สวัสดีคะ คุณแม่ๆและคุณพ่อ ทั้งหลาย ห้องชานเรือน วันนี้มีเรื่องอยากมาแชร์คะ เพราะทุกข์ใจเหลือเกิน
อยากได้ใครสักคนรับฟัง อยากได้ใครสักคน ให้กำลังใจ และให้คำปรึกษา
แต่ขอเกริ่นเรื่อง ค่อนข้างยาวนิดนึงนะคะ
ดิฉันคบกับสามีและแต่งงานกันมา จนย่างเข้าปีที่ 13 แล้ว มี สองสาวน้อย 2 คน น่ารักมากๆทั้งคู่
ชีวิตคู่ ระหว่างดิฉันกับสามี เราก็เคียงข้างกันมาตลอด สุข ทุกข์ ด้วยกันตลอด ทะเลาะกันบ้าง ก็เป็นเรื่องชีวิตคู่
เราทั้งสอง ก็ทำธุรกิจด้วยกัน มาโดยตลอด ไม่ว่าเรื่องอะไร ไม่เคยมีปิดบังซึ่งกันและกัน
แรกเริ่ม ดิฉันกับสามีทำธุรกิจ ไม่ว่าจะหยิบจับทำอะไร มันก็โอเคไปหมด เข้าถูกทางตลอด ได้เงินเข้ามาดีมากๆ
ดิฉันก็เริ่มไปสมัครบัตรเครดิต เพราะคิดว่า มีติดไว้ ก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร เพราะเราไม่ได้เป็นคนบ้าช๊อปปิ้ง หรือฟุ้งเฟ้ออะไรขนาดนั้น
ส่วนใหญ่มีบัตรไว้เติมน้ำมันรถเท่านั้น พอเริ่มมีบัตรที่ 1 บัตรที่ 2 3 4 5 ก็อนุมัติตามมาให้ติดๆ เพราะเป็นคนหมุนเวียนเงินตลอด
จนมีช่วงนึง สามีดิฉันต้องไปเรียนต่อเมืองนอก (ช่วงนี้ยังไม่ได้แต่งงานกันคะ) งานที่ทำอยู่ แรกๆเราก็ยังทำ แต่ก็ต้องหยุดไปคะ
แฟนเรียนจบกลับมา (เราก็ได้มีโอกาศไปใช้ชีวิตอยู่กับแฟนที่เมืองนอกระยะนึงคะ) เป็นช่วงที่เราใกล้คลอดพอดี (ตั้งท้องตอนที่อยู่
เมืองนอกกับแฟนคะ) พอแฟนกลับมา ก็ได้รับโอกาศให้ทำร้านอาหาร เป็นการไปทำต่อจากร้านอาหารเดิม ที่ทางญาติของสามี
หยุดกิจการไป ส่วนตัวเราเป็นคนชอบทำอาหาร เราก็ดีใจมากๆ ที่ได้ทำในสิ่งที่เรารัก เงินเก็บที่เราสองคนสะสมมา เรามาทุ่มเทกับร้าน
ช่วงที่เราเริ่มทำร้านอาหาร ลูกสาวเราก็เพิ่งคลอด แทบจะไม่ได้อยู่ไฟ แทบจะไม่มีเวลาพักเลยคะ เวลาให้นมลูก ก็ตอนอยู่ร้านอาหาร
เพราะเราเป็นคนที่ทำอะไร เราจริงจังกับสิ่งๆนั้น และเราต้องการทำให้ผู้ใหญ่เห็นว่า เมื่อให้โอกาศ เราก็จะทำให้ดีที่สุด
สามีก็ไปจัดการให้เพื่อนที่เป็นสถาปนิค มาดูร้าน เพราะจะปรับปรุงสถานที่ เพื่อนก็มาดูแบบไว้ให้ มาวาดโครงสร้างไว้คร่าวๆ
แต่พอตอนเช้า เราเข้าไปที่ร้านอาหาร ญาติของสามีก็มาที่ร้าน บอกว่า สถานที่ ที่ให้ทำ ไม่ใช่ในตึกนะ แต่เป็นแค่ตรงพื้นที่หน้าร้าน
เรามองไป พื้นที่ นี้นะเหรอ แต่ก็ โอเค ไม่เป็นไร ตอนสายๆ มีช่างมาทำงาน บอกว่า ญาติสามีเรา ให้มาทำหลังคา มาทำโครงสร้าง
เราก็มองหน้าสามี ว่ามันคืออะไรเนี่ย แต่สามีเราก็ทำหน้าตาแบบ เซ็งมากๆๆๆ แต่ก็ไม่ยอมพูดอะไร จนเราอึดอัดมากๆ อึดอัดเหลือเกิน
สุดท้ายร้านอาหารของเรา เป็นลักษณะครัวอยู่ด้านนอก หลังคามุงด้วยหญ้าคา หมดไปเกือบ 7 หมื่น ด้วยความไม่รู้เรื่องอะไร
พอเราเริ่มเปิดร้านอาหาร แขกก็ทยอยมาบ้าง บางวันก็น้อยบ้าง เยอะบ้าง สลับกันไป ลูกค้ามาที่ร้านก็ชม ว่าอาหารอร่อยนะ
แล้วบางคน ก็มาบอกเราว่า เราไม่น่ามาทำร้านนี้ต่อเลย เพราะชื่อเสียง เค้าไปในทางที่ไม่ดีแล้วนะคะ ถ้าอยากทำต่อ ต้องเปลี่ยนชื่อร้าน
เรามาที่ร้านอาหารทุกวัน หอบลูกมาเลี้ยงด้วย ลูกเราก็คงรับรู้ได้ ว่าพ่อแม่กำลังสร้างอนาคตให้หนู ไม่เคยงอแงเลย เลี้ยงในรถเข็นตลอด
บางวันคนเยอะ เดินจนนมคัด ทรมานมากๆ ก็ต้องทำงานก่อน ลูกหิวนม ก็ให้กินจากขวดที่ปั๊มไว้ ไม่เคยอ้อน ไม่เคยงอแง
แต่ยิ่งนานวัน ร้านอาหารเรา ลูกค้าก็เริ่มร่อยหรอลงไป เราก็เอาเงินที่เก็บไว้มาลงใส่ร้านเรื่อยๆ มาจ่ายค่าใช้จ่ายในร้าน
เราทำมา จนถึงเดือนที่ 3 เราเห็นความเปลี่ยนแปลงว่า เงินเก็บที่เราสองคนเก็บมา มันหายไปอย่างไม่น่าเชื่อ บางคนบอกให้เราหยุดดีกว่า
เราก็ไม่ยอมหยุด เราก็ยังทำร้านอาหารต่อ เพราะใจเราคิดว่า ถ้าเราเลิกทำตอนนี้ พนักงานเราแต่ละคน จะทำอย่างไร จะเอาเงินไหนใช้
เค้าจะไปทำมาหากินอะไร คือ คิดแทนพวกเค้าหมด สุดท้ายเงินเก็บหมด นั่งคิดว่า จะไปหาเงินจากไหนดี สุดท้าย เลยมาลงที่บัตรเครดิต
จากที่ไม่เคยใช้ ไม่เคยรูด เราไปกดเงินสดออกมาเลย (หนักกว่ามากๆ) เอามาหมุนก่อน สุดท้ายกดจนวงเงินเต็ม และไม่รู้จะไปหาเงิน
จากไหนอีก สุดท้ายก็ต้องยอมรับและถอยออกมา จากร้านอาหาร น้องสาวเราจะขอเข้ามาทำต่อ เราก็ห้าม ไม่ได้หวงร้านอาหาร
แต่ไม่อยากให้เค้าเจ็บตัวเหมือนเรา น้องสาวเราก็ไม่ยอม สุดท้ายก็เป็นอีก 1 ราย ที่เจ็บตัวตามๆกัน หลังจากนั้น เราก็หยุด ไม่ไปยุ่งที่ร้าน
นั่งร้องไห้ทุกวัน ทำไมชีวิตฉันเป็นแบบนี้ ทำไมต้องกลายเป็นแบบนี้ กอดคอร้องไห้ กับสามีทุกวัน เราจะทำอย่างไรดี ไม่มีแม้เงิน
จะซื้อนมให้ลูกกิน จนสามีบอกว่า เข้าไปอยู่บ้านของเค้าเหอะ อย่างไรก็ต้องไป ตอนนี้คงต้องพึ่งพ่อแม่เค้าไปก่อน เราก็เข้าไปอยู่กันสักพัก
พ่อแม่ สามี ก็ดีกับพวกเรา (แต่ไว้คราวหน้าจะมาเล่าเรื่องแม่สามีคะ) อยู่บ้านเค้าสักพัก เราสองคนก็หาทางทำงาน แต่กิจการที่ทำต่อมา
ก็ยังลุ่มๆดอนๆ จนถึง ทุกวันนี้ บางเดือนยังชักหน้าไม่ถึงหลัง บัตรเครดิตที่เคยกดเงินไป ส่งหมายศาลมาที่บ้าน ยอดฟ้อง 45000 บาท
พ่อแม่ สามี โกรธมากๆ บอกเราว่า เราทำให้เค้าเสื่อมเสียวงศ์ตระกูล ทำให้ตระกูลของเค้าต้องอับอาย ขายขี้หน้า
เรารู้สึกแย่มากๆ เรานึกในใจ เราไม่ได้ไปคดโกงใคร เราไม่ได้ไปทำเรื่องไม่ดี คงไม่มีใคร อยากทำธุรกิจแล้วล้มเหลวแบบนี้
พ่อแม่เค้าบอกสามีเราว่า ทำอย่างไรก็ได้ ช่วยรักษาหน้าตา วงศ์ตระกูลหน่อย เราเลยบอกว่า เราจะย้ายออกจากสำเนาทะเบียนบ้านนี้
แม่เค้าพูดขึ้นมาเลยว่า แค่ย้ายมันก็ยังไม่พอ เพราะเราใช้นามสกุลเค้าอยู่ เราเลยบอกว่า งั้นหนูจะเปลี่ยนนามสกุลด้วยคะ เค้าก็พอใจมาก
พ่อแม่สามีเค้าคิดว่า เราเป็นหนี้บัตร เพราะเราใช้เงินฟุ่มเฟือย เอามาให้แต่ญาติพี่น้อง พ่อแม่เรา (พ่อแม่เราไม่เคยได้สักบาท)
เราเสียใจมากๆ เราทนไม่ไหว เราเลยบอกว่า รองเท้าดีๆ สักคู่ หนูยังไม่เคยได้ซื้อ มีเงินเท่าไร หนูหามาจุนเจือในครอบครัวตลอด
เราเป็นตัวแทนประกันอยู่ด้วย เราก็เลยบอกว่า ขนาดค่าคอมฯออกมา เรายังไม่เคยได้ใช้เลย เพราะลูกสาวเราก็ 2 คน ธุรกิจเราก็ยังไม่ดี
เค้าก็เหมือนไม่ฟัง แต่เค้าอยากจะให้เรา ช่วยเปลี่ยนนามสกุลและช่วยย้ายออกจากทะเบียนบ้านเค้าด้วยก็พอและ
ทุกวันนี้ เหนื่อยใจมากๆ ไม่รู้จะทำอย่างไร แต่คิดแล้วว่า จะต้องพยายามทำให้ดีที่สุด จะต้องลุกยืนใหม่ให้ได้
ไม่ใช่เพื่อใคร เพื่อตัวน้อยทั้ง 2 คน ที่เป็นแก้วตาดวงใจของเรา
ขอบคุณพื้นที่ห้องชานเรือน ที่ทำให้คนเครียดๆอย่างดิฉัน มีพื้นที่ไว้ระบาย
เป็นหนี้บัตรเครดิต ผิดถึงขนาดที่พ่อแม่สามี อยากให้หย่าขาดจากกัน
อยากได้ใครสักคนรับฟัง อยากได้ใครสักคน ให้กำลังใจ และให้คำปรึกษา
แต่ขอเกริ่นเรื่อง ค่อนข้างยาวนิดนึงนะคะ
ดิฉันคบกับสามีและแต่งงานกันมา จนย่างเข้าปีที่ 13 แล้ว มี สองสาวน้อย 2 คน น่ารักมากๆทั้งคู่
ชีวิตคู่ ระหว่างดิฉันกับสามี เราก็เคียงข้างกันมาตลอด สุข ทุกข์ ด้วยกันตลอด ทะเลาะกันบ้าง ก็เป็นเรื่องชีวิตคู่
เราทั้งสอง ก็ทำธุรกิจด้วยกัน มาโดยตลอด ไม่ว่าเรื่องอะไร ไม่เคยมีปิดบังซึ่งกันและกัน
แรกเริ่ม ดิฉันกับสามีทำธุรกิจ ไม่ว่าจะหยิบจับทำอะไร มันก็โอเคไปหมด เข้าถูกทางตลอด ได้เงินเข้ามาดีมากๆ
ดิฉันก็เริ่มไปสมัครบัตรเครดิต เพราะคิดว่า มีติดไว้ ก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร เพราะเราไม่ได้เป็นคนบ้าช๊อปปิ้ง หรือฟุ้งเฟ้ออะไรขนาดนั้น
ส่วนใหญ่มีบัตรไว้เติมน้ำมันรถเท่านั้น พอเริ่มมีบัตรที่ 1 บัตรที่ 2 3 4 5 ก็อนุมัติตามมาให้ติดๆ เพราะเป็นคนหมุนเวียนเงินตลอด
จนมีช่วงนึง สามีดิฉันต้องไปเรียนต่อเมืองนอก (ช่วงนี้ยังไม่ได้แต่งงานกันคะ) งานที่ทำอยู่ แรกๆเราก็ยังทำ แต่ก็ต้องหยุดไปคะ
แฟนเรียนจบกลับมา (เราก็ได้มีโอกาศไปใช้ชีวิตอยู่กับแฟนที่เมืองนอกระยะนึงคะ) เป็นช่วงที่เราใกล้คลอดพอดี (ตั้งท้องตอนที่อยู่
เมืองนอกกับแฟนคะ) พอแฟนกลับมา ก็ได้รับโอกาศให้ทำร้านอาหาร เป็นการไปทำต่อจากร้านอาหารเดิม ที่ทางญาติของสามี
หยุดกิจการไป ส่วนตัวเราเป็นคนชอบทำอาหาร เราก็ดีใจมากๆ ที่ได้ทำในสิ่งที่เรารัก เงินเก็บที่เราสองคนสะสมมา เรามาทุ่มเทกับร้าน
ช่วงที่เราเริ่มทำร้านอาหาร ลูกสาวเราก็เพิ่งคลอด แทบจะไม่ได้อยู่ไฟ แทบจะไม่มีเวลาพักเลยคะ เวลาให้นมลูก ก็ตอนอยู่ร้านอาหาร
เพราะเราเป็นคนที่ทำอะไร เราจริงจังกับสิ่งๆนั้น และเราต้องการทำให้ผู้ใหญ่เห็นว่า เมื่อให้โอกาศ เราก็จะทำให้ดีที่สุด
สามีก็ไปจัดการให้เพื่อนที่เป็นสถาปนิค มาดูร้าน เพราะจะปรับปรุงสถานที่ เพื่อนก็มาดูแบบไว้ให้ มาวาดโครงสร้างไว้คร่าวๆ
แต่พอตอนเช้า เราเข้าไปที่ร้านอาหาร ญาติของสามีก็มาที่ร้าน บอกว่า สถานที่ ที่ให้ทำ ไม่ใช่ในตึกนะ แต่เป็นแค่ตรงพื้นที่หน้าร้าน
เรามองไป พื้นที่ นี้นะเหรอ แต่ก็ โอเค ไม่เป็นไร ตอนสายๆ มีช่างมาทำงาน บอกว่า ญาติสามีเรา ให้มาทำหลังคา มาทำโครงสร้าง
เราก็มองหน้าสามี ว่ามันคืออะไรเนี่ย แต่สามีเราก็ทำหน้าตาแบบ เซ็งมากๆๆๆ แต่ก็ไม่ยอมพูดอะไร จนเราอึดอัดมากๆ อึดอัดเหลือเกิน
สุดท้ายร้านอาหารของเรา เป็นลักษณะครัวอยู่ด้านนอก หลังคามุงด้วยหญ้าคา หมดไปเกือบ 7 หมื่น ด้วยความไม่รู้เรื่องอะไร
พอเราเริ่มเปิดร้านอาหาร แขกก็ทยอยมาบ้าง บางวันก็น้อยบ้าง เยอะบ้าง สลับกันไป ลูกค้ามาที่ร้านก็ชม ว่าอาหารอร่อยนะ
แล้วบางคน ก็มาบอกเราว่า เราไม่น่ามาทำร้านนี้ต่อเลย เพราะชื่อเสียง เค้าไปในทางที่ไม่ดีแล้วนะคะ ถ้าอยากทำต่อ ต้องเปลี่ยนชื่อร้าน
เรามาที่ร้านอาหารทุกวัน หอบลูกมาเลี้ยงด้วย ลูกเราก็คงรับรู้ได้ ว่าพ่อแม่กำลังสร้างอนาคตให้หนู ไม่เคยงอแงเลย เลี้ยงในรถเข็นตลอด
บางวันคนเยอะ เดินจนนมคัด ทรมานมากๆ ก็ต้องทำงานก่อน ลูกหิวนม ก็ให้กินจากขวดที่ปั๊มไว้ ไม่เคยอ้อน ไม่เคยงอแง
แต่ยิ่งนานวัน ร้านอาหารเรา ลูกค้าก็เริ่มร่อยหรอลงไป เราก็เอาเงินที่เก็บไว้มาลงใส่ร้านเรื่อยๆ มาจ่ายค่าใช้จ่ายในร้าน
เราทำมา จนถึงเดือนที่ 3 เราเห็นความเปลี่ยนแปลงว่า เงินเก็บที่เราสองคนเก็บมา มันหายไปอย่างไม่น่าเชื่อ บางคนบอกให้เราหยุดดีกว่า
เราก็ไม่ยอมหยุด เราก็ยังทำร้านอาหารต่อ เพราะใจเราคิดว่า ถ้าเราเลิกทำตอนนี้ พนักงานเราแต่ละคน จะทำอย่างไร จะเอาเงินไหนใช้
เค้าจะไปทำมาหากินอะไร คือ คิดแทนพวกเค้าหมด สุดท้ายเงินเก็บหมด นั่งคิดว่า จะไปหาเงินจากไหนดี สุดท้าย เลยมาลงที่บัตรเครดิต
จากที่ไม่เคยใช้ ไม่เคยรูด เราไปกดเงินสดออกมาเลย (หนักกว่ามากๆ) เอามาหมุนก่อน สุดท้ายกดจนวงเงินเต็ม และไม่รู้จะไปหาเงิน
จากไหนอีก สุดท้ายก็ต้องยอมรับและถอยออกมา จากร้านอาหาร น้องสาวเราจะขอเข้ามาทำต่อ เราก็ห้าม ไม่ได้หวงร้านอาหาร
แต่ไม่อยากให้เค้าเจ็บตัวเหมือนเรา น้องสาวเราก็ไม่ยอม สุดท้ายก็เป็นอีก 1 ราย ที่เจ็บตัวตามๆกัน หลังจากนั้น เราก็หยุด ไม่ไปยุ่งที่ร้าน
นั่งร้องไห้ทุกวัน ทำไมชีวิตฉันเป็นแบบนี้ ทำไมต้องกลายเป็นแบบนี้ กอดคอร้องไห้ กับสามีทุกวัน เราจะทำอย่างไรดี ไม่มีแม้เงิน
จะซื้อนมให้ลูกกิน จนสามีบอกว่า เข้าไปอยู่บ้านของเค้าเหอะ อย่างไรก็ต้องไป ตอนนี้คงต้องพึ่งพ่อแม่เค้าไปก่อน เราก็เข้าไปอยู่กันสักพัก
พ่อแม่ สามี ก็ดีกับพวกเรา (แต่ไว้คราวหน้าจะมาเล่าเรื่องแม่สามีคะ) อยู่บ้านเค้าสักพัก เราสองคนก็หาทางทำงาน แต่กิจการที่ทำต่อมา
ก็ยังลุ่มๆดอนๆ จนถึง ทุกวันนี้ บางเดือนยังชักหน้าไม่ถึงหลัง บัตรเครดิตที่เคยกดเงินไป ส่งหมายศาลมาที่บ้าน ยอดฟ้อง 45000 บาท
พ่อแม่ สามี โกรธมากๆ บอกเราว่า เราทำให้เค้าเสื่อมเสียวงศ์ตระกูล ทำให้ตระกูลของเค้าต้องอับอาย ขายขี้หน้า
เรารู้สึกแย่มากๆ เรานึกในใจ เราไม่ได้ไปคดโกงใคร เราไม่ได้ไปทำเรื่องไม่ดี คงไม่มีใคร อยากทำธุรกิจแล้วล้มเหลวแบบนี้
พ่อแม่เค้าบอกสามีเราว่า ทำอย่างไรก็ได้ ช่วยรักษาหน้าตา วงศ์ตระกูลหน่อย เราเลยบอกว่า เราจะย้ายออกจากสำเนาทะเบียนบ้านนี้
แม่เค้าพูดขึ้นมาเลยว่า แค่ย้ายมันก็ยังไม่พอ เพราะเราใช้นามสกุลเค้าอยู่ เราเลยบอกว่า งั้นหนูจะเปลี่ยนนามสกุลด้วยคะ เค้าก็พอใจมาก
พ่อแม่สามีเค้าคิดว่า เราเป็นหนี้บัตร เพราะเราใช้เงินฟุ่มเฟือย เอามาให้แต่ญาติพี่น้อง พ่อแม่เรา (พ่อแม่เราไม่เคยได้สักบาท)
เราเสียใจมากๆ เราทนไม่ไหว เราเลยบอกว่า รองเท้าดีๆ สักคู่ หนูยังไม่เคยได้ซื้อ มีเงินเท่าไร หนูหามาจุนเจือในครอบครัวตลอด
เราเป็นตัวแทนประกันอยู่ด้วย เราก็เลยบอกว่า ขนาดค่าคอมฯออกมา เรายังไม่เคยได้ใช้เลย เพราะลูกสาวเราก็ 2 คน ธุรกิจเราก็ยังไม่ดี
เค้าก็เหมือนไม่ฟัง แต่เค้าอยากจะให้เรา ช่วยเปลี่ยนนามสกุลและช่วยย้ายออกจากทะเบียนบ้านเค้าด้วยก็พอและ
ทุกวันนี้ เหนื่อยใจมากๆ ไม่รู้จะทำอย่างไร แต่คิดแล้วว่า จะต้องพยายามทำให้ดีที่สุด จะต้องลุกยืนใหม่ให้ได้
ไม่ใช่เพื่อใคร เพื่อตัวน้อยทั้ง 2 คน ที่เป็นแก้วตาดวงใจของเรา
ขอบคุณพื้นที่ห้องชานเรือน ที่ทำให้คนเครียดๆอย่างดิฉัน มีพื้นที่ไว้ระบาย