ยิน ศัพท์แปลก ๆ หรือแนวคิดหาเสียงแบบพิลึก ๆ เช่น
๑ หากประชาธิปัตย์แพ้เลือกตั้ง กรุงเทพจะตกเป็นเมืองขึ้น (ของใครก็ไม่รู้) แต่วันดีคืนกี ก็ออกอาการ ปสด. (ย่อมาจาก ประสาทแหลก) ออกมาบอกว่า คนกรุงเทพ ไม่มีทางยอม อยู่ใต้อำนาจใคร ซึ่งผมก็ยังไม่รู้ว่า ตกลง มันมีคูหากาบัตรสองหีบหรืออย่างไร ใครมาออกเสียงได้อีกนอกจากประชาชน และไอ้การที่ประชาชนในกรุงเทพ ลงคะแนนเสียงให้คนอื่น แล้วทำให้กรุงเทพ เสียเอกราชให้ใคร ใครเป็นเจ้าของกรุงเทพ ประชาธิปัตย์เป็นเจ้าของกรุงเทพตั้งแต่เมื่อไหร่ ?
ใครยกให้ ?
ยิ่งพยายามคิดตามตรรกะของไอ้เบื๊อก ที่มีแนวคิดแบบเบื๊อก ๆ แบบนี้
มันก็ยิ่ง งง
๒ หากประชาธิปัตย์ แพ้เลือกตั้งจะเป็นการปล้นอำนาจรัฐ เล่นเอานักรัฐศาสตร์ทั่วโลก ตะลึงงัน กับความ หนามาก บนใบหน้าของสมาชิกพรรคที่ออกรณรงค์หาเสียง แบบ ถึก ๆ ทุย ๆ และตำรารัฐศาสตร์โลก ควรมาจารึกไว้ว่า
ครั้งนึง นักการเมืองประเทศไทย กล้าพูดได้อย่างไม่อายใครว่า
การลงมติคัดเลือกผู้สมัครจากมือของประชาชน คือการ ปล้นอำนาจรัฐ
๓ ล่าสุด นายสุเทพอีกนั่นแหละ
ออกมายิงม๊อตโต้ล่าสุด ...บอกว่า หากประชาธิปัตย์ แพ้เลือกตั้ง ประเทศไทยก็จะไม่ต่างอะไรกับเกาหลีเหนือ หรือ คิวบา
ฟังแล้วอยากจะเอาหัวเดินต่างเท้า
ไม่รู้จริง ๆ ว่า สาวกแมลงสาป เขาคิดอย่างไร กับตรรกะ บวม ๆ แบบนี้
เคยคลำศรีษะตัวเองบ้างหรือเปล่าว่า มีอะไรงอกออกมาหรือยัง
การหาเสียงแบบสิ้นคิด แบบนี้ หาไม่ได้อีกแล้ว กับพรรคการเมืองในประเทศอื่น
มีที่นี่ที่เดียวในโลก
ที่นักการเมืองแบบนี้ เขากล้า
เปรียบเสมือน เขาส่งผัดเผ็ดลา กับ ต้มยำฟาย ให้สาวกผู้ภักดีเขา ได้กินเป็นภักษาหารวันละสามมื้อ
นี่กระมังความหมายของการหาเสียงเชิงสร้างสรรค์ขอพ่อมหาจำเริญมาร์ค (ฮา).....
ประชาธิปัตย์ชอบนักเรื่องแบบนี้ เหมือนหนอนในอาจม ชอบอยู่ในที่โสโครก เจริญเติบโตขยายพันธ์ได้ดีในที่เน่า ๆ