EVERY LIFE NEEDS MORE VACATION : )
1 เคยคิดเล่นๆ ว่า พนักงานออฟฟิศอย่างเราๆ ควรใช้เวลาทำงานแค่หนึ่งอึดของแบตเตอรี่โน้ตบุ๊ก
หมายความว่า ตอนเช้าชาร์จแบตให้เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ แล้วดึงปลั๊กออก หลังจากนั้น ก็ก้มหน้าก้มตาทำงานไปจนกว่าแบตจะหมด พอแบตหมดปุ๊บก็เลิกทำ เก็บโน้ตบุ๊ก โบกมือบ๊ายบายเพื่อนร่วมออฟฟิศ ยักคิ้วให้สักสองขยัก แล้วก็กลับบ้านไปพักผ่อนนอนเล่น หรือประกอบกิจกรรมอื่นที่ไม่ใช่งาน
ผมลองทำแบบนั้นดูแล้ว โน้ตบุ๊กของผมมีอายุขัยถึงประมาณบ่ายสามโมง
โดยเริ่มลืมตาดูโลกตอนประมาณสิบเอ็ดโมง
ช่วงเวลากำลังดีสำหรับพนักงาน
แต่คงสั้นไปมากสำหรับเจ้านาย
ก็แค่สงสัยว่า ทำไมเวลาโน้ตบุ๊ก "แบตหมด" เรายังชาร์จแบตให้มัน แล้วตอนตัวเราเอง "แบตหมด" เราควรจะชาร์จแบตบ้างไหม?
คุณสเตฟาน แซกมายสเตอร์ อาจมีคำตอบ
2 คุณสเตฟานเป็นกราฟิกดีไซเนอร์ชื่อดังจากนิวยอร์ก มีผลงานออกแบบอันเป็นที่ฮือฮามากมายหลายชิ้น ปกซีดีของศิลปินดังๆ หลายต่อหลายปก
แกตั้งเป้าหมายของวิชาชีพเอาไว้ว่า อยากออกแบบกราฟิกดีไซน์ที่จับใจคน (graphic design that touches people's heart)
ถึงขั้นเขียนเอาไว้ในรายการสิ่งที่ต้องทำก่อนตาย ซึ่งจะว่าไปเขาอาจจะทำสำเร็จไปหลายชิ้นแล้ว
วิธีการคิดงานและวิธีการทำงานของคุณสเตฟานจึงน่าสนใจ
ที่มาของงานดีไซน์ที่ไปจิ้มหัวใจคนดูได้มันเกิดจากอะไรกันนะ
คุณสเตฟานแอบมาเผยเคล็ดลับการทำงาน (รวมถึงเคล็ดลับการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข) ให้ชาวโลกฟังแบบเบาๆ บนเวที TED และผมแอบเข้าไปฟังเขาพูดในเว็บ www.ted.com
เขาเล่าให้ฟังว่า สตูดิโอออกแบบในนิวยอร์กหรือบริษัทของเขานั้นมีตารางการทำงานประหลาดๆ อย่างหนึ่ง (เขาไม่ได้พูดว่ามันประหลาดหรอกครับ แต่ผมคิดว่ามันประหลาดดี) คือ ทุกๆ เจ็ดปี เขาจะปิดบริษัทหนึ่งปี
ไม่ได้อ่านผิดหรอกครับ หนึ่งปี ไม่ใช่หนึ่งสัปดาห์เหมือนที่เราหยุดกันตอนปีใหม่หรือสงกรานต์
เพื่อให้พนักงานทุกคนในบริษัทออกไปค้นหาและทำการทดลองอะไรบางอย่างที่ทำไม่ได้ในช่วงเวลาที่ยุ่งกับการงานประจำ
ในปีนั้น บริษัทเขาจะไม่รับงานใดๆ ไม่ว่าลูกค้ารายเล็กหรือใหญ่ก็ไม่สน
เขาบอกว่า ในปีนั้นเป็นปีที่มีความสุขและเต็มไปด้วยพลัง
ซึ่งผมเดาว่า มันคงจะเต็มไปด้วยแรงบันดาลใจด้วยเป็นแน่แท้
3 "ผมเปิดสตูดิโอนี้ขึ้นมาเพื่อจับสองสิ่งที่ผมรักมาผสมผสานกัน นั่นคือ ดนตรีและการออกแบบ" คุณสเตฟานบอกเหตุผลเบื้องหลังจากเปิดบริษัท
แล้วเขาก็ได้ทำในสิ่งที่รักนั้น ได้ออกแบบปกซีดีมากมายของทั้งวงดังมากและดังไม่มาก แต่แล้วเขาก็ค้นพบว่า งานดีไซน์ก็คล้ายๆ กับหลายสิ่งหลายอย่างในชีวิตที่เขารัก เมื่อเวลาผ่านไป เขาก็รู้สึกเบื่อ
เบื่อกับสิ่งที่เคยรัก
งานออกแบบที่เคยน่าตื่นเต้นกลายเป็นความซ้ำซาก
มิใช่แค่ในความรู้สึก แต่มันยังแสดงออกมาทางผลงานเลยด้วย
เขาโชว์สมุดบันทึกที่มีการเจาะรูแล้วใส่ลูกตาลงไป ซึ่งก็ดูเป็นลูกเล่นที่แปลกใหม่ แต่มันก็เริ่มซ้ำกับงานชิ้นที่ออกมาหลังจากนั้น คือกล่องใส่น้ำหอมที่ทำเป็นหนังสือแล้วเจาะรูเพื่อใส่ขวดน้ำหอมลงไป
เทคนิคเดียวกัน ลูกเล่นเดียวกัน
งานออกแบบเริ่มวนเวียน ซ้ำซาก ซึ่งอาจจะมาจากความรู้สึกซ้ำซากของคนทำงาน
เมื่อเริ่มรู้สึกว่าซ้ำ เขาจึงตัดสินใจปิดบริษัทไปหนึ่งปีเต็ม
ว่าแล้วเขาก็แสดง "เส้นชีวิต" ของมนุษย์อย่างเราๆ ท่านๆ ให้ดู
เป็น "เส้นชีวิต" ที่ชวนให้คิดตาม
และคล้อยตาม
4 เขาแบ่งช่วงเวลาในชีวิตของมนุษย์เราออกเป็นสามส่วน
หนึ่ง, เราใช้ยี่สิบห้าปีแรกไปกับการเรียนรู้
สอง, อีกสี่สิบปีต่อมา เราใช้ไปกับการทำงาน
สาม, สิบห้าปีสุดท้าย เราใช้ไปกับการพักผ่อนหลังเกษียณ
คำถามคือ ทำไมต้องรอไปเกษียณตอนอายุหกสิบกว่าปีด้วยล่ะ?
ทำไมเราไม่หาเวลาพักผ่อนบ้าง ระหว่างช่วงวัยที่กำลังทำงานหนัก?
คุณสเตฟานจึงแนะนำแบบนี้ครับ
เขาลองเฉือนห้าปีจากสิบห้าปีในช่วงเวลาเกษียณออกมา แล้วเอามาเฉลี่ยให้กับสี่สิบปีแห่งช่วงเวลาทำงาน
แทนที่จะทำงานงกๆ (งกเงิน+งกตำแหน่ง) ยาวต่อเนื่องสี่สิบปี ก็กลายเป็นว่า ทำเจ็ดปีแล้วหยุดหนึ่งปีแทน
เจ็ดหยุดหนึ่ง
ห้ารอบก็ครบสี่สิบปีพอดี
แต่แบบนี้มีพักชาร์จพลัง
แหม ก็ทีคอมพิวเตอร์ยังมีชาร์จแบตเลย
ไม่เพียงได้พักผ่อนยาวๆ หลังจากทำงานหนักมาเจ็ดปีเท่านั้น แต่คุณสเตฟานยืนยันว่า ผลงานหลังการพักผ่อนเป็นเวลาหนึ่งปีนั้น ใหม่ สด และมีคุณภาพที่ดีขึ้นมาก
เขาถึงขั้นบอกว่า ผลงานตลอดเจ็ดปีหลังหนึ่งปีที่ได้หยุดยาวล้วนได้ไอเดียมาจากช่วงเวลาที่หยุดยาวไปเกือบทั้งสิ้น
5 คุณโจนาทาน ไฮดท์ ที่เคยมาพูดบนเวที TED เคยแบ่งลักษณะของการงานออกเป็นสามระดับ
หนึ่ง, Job คือ การทำงานเพื่อเงินเท่านั้น
สอง, Career คือ การทำงานที่เริ่มมีแรงจูงใจมากขึ้น เริ่มคาดหวังการเลื่อนขั้น แต่ก็ยังมีบางช่วงที่รู้สึกว่า โอย งานหนักจัง คุ้มที่จะทำไหมนี่
และระดับสูงสุด, Calling คือ การทำงานที่เราเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งเดียวกับงานนั้นอย่างกลมกลืน เป็นธรรมชาติ ทำงานอย่างมีความสุข
6 พอตัดสินใจหยุดงานหนึ่งปี คุณสเตฟานเลือกไปพักร้อนที่บาหลี
เขาได้แรงบันดาลใจใหม่ๆ มากมายมาใช้ในงานดีไซน์ของเขา
หมาจรจัดที่บาหลี กลายมาเป็นลายเสื้อเท่ๆ เก้าอี้หวายกลายมาเป็นต้นตอในการดีไซน์เก้าอี้ที่เต็มไปด้วยคำพูด ฯลฯ
เชฟที่ดีที่สุดในโลกก็ใช้นโยบายเดียวกับเขา ร้านอาหารของเขาเปิดแค่ปีละเจ็ดเดือน อีกห้าเดือนปิดเพื่อทดลองทำรายการอาหารใหม่ๆ ที่สำคัญ มีคนเข้าคิวจองที่นั่งในร้านอาหารของเขานับล้านคน
บริษัทคุณสเตฟานให้เวลาพนักงานของเขามีเวลาส่วนตัวถึง 12.5%
บริษัท 3M ให้เวลาวิศวกรในบริษัททำอะไรก็ได้ตามใจถึง 15% และไอเดียเจ๋งๆ อย่างสก๊อตช์เทปก็ผุดขึ้นมาในช่วงเวลา "ทำอะไรก็ได้" นี้เอง
บริษัทกูเกิ้ลให้เวลาวิศวกรซอฟต์แวร์ถึง 20% เพื่อทำโปรเจ็กต์ส่วนตัว
การหยุดพักจากการงานที่ต้องก้มหน้าก้มตาทำทั้งวัน ทั้งเดือน ทั้งปี นอกจากจะทำให้ร่างกายและสมองได้ผ่อนคลายแล้ว มันยังเปิดโอกาสให้สมองมีที่ว่างสำหรับการผุดขึ้นของไอเดียใหม่ๆ อีกด้วย
"เวลาว่าง" จึงมิได้ "ว่างเปล่า"
ทว่า มัน "ว่าง" เพื่อเปิดพื้นที่ให้ความคิดใหม่ๆ ได้ก่อเกิดขึ้น
หากไม่มีเวลา "ว่าง" เลย เราก็จะวนเวียนอยู่กับความคิดเก่าๆ อยู่อย่างนั้น
7 มิเพียงรู้สึกมีความสุขตอนที่ได้หยุดพักไปหนึ่งปี มีอีกหนึ่งความสุขเกิดขึ้นตอนที่คุณสเตฟานกลับมาทำงานอีกครั้ง
"งานของผมกลับมาอยู่ในสถานะ Calling อีกครั้ง"
ไม่ใช่ก้มหน้าก้มตาทำงานไปวันๆ เพื่อรอเงินเดือน ไม่ใช่การก้มหน้าก้มตาทำงานเพื่อรอเลื่อนตำแหน่ง
แต่เป็นการทำงานอย่างมีความสุข ทำเพราะอยากทำ กระตือรือร้นที่จะทำ
ทำด้วยความรัก-อีกครั้ง
ไอเดียใหม่ๆ หลั่งไหลออกมามากมาย เขากลับไปตื่นเต้นกับการดีไซน์อีกครั้ง
ก็เหมือนกับคนรัก บางครั้งห่างกันบ้างก็ดี จะได้ตื่นเต้นเมื่อกลับมาจู๋จี๋กันอีกหน
8 เขียนมาถึงตรงนี้ แบตคอมพิวเตอร์ของผมใกล้จะหมดเต็มที แบตเตอรี่ของผมก็เช่นกัน ผมกำลังวางแผนกับตัวเองในใจ ถ้าเราจัดจังหวะชีวิตของเราได้จริงๆ เราจะหยุดกี่เดือนในหนึ่งปีหรือหนึ่งปีในกี่ปีดีนะ ซึ่งการจัดสรรเวลาแบบนี้น่าจะเป็นการแบ่งเวลาที่ดีกว่าการก้มหน้าก้มตาทำงานด้วยความทรมานจนเบื่อการงานที่เคยรักแล้วรอไปหยุดยาวตอนแก่
นี่น่าจะเป็นวิธีที่ดีในการใช้สอยวันเวลาในชีวิตอันแสนสั้น
ชีวิตที่มีความสุขทั้งตอนหยุดพัก และตอนกลับมาทำงาน
นั่นมิใช่ชีวิตที่เราต้องการกันหรอกหรือ?
Credit: Roundfinger
ปล. เห็นด้วยในแกนของไอเดีย แต่ในดีเทลอาจมีความคิดที่ต่างไปตามวิถีของแต่ละองค์กร และบุคคล
โพสเพื่อจุดประกาย และแลกเปลี่ยน ไม่ใช่เพื่อชี้นำจ่ะ
เหตผลที่คนเราควรหยุดงาน | EVERY LIFE NEEDS MORE VACATION :)
1 เคยคิดเล่นๆ ว่า พนักงานออฟฟิศอย่างเราๆ ควรใช้เวลาทำงานแค่หนึ่งอึดของแบตเตอรี่โน้ตบุ๊ก
หมายความว่า ตอนเช้าชาร์จแบตให้เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ แล้วดึงปลั๊กออก หลังจากนั้น ก็ก้มหน้าก้มตาทำงานไปจนกว่าแบตจะหมด พอแบตหมดปุ๊บก็เลิกทำ เก็บโน้ตบุ๊ก โบกมือบ๊ายบายเพื่อนร่วมออฟฟิศ ยักคิ้วให้สักสองขยัก แล้วก็กลับบ้านไปพักผ่อนนอนเล่น หรือประกอบกิจกรรมอื่นที่ไม่ใช่งาน
ผมลองทำแบบนั้นดูแล้ว โน้ตบุ๊กของผมมีอายุขัยถึงประมาณบ่ายสามโมง
โดยเริ่มลืมตาดูโลกตอนประมาณสิบเอ็ดโมง
ช่วงเวลากำลังดีสำหรับพนักงาน
แต่คงสั้นไปมากสำหรับเจ้านาย
ก็แค่สงสัยว่า ทำไมเวลาโน้ตบุ๊ก "แบตหมด" เรายังชาร์จแบตให้มัน แล้วตอนตัวเราเอง "แบตหมด" เราควรจะชาร์จแบตบ้างไหม?
คุณสเตฟาน แซกมายสเตอร์ อาจมีคำตอบ
2 คุณสเตฟานเป็นกราฟิกดีไซเนอร์ชื่อดังจากนิวยอร์ก มีผลงานออกแบบอันเป็นที่ฮือฮามากมายหลายชิ้น ปกซีดีของศิลปินดังๆ หลายต่อหลายปก
แกตั้งเป้าหมายของวิชาชีพเอาไว้ว่า อยากออกแบบกราฟิกดีไซน์ที่จับใจคน (graphic design that touches people's heart)
ถึงขั้นเขียนเอาไว้ในรายการสิ่งที่ต้องทำก่อนตาย ซึ่งจะว่าไปเขาอาจจะทำสำเร็จไปหลายชิ้นแล้ว
วิธีการคิดงานและวิธีการทำงานของคุณสเตฟานจึงน่าสนใจ
ที่มาของงานดีไซน์ที่ไปจิ้มหัวใจคนดูได้มันเกิดจากอะไรกันนะ
คุณสเตฟานแอบมาเผยเคล็ดลับการทำงาน (รวมถึงเคล็ดลับการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข) ให้ชาวโลกฟังแบบเบาๆ บนเวที TED และผมแอบเข้าไปฟังเขาพูดในเว็บ www.ted.com
เขาเล่าให้ฟังว่า สตูดิโอออกแบบในนิวยอร์กหรือบริษัทของเขานั้นมีตารางการทำงานประหลาดๆ อย่างหนึ่ง (เขาไม่ได้พูดว่ามันประหลาดหรอกครับ แต่ผมคิดว่ามันประหลาดดี) คือ ทุกๆ เจ็ดปี เขาจะปิดบริษัทหนึ่งปี
ไม่ได้อ่านผิดหรอกครับ หนึ่งปี ไม่ใช่หนึ่งสัปดาห์เหมือนที่เราหยุดกันตอนปีใหม่หรือสงกรานต์
เพื่อให้พนักงานทุกคนในบริษัทออกไปค้นหาและทำการทดลองอะไรบางอย่างที่ทำไม่ได้ในช่วงเวลาที่ยุ่งกับการงานประจำ
ในปีนั้น บริษัทเขาจะไม่รับงานใดๆ ไม่ว่าลูกค้ารายเล็กหรือใหญ่ก็ไม่สน
เขาบอกว่า ในปีนั้นเป็นปีที่มีความสุขและเต็มไปด้วยพลัง
ซึ่งผมเดาว่า มันคงจะเต็มไปด้วยแรงบันดาลใจด้วยเป็นแน่แท้
3 "ผมเปิดสตูดิโอนี้ขึ้นมาเพื่อจับสองสิ่งที่ผมรักมาผสมผสานกัน นั่นคือ ดนตรีและการออกแบบ" คุณสเตฟานบอกเหตุผลเบื้องหลังจากเปิดบริษัท
แล้วเขาก็ได้ทำในสิ่งที่รักนั้น ได้ออกแบบปกซีดีมากมายของทั้งวงดังมากและดังไม่มาก แต่แล้วเขาก็ค้นพบว่า งานดีไซน์ก็คล้ายๆ กับหลายสิ่งหลายอย่างในชีวิตที่เขารัก เมื่อเวลาผ่านไป เขาก็รู้สึกเบื่อ
เบื่อกับสิ่งที่เคยรัก
งานออกแบบที่เคยน่าตื่นเต้นกลายเป็นความซ้ำซาก
มิใช่แค่ในความรู้สึก แต่มันยังแสดงออกมาทางผลงานเลยด้วย
เขาโชว์สมุดบันทึกที่มีการเจาะรูแล้วใส่ลูกตาลงไป ซึ่งก็ดูเป็นลูกเล่นที่แปลกใหม่ แต่มันก็เริ่มซ้ำกับงานชิ้นที่ออกมาหลังจากนั้น คือกล่องใส่น้ำหอมที่ทำเป็นหนังสือแล้วเจาะรูเพื่อใส่ขวดน้ำหอมลงไป
เทคนิคเดียวกัน ลูกเล่นเดียวกัน
งานออกแบบเริ่มวนเวียน ซ้ำซาก ซึ่งอาจจะมาจากความรู้สึกซ้ำซากของคนทำงาน
เมื่อเริ่มรู้สึกว่าซ้ำ เขาจึงตัดสินใจปิดบริษัทไปหนึ่งปีเต็ม
ว่าแล้วเขาก็แสดง "เส้นชีวิต" ของมนุษย์อย่างเราๆ ท่านๆ ให้ดู
เป็น "เส้นชีวิต" ที่ชวนให้คิดตาม
และคล้อยตาม
4 เขาแบ่งช่วงเวลาในชีวิตของมนุษย์เราออกเป็นสามส่วน
หนึ่ง, เราใช้ยี่สิบห้าปีแรกไปกับการเรียนรู้
สอง, อีกสี่สิบปีต่อมา เราใช้ไปกับการทำงาน
สาม, สิบห้าปีสุดท้าย เราใช้ไปกับการพักผ่อนหลังเกษียณ
คำถามคือ ทำไมต้องรอไปเกษียณตอนอายุหกสิบกว่าปีด้วยล่ะ?
ทำไมเราไม่หาเวลาพักผ่อนบ้าง ระหว่างช่วงวัยที่กำลังทำงานหนัก?
คุณสเตฟานจึงแนะนำแบบนี้ครับ
เขาลองเฉือนห้าปีจากสิบห้าปีในช่วงเวลาเกษียณออกมา แล้วเอามาเฉลี่ยให้กับสี่สิบปีแห่งช่วงเวลาทำงาน
แทนที่จะทำงานงกๆ (งกเงิน+งกตำแหน่ง) ยาวต่อเนื่องสี่สิบปี ก็กลายเป็นว่า ทำเจ็ดปีแล้วหยุดหนึ่งปีแทน
เจ็ดหยุดหนึ่ง
ห้ารอบก็ครบสี่สิบปีพอดี
แต่แบบนี้มีพักชาร์จพลัง
แหม ก็ทีคอมพิวเตอร์ยังมีชาร์จแบตเลย
ไม่เพียงได้พักผ่อนยาวๆ หลังจากทำงานหนักมาเจ็ดปีเท่านั้น แต่คุณสเตฟานยืนยันว่า ผลงานหลังการพักผ่อนเป็นเวลาหนึ่งปีนั้น ใหม่ สด และมีคุณภาพที่ดีขึ้นมาก
เขาถึงขั้นบอกว่า ผลงานตลอดเจ็ดปีหลังหนึ่งปีที่ได้หยุดยาวล้วนได้ไอเดียมาจากช่วงเวลาที่หยุดยาวไปเกือบทั้งสิ้น
5 คุณโจนาทาน ไฮดท์ ที่เคยมาพูดบนเวที TED เคยแบ่งลักษณะของการงานออกเป็นสามระดับ
หนึ่ง, Job คือ การทำงานเพื่อเงินเท่านั้น
สอง, Career คือ การทำงานที่เริ่มมีแรงจูงใจมากขึ้น เริ่มคาดหวังการเลื่อนขั้น แต่ก็ยังมีบางช่วงที่รู้สึกว่า โอย งานหนักจัง คุ้มที่จะทำไหมนี่
และระดับสูงสุด, Calling คือ การทำงานที่เราเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งเดียวกับงานนั้นอย่างกลมกลืน เป็นธรรมชาติ ทำงานอย่างมีความสุข
6 พอตัดสินใจหยุดงานหนึ่งปี คุณสเตฟานเลือกไปพักร้อนที่บาหลี
เขาได้แรงบันดาลใจใหม่ๆ มากมายมาใช้ในงานดีไซน์ของเขา
หมาจรจัดที่บาหลี กลายมาเป็นลายเสื้อเท่ๆ เก้าอี้หวายกลายมาเป็นต้นตอในการดีไซน์เก้าอี้ที่เต็มไปด้วยคำพูด ฯลฯ
เชฟที่ดีที่สุดในโลกก็ใช้นโยบายเดียวกับเขา ร้านอาหารของเขาเปิดแค่ปีละเจ็ดเดือน อีกห้าเดือนปิดเพื่อทดลองทำรายการอาหารใหม่ๆ ที่สำคัญ มีคนเข้าคิวจองที่นั่งในร้านอาหารของเขานับล้านคน
บริษัทคุณสเตฟานให้เวลาพนักงานของเขามีเวลาส่วนตัวถึง 12.5%
บริษัท 3M ให้เวลาวิศวกรในบริษัททำอะไรก็ได้ตามใจถึง 15% และไอเดียเจ๋งๆ อย่างสก๊อตช์เทปก็ผุดขึ้นมาในช่วงเวลา "ทำอะไรก็ได้" นี้เอง
บริษัทกูเกิ้ลให้เวลาวิศวกรซอฟต์แวร์ถึง 20% เพื่อทำโปรเจ็กต์ส่วนตัว
การหยุดพักจากการงานที่ต้องก้มหน้าก้มตาทำทั้งวัน ทั้งเดือน ทั้งปี นอกจากจะทำให้ร่างกายและสมองได้ผ่อนคลายแล้ว มันยังเปิดโอกาสให้สมองมีที่ว่างสำหรับการผุดขึ้นของไอเดียใหม่ๆ อีกด้วย
"เวลาว่าง" จึงมิได้ "ว่างเปล่า"
ทว่า มัน "ว่าง" เพื่อเปิดพื้นที่ให้ความคิดใหม่ๆ ได้ก่อเกิดขึ้น
หากไม่มีเวลา "ว่าง" เลย เราก็จะวนเวียนอยู่กับความคิดเก่าๆ อยู่อย่างนั้น
7 มิเพียงรู้สึกมีความสุขตอนที่ได้หยุดพักไปหนึ่งปี มีอีกหนึ่งความสุขเกิดขึ้นตอนที่คุณสเตฟานกลับมาทำงานอีกครั้ง
"งานของผมกลับมาอยู่ในสถานะ Calling อีกครั้ง"
ไม่ใช่ก้มหน้าก้มตาทำงานไปวันๆ เพื่อรอเงินเดือน ไม่ใช่การก้มหน้าก้มตาทำงานเพื่อรอเลื่อนตำแหน่ง
แต่เป็นการทำงานอย่างมีความสุข ทำเพราะอยากทำ กระตือรือร้นที่จะทำ
ทำด้วยความรัก-อีกครั้ง
ไอเดียใหม่ๆ หลั่งไหลออกมามากมาย เขากลับไปตื่นเต้นกับการดีไซน์อีกครั้ง
ก็เหมือนกับคนรัก บางครั้งห่างกันบ้างก็ดี จะได้ตื่นเต้นเมื่อกลับมาจู๋จี๋กันอีกหน
8 เขียนมาถึงตรงนี้ แบตคอมพิวเตอร์ของผมใกล้จะหมดเต็มที แบตเตอรี่ของผมก็เช่นกัน ผมกำลังวางแผนกับตัวเองในใจ ถ้าเราจัดจังหวะชีวิตของเราได้จริงๆ เราจะหยุดกี่เดือนในหนึ่งปีหรือหนึ่งปีในกี่ปีดีนะ ซึ่งการจัดสรรเวลาแบบนี้น่าจะเป็นการแบ่งเวลาที่ดีกว่าการก้มหน้าก้มตาทำงานด้วยความทรมานจนเบื่อการงานที่เคยรักแล้วรอไปหยุดยาวตอนแก่
นี่น่าจะเป็นวิธีที่ดีในการใช้สอยวันเวลาในชีวิตอันแสนสั้น
ชีวิตที่มีความสุขทั้งตอนหยุดพัก และตอนกลับมาทำงาน
นั่นมิใช่ชีวิตที่เราต้องการกันหรอกหรือ?
Credit: Roundfinger
ปล. เห็นด้วยในแกนของไอเดีย แต่ในดีเทลอาจมีความคิดที่ต่างไปตามวิถีของแต่ละองค์กร และบุคคล
โพสเพื่อจุดประกาย และแลกเปลี่ยน ไม่ใช่เพื่อชี้นำจ่ะ