ละครจบไปนานแล้ว แต่ เพิ่งรู้ว่า คนแต่ง ประทับใจ เจ้าสีเกด หน้า ฝรั่ง ด้วยยยยยย เสียดาย ที่ไม่ได้รางงงวัลลลลลล
พงศกร จินดาวัฒนะ : เส้นทางและอุดมการณ์ของคุณหมอนักเขียน
พงศกร จินดาวัฒนะ หมอนักเขียนหนุ่มจากราชบุรีที่รักการอ่านมาแต่เด็ก หลังเรียนจบคณะเวชศาสตร์ครอบครัว จากขอนแก่น เขาก็ได้รับทุนไปเรียนต่อที่อเมริกา ทำให้เขาเริ่มลงมือเขียนหนังสือเป็นเรื่องสั้นแนวลึกลับย้อนอดีตเล่มแรก "เบื้องบรรพ์" ปรากฏว่าได้รับรางวัลชมเชย สุภาว์ เทวกุล จากนั้นก็มีงานเขียนมาเรื่อยหลากหลายแนวโรแมนติก, คอมเมดี้, ตลก และแนวผีลึกลับ อาทิ "ทะเลราตรี" "สร้อยแสงจันทร์" "สาวหลงยุค" "ฤดูดาว" "ลิขิตชีวิต" "โค้กอีเหลิงหรรษา" "สาปภูษา" "รอยไหม" "กี่เพ้า" "เสน่หาสาหรี" "นางร้ายลายปัก" "มณีแดนสรวง"
งานเขียนของคุณหมอนักเขียนคนนี้อาจจะมีไม่มาก และมีไม่กี่เรื่องที่ถูกนำไปทำเป็นละครโทรทัศน์ คือ "สร้อยแสงจันทร์" และ "สาปภูษา" แต่งานของเขาก็ได้รับกระแสตอบรับที่ดี และเป็นนักเขียนที่มีแฟนประจำติดตามผลงานอย่างเหนียวแน่นและต่อเนื่องมาโดยตลอด
ชอบการอ่านและอยากเป็นนักเขียนแต่ทำไมถึงเลือกมาเรียนหมอ
"ตอนเอนทรานซ์ก็ลังเลจะเลือกอะไร แต่จุดที่ทำให้ตัดสินใจเรียนหมอเพราะคุณพ่อไม่สบายเยอะมาก รู้สึกถ้าเราเรียนแพทย์ก็ดีนะจะได้ดูแลคุณพ่อ ส่วนงานเขียนคิดว่าเราอยู่ในอาชีพอะไรก็สามารถทำได้ เลยมาเรียนทางด้านนี้และคิดว่าตัดสินใจไม่ผิดเพราะได้เรียนในสิ่งที่ชอบ ในขณะเดียวก็ได้เขียนหนังสือไปด้วย"
เขียนนิยายแนวผีลึกลับเคยเจออะไรแปลกๆ บ้างไหม
"ถ้าเจอจะเจอในลักษณะของข้อมูลมากกว่า อย่างตอนเขียน "สาปภูษา" เจ้าสีเกดเป็นเจ้าหญิงลาวถูกกวาดต้อนมาประเทศไทย ผมก็จะมีปัญหาเอ๊ะ...แล้วเขาไปอยู่กันตรงไหนในกรุงเทพฯ ก็ไม่มีอะไรช่วยบอกเราจะตันในเรื่องข้อมูล แต่เหมือนอยู่ๆ ก็มีมาเองเหมือนใครส่งมาให้ ไปเยี่ยมอาจารย์ศรีฟ้า ที่เขียนเรื่อง "กิ่งไผ่", "อีสา" อยู่ดีๆ อาจารย์ก็ถามขึ้นมาว่ารู้มั้ยคนลาวสมัยก่อนเขาอยู่กันตรงนี้ ผมรู้สึกเหมือนว่าเจ้าของเรื่องเขาคงอยากให้เราเขียนมั้งเลยช่วยส่งข้อมูลมาให้ในรูปแบบต่างๆ กัน บางทีมีคนส่งหนังสือมาให้เป็นเรื่องที่เราอยากอ่าน แล้วเราไม่เคยบอกใครแต่เขารู้ได้ยังไง เป็นเรื่องความบังเอิญแบบนี้มากกว่า แต่เป็นผีโผล่มาโชคดียังไม่เคยเจอ"
ตัวละครที่ผู้จัดฯ หรือทางช่องเลือกมามีตรงใจกับที่เขียนในนวนิยายบ้างไหม
"ที่จริงแล้วเวลาที่นักเขียนจินตนาการหรือคนอ่านจินตนาการเอง อย่างบทของเจ้าสีเกด จินตนาการของผมเป็นแบบหนึ่ง ของคนดูหรือช่องเป็นแบบหนึ่ง ผมว่ายากที่จะทำให้ตรงกับจินตนาการจริงๆ แต่ผมว่าสิ่งที่โอเค.ที่สุดคือตัวแสดงเข้าถึงและเป็นตัวละครตัวนั้นจริงๆ ผมถือว่าประสบความสำเร็จมาก หน้าตาอาจจะไม่ต้องเหมือนก็ได้ อย่าง คุณธัญญ่า ธัญญาเรศ ที่รับบทเป็นเจ้าสีเกด ในละคร "สาปภูษา" ผมก็แอบสงสัยว่าจะเล่นได้มั้ย พอเขาเล่นแล้วทำให้ผมเชื่อว่าถ้าเจ้าสีเกดเดินออกมากจากในหนังสือก็คนนี้แหละ คือรูปร่างหน้าตาในจินตนาการกับคนที่มาแสดงในละครมันไม่ตรงกันซะทีเดียว แต่ที่มันประสบความสำเร็จ เพราะผู้แสดงสามารถดึงจิตวิญญาณของตัวละครออกมาได้ เพราะฉะนั้นหน้าตาจะเป็นยังไงไม่สำคัญแล้ว ถึงตรงนั้นเราเชื่อแล้วว่าผู้หญิงคนนั้นคือสีเกดจริงๆ"
เคยคิดจะเขียนนิยายตามกระแสหรือเขียนเพื่อทำเป็นละคร
"มีน้องๆ หลายคนที่รู้จักเคยคุยกัน เขาบอกเขาชอบเขียนแบบนี้แต่เขียนแล้วขายไม่ได้ สำนักพิมพ์เลยแนะนำให้เขาเขียนอีกแนวหนึ่งแล้วก็ขายได้คือแนวที่ตลาดชอบ หลังๆ เขาเลยจำเป็นต้องมาเขียนแบบนี้ ทั้งที่ไม่ใช่ตัวตนแท้จริงของเขา ก็อาจจะเป็นเรื่องของกระแสของการอ่านแต่ผมเชื่อว่านักเขียนทุกคนอยากสร้างงานของตัวเองให้อยู่และมีคนพูดถึงในทางที่ดี
สำหรับผม นิยายทุกเรื่องที่เขียนตอนแรกไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งจะได้ทำเป็นละคร แต่ทุกวันนี้เขียนเพราะผมเห็นจาก "สร้อยแสงจันทร์" และ "สาปภูษา" ว่าเมื่อเรื่องไปเป็นละครความคิดของเรามันได้เผยแพร่ไปในวงกว้างขึ้น ถ้าเป็นหนังสือก็เฉพาะคนอ่าน แต่ละครไปทุกบ้าน ผมว่าถ้าบางเรื่องอย่าง "ข้าวไทย" ถ้าวันหนึ่งมันได้ไปเป็นละครก็เป็นสิ่งที่ดีเราจะได้นำเสนอแนวความคิดของเราให้คนได้เห็นในวงกว้าง หวังว่าน่าจะมีประโยชน์กับสังคมบ้างนิดนึงผมก็ดีใจแล้วครับ"
เป็นนักเขียนที่ค่อนข้างประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว
"ถ้าในนักเขียนรุ่นเดียวกันถือว่าเราจังหวะดีก็รู้สึกดีใจที่ผู้ใหญ่ให้การสนับสนุน ส่วนพี่ๆ สื่อมวลชนก็เอ็นดูเรา ถามว่าผมเขียนดีหรือเปล่าต้องใช้คำว่าผมจริงใจกับสิ่งที่เขียน พอเขียนไปแล้วมันอาจจะตรงใจกับผู้อ่าน เขารู้สึกว่าเออ...อ่านแล้วมันสนุก อันหนึ่งที่ คุณสุภัทร สวัสดิรักษ์ อดีตบรรณาธิการของสกุลไทยสอนตลอดว่าสิ่งที่เราเขียนต้องให้อะไรกับคนอ่าน คืออ่านแล้วให้เขาเอากลับไปคิดต่อ ผมก็จะยึดหลักตรงนี้ตลอด เวลาเขียนผมจะเน้นในเรื่องของธรรมชาติ อยากให้คนอ่านแล้วรักธรรมชาติ รักวัฒนธรรมของบ้านเรา ซึ่งในแต่ละเรื่องจะมีแง่มุมต่างๆ กัน
อย่าง "ฤดูดาว" จะพูดถึงเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม หวังว่าคนอ่านแล้วจะหันกลับมาสนใจสิ่งแวดล้อมรอบตัวเราสักนิดก็ยังดีถือว่าจุดประกายได้ หรือปัญหาโลกร้อนคนชอบคิดว่าไกลตัว แต่เราช่วยได้คนละไม้คนละมือ ผมพยายามหยิบตรงนี้ใส่ไปนวนิยายแต่ละเรื่องเพื่อที่อย่างน้อยผู้อ่านอาจจะได้มุมมองหรือข้อคิดอะไร ผมถือว่าได้ทำหน้าที่ของนักเขียนได้ประสบความสำเร็จแล้ว"
การเป็นหมอกับนักเขียนดูแตกต่างกันมาก แต่คุณหมอสามารถทำควบคู่กันได้
"ผมอาจจะโชคดีที่ผมเรียนเวชศาสตร์ครอบครัว มันเป็นสาขาที่เราไปดูแลไปเยี่ยมคนไข้ที่บ้าน เราไม่ได้ตรวจเฉพาะที่โรงพยาบาลอย่างเดียว ทำให้เราไปเห็นชีวิตคนจริงๆ ทำไมคนนี้คุมน้ำตาลไม่ได้เพราะมีปัญหา มันเลยเป็นส่วนที่ช่วยทำให้เราเห็นอารมณ์ความสุขความเศร้าของคน ซึ่งตรงนี้บางทีก็มาเสริมกับงานเขียนของเราพอดี แถมบางทีผมยังแอบเก็บเอาข้อมูลมาเป็นนิยายด้วย เพราะบางคนมีเรื่องชีวิตที่น่าสนใจมาก จนเรารู้สึกถ้าเราเอามาเขียนแล้วคนอ่านได้อ่านก็เป็นข้อคิดอะไรหลายๆ อย่าง
ตอนนี้ผมชอบและมีความสุขกับการทำ 2 อย่างไปพร้อมๆ กัน เพราะเวลายังแบ่งได้ลงตัว และเป็นงานที่เรารักทั้ง 2 อย่าง แต่วันหนึ่งถ้าอายุเยอะขึ้นอาจจะต้องเลือกทางใดทางหนึ่ง งานหมอเป็นสิ่งที่เรารักแต่พออายุเยอะขึ้นบางทีก็มีความอ่อนล้า ในขณะที่งานเขียนมันไม่จำเจพอจบเรื่องหนึ่งเขียนเรื่องใหม่ก็เป็นอะไรใหม่ๆ เข้ามา ทำให้รู้สึกสนุกกับมันทุกครั้งที่ได้เขียน ก็จะเขียนไปจนกว่าไม่ไหวแล้ว มันมีความสุขทุกครั้งที่ได้เขียน เพราะเราได้ใช้จินตนาการ เหมือนเป็นโลกที่เราสร้างมันขึ้นมา เรารู้สึกมีความสุขกับมัน"
ไม่คิดจะหยิบเอาเรื่องของหมอมาเขียนเป็นนิยายบ้างหรือ
"ตั้งแต่ทำงานเขียนมา 10 ปี ผมเพิ่งเขียนเรื่องเกี่ยวกับหมอเรื่องเดียวคือ "ลิขิตชีวิต" ฟีดแบ็กดีคนค่อนข้างชอบกัน เป็นแนวฆาตกรรม เรื่องของหมอที่แอบฆ่าคนไข้ที่ป่วยหนักให้เขาพ้นทุกข์ทรมาน เป็นอันหนึ่งที่เก็บเกี่ยวความรู้ทางแพทย์มาเขียน ซึ่งทุกคนบอกว่าน่าจะเขียนง่ายแต่กลาย เป็นเรื่องที่เขียนยากที่สุด อาจจะเพราะใกล้ตัวมากเวลาเขียนเลยเกร็ง บางทีเขียนไปคนก็จะ...คนนี้เป็นหมอคนนี้ใช่มั้ยจริงๆ แล้วไม่ใช่
คือตรงนี้เวลาเขียนผมต้องระวังทั้งๆ ที่เป็นเรื่องจริง แต่เราก็เลี่ยงที่จะไม่พูดตรงๆ เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อนบางทีอาจจะไปสะเทือนใจใครหรืออาจจะไม่ชอบ แตะไม่ได้เลย ส่วนใหญ่ผมไม่ค่อยไปลงลึกข้อมูลในเรื่องประเด็นจริยธรรมเท่าไหร่ จะเล่านิสัยส่วนตัวของหมอตัวละคนบางทีไปคล้ายกับคุณหมอบางคนเขาก็จะรู้สึกเอาเขามาเขียนว่าหรือเปล่า โดยที่เราก็ไม่ได้มีเจตนาอย่างนั้น ก็เป็นสิ่งที่ดีนะครับ เวลาเจออย่างนี้มันทำให้เราระมัดระวังมากขึ้นเวลาทำงานครั้งต่อๆ ไป"
ตอนนี้ตามหน้าหนังสือพิมพ์จะมีข่าวหมอโดนตำหนิบ่อยเรื่องการรักษาคนไข้
"ผมมองว่าวงการหมอปัจจุบันนี้เปลี่ยนไปเยอะ มีหมอเยอะมากแล้วน้องๆ รุ่นใหม่หลายคนก็เป็นเด็กรุ่นใหม่ ซึ่งบางทีใจร้อนหรือมุมมองของเขายังเด็กอยู่ แต่พอมีความเป็นหมอเข้ามามันมีความคาดหวังของคนภายนอกสูง พอทำสิ่งใดที่รู้สึกขัดกับความรู้สึกเขาก็จะรู้สึกว่าหมอทำไม่ถูกต้อง แต่อยากจะให้มองว่าหมอก็เป็นปุถุชนอาจจะมีถูกมีผิดบ้าง แต่โดยอาชีพเราต้องทำอะไรด้วยความตริตรองอย่างดีแล้ว"
งานเขียนที่อยากเขียนแต่ยังไม่ได้เขียน
"เรื่องที่อยากเขียนมากอยู่ในใจมาตลอด ผมอยากเขียนเกี่ยวกับข้าวไทยข้าวหอมมะลิ ผมอยากเขียนถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เพราะพระองค์ทรงงานในเรื่องของการเกษตร สนับสนุนเรื่องข้าวเยอะมาก น่าจะเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดเท่าที่ผมเคยเขียนมา แต่ตอนนี้ยังเก็บข้อมูลอยู่และรู้สึกไม่พร้อมที่จะทำ ผมว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ตั้งใจขอเวลาให้มันตกตะกอนพร้อมเมื่อไหร่เขียนแน่ๆ คงเป็นแนวลึกลับนิดหนึ่ง ถ้าข้าวอย่างเดียวเป็นชาวนาเดี๋ยวไม่สนุกต้องผีๆ หน่อย
คือจุดหนึ่งที่ผมรู้สึกสะเทือนใจและเป็นจุดประกายให้ผมอยากเขียนเรื่องข้าวขึ้นมา ผมมีคนไข้เป็นคุณลุงเป็นชาวนามาหาผมเพราะปวดหลังปวดขาเดินไม่ไหว ผมบอกลุงอายุเยอะแล้วหยุดเถอะไม่อย่างนั้นไม่หายปวด ลุงก็บอกว่าก็รู้ว่าทำก็ปวดแต่จะทำยังไงได้ เด็กสมัยนี้ไม่ทำนากันแล้วเด็กรุ่นใหม่ไปทำงานโรงงานสบายกว่า แล้วลุงก็พูดมาคำหนึ่งว่า "ถ้าผมไม่ทำนาอีกหน่อยหมอจะเอาข้าวที่ไหนกิน" เราก็เออ...ใช่ เราไม่เคยหันมามองเลยว่าสังคมปัจจุบันจากสังคมเกษตรกรรมมันเปลี่ยนเป็นสังคมอุตสาหกรรม เด็กรุ่นใหม่ที่ผมรู้จักถ้าเป็นลูกหลานของชาวนาหลายคนขายที่ดินทิ้ง หลายคนไปทำงานโรงงานเพราะสบายกว่า สถิติชาวนาผมไม่รู้หรอกแต่ผมว่าน่าจะลดลง"
ตอนนี้หันมาเปิดสำนักพิมพ์เอง
"ผมมาทำสำนักพิมพ์เองชื่อ กรูฟ พลับลิชชิ่ง เพราะวันหนึ่งเราเขียนแล้วแต่อยากเห็นกระบวนในการทำทั้งหมดกว่าจะออกมาเป็นหนังสือเล่มหนึ่ง โดยมีน้องชายมาช่วยดูแลการผลิต ส่วนผมเป็นคนวาดภาพประกอบ เป็นอุตสาหกรรมในครอบครัว แต่ยังเป็นสำนักพิมพ์เล็กๆ เพราะจุดประสงค์อยากจะพิมพ์งานของตัวเอง ก็เลยค่อยเป็นค่อยไป ต่อไปถ้าเราแข็งแรงขึ้น เราอาจจะสามารถพิมพ์งานของคนอื่นด้วย ตอนนี้ลองทำของเราไปก่อน ปีนี้มีหนังสือออกมา 3-4 เล่ม เดี๋ยวจะมีออกมาเรื่อยๆ เป็นของผมเขียนเองและของน้องชายเขียน"
คำแนะนำสำหรับนักเขียนรุ่นใหม่
"เคยคุยกับน้องๆ หลายคนที่อยากเป็นนักเขียน ความยากที่สุดของการเป็นนักเขียน 1. อยากแต่ไม่เคยเริ่ม 2. พอเริ่มแล้วเขียนไม่จบ 3. เขียนจบแล้วแต่ไม่รู้จะทำยังไงกับมัน ผมว่าความอยากแต่ไม่ยอมเริ่ม เพราะคิดว่าแค่อยากแต่อย่าเลยเราทำไม่ได้หรอก เลยไม่ได้ลองลงมือจริงๆ เพราะฉะนั้นถ้าใครอยากต้องลงมือทำเลย แต่พอเริ่มแล้วเขียนไม่จบเป็นเพราะพล็อตเราอาจจะยังไม่แน่นพอ และเรื่องของประสบการณ์ที่เราไม่เคยเขียนเราก็เลยไม่รู้จะควบคุมโครงเรื่องยังไง แต่พอเขียนจบแล้วไม่รู้จะไปไหน ถ้าเป็นสมัยก่อนอาจจะยากสักหน่อย แต่สมัยนี้มีเวทีให้ลงเยอะมากลงอินเทอร์เน็ตก็ได้ มีหลายคนที่ประสบความสำเร็จจากการเขียนเรื่องลงอินเทอร์เน็ตมาก่อน เพราะฉะนั้นเวทีไม่มีปัญหา แต่ความยากมันอยู่ที่ตรงที่ลงมือเขียนมากกว่า อย่าไปคิดว่าเขียนแล้วจะจบหรือเปล่า แล้วเราจะรู้เองเราถนัดแบบไหน"
คูรหมอ พงศกร ผู้แต่ง สาปภูษา บอกว่า ธัญญ่า ทำให้ เชื่อว่า เจ้าสีเกดคือ คนนี้จริงๆๆ แม้หน้าตา ไม่ใช่
พงศกร จินดาวัฒนะ : เส้นทางและอุดมการณ์ของคุณหมอนักเขียน
พงศกร จินดาวัฒนะ หมอนักเขียนหนุ่มจากราชบุรีที่รักการอ่านมาแต่เด็ก หลังเรียนจบคณะเวชศาสตร์ครอบครัว จากขอนแก่น เขาก็ได้รับทุนไปเรียนต่อที่อเมริกา ทำให้เขาเริ่มลงมือเขียนหนังสือเป็นเรื่องสั้นแนวลึกลับย้อนอดีตเล่มแรก "เบื้องบรรพ์" ปรากฏว่าได้รับรางวัลชมเชย สุภาว์ เทวกุล จากนั้นก็มีงานเขียนมาเรื่อยหลากหลายแนวโรแมนติก, คอมเมดี้, ตลก และแนวผีลึกลับ อาทิ "ทะเลราตรี" "สร้อยแสงจันทร์" "สาวหลงยุค" "ฤดูดาว" "ลิขิตชีวิต" "โค้กอีเหลิงหรรษา" "สาปภูษา" "รอยไหม" "กี่เพ้า" "เสน่หาสาหรี" "นางร้ายลายปัก" "มณีแดนสรวง"
งานเขียนของคุณหมอนักเขียนคนนี้อาจจะมีไม่มาก และมีไม่กี่เรื่องที่ถูกนำไปทำเป็นละครโทรทัศน์ คือ "สร้อยแสงจันทร์" และ "สาปภูษา" แต่งานของเขาก็ได้รับกระแสตอบรับที่ดี และเป็นนักเขียนที่มีแฟนประจำติดตามผลงานอย่างเหนียวแน่นและต่อเนื่องมาโดยตลอด
ชอบการอ่านและอยากเป็นนักเขียนแต่ทำไมถึงเลือกมาเรียนหมอ
"ตอนเอนทรานซ์ก็ลังเลจะเลือกอะไร แต่จุดที่ทำให้ตัดสินใจเรียนหมอเพราะคุณพ่อไม่สบายเยอะมาก รู้สึกถ้าเราเรียนแพทย์ก็ดีนะจะได้ดูแลคุณพ่อ ส่วนงานเขียนคิดว่าเราอยู่ในอาชีพอะไรก็สามารถทำได้ เลยมาเรียนทางด้านนี้และคิดว่าตัดสินใจไม่ผิดเพราะได้เรียนในสิ่งที่ชอบ ในขณะเดียวก็ได้เขียนหนังสือไปด้วย"
เขียนนิยายแนวผีลึกลับเคยเจออะไรแปลกๆ บ้างไหม
"ถ้าเจอจะเจอในลักษณะของข้อมูลมากกว่า อย่างตอนเขียน "สาปภูษา" เจ้าสีเกดเป็นเจ้าหญิงลาวถูกกวาดต้อนมาประเทศไทย ผมก็จะมีปัญหาเอ๊ะ...แล้วเขาไปอยู่กันตรงไหนในกรุงเทพฯ ก็ไม่มีอะไรช่วยบอกเราจะตันในเรื่องข้อมูล แต่เหมือนอยู่ๆ ก็มีมาเองเหมือนใครส่งมาให้ ไปเยี่ยมอาจารย์ศรีฟ้า ที่เขียนเรื่อง "กิ่งไผ่", "อีสา" อยู่ดีๆ อาจารย์ก็ถามขึ้นมาว่ารู้มั้ยคนลาวสมัยก่อนเขาอยู่กันตรงนี้ ผมรู้สึกเหมือนว่าเจ้าของเรื่องเขาคงอยากให้เราเขียนมั้งเลยช่วยส่งข้อมูลมาให้ในรูปแบบต่างๆ กัน บางทีมีคนส่งหนังสือมาให้เป็นเรื่องที่เราอยากอ่าน แล้วเราไม่เคยบอกใครแต่เขารู้ได้ยังไง เป็นเรื่องความบังเอิญแบบนี้มากกว่า แต่เป็นผีโผล่มาโชคดียังไม่เคยเจอ"
ตัวละครที่ผู้จัดฯ หรือทางช่องเลือกมามีตรงใจกับที่เขียนในนวนิยายบ้างไหม
"ที่จริงแล้วเวลาที่นักเขียนจินตนาการหรือคนอ่านจินตนาการเอง อย่างบทของเจ้าสีเกด จินตนาการของผมเป็นแบบหนึ่ง ของคนดูหรือช่องเป็นแบบหนึ่ง ผมว่ายากที่จะทำให้ตรงกับจินตนาการจริงๆ แต่ผมว่าสิ่งที่โอเค.ที่สุดคือตัวแสดงเข้าถึงและเป็นตัวละครตัวนั้นจริงๆ ผมถือว่าประสบความสำเร็จมาก หน้าตาอาจจะไม่ต้องเหมือนก็ได้ อย่าง คุณธัญญ่า ธัญญาเรศ ที่รับบทเป็นเจ้าสีเกด ในละคร "สาปภูษา" ผมก็แอบสงสัยว่าจะเล่นได้มั้ย พอเขาเล่นแล้วทำให้ผมเชื่อว่าถ้าเจ้าสีเกดเดินออกมากจากในหนังสือก็คนนี้แหละ คือรูปร่างหน้าตาในจินตนาการกับคนที่มาแสดงในละครมันไม่ตรงกันซะทีเดียว แต่ที่มันประสบความสำเร็จ เพราะผู้แสดงสามารถดึงจิตวิญญาณของตัวละครออกมาได้ เพราะฉะนั้นหน้าตาจะเป็นยังไงไม่สำคัญแล้ว ถึงตรงนั้นเราเชื่อแล้วว่าผู้หญิงคนนั้นคือสีเกดจริงๆ"
เคยคิดจะเขียนนิยายตามกระแสหรือเขียนเพื่อทำเป็นละคร
"มีน้องๆ หลายคนที่รู้จักเคยคุยกัน เขาบอกเขาชอบเขียนแบบนี้แต่เขียนแล้วขายไม่ได้ สำนักพิมพ์เลยแนะนำให้เขาเขียนอีกแนวหนึ่งแล้วก็ขายได้คือแนวที่ตลาดชอบ หลังๆ เขาเลยจำเป็นต้องมาเขียนแบบนี้ ทั้งที่ไม่ใช่ตัวตนแท้จริงของเขา ก็อาจจะเป็นเรื่องของกระแสของการอ่านแต่ผมเชื่อว่านักเขียนทุกคนอยากสร้างงานของตัวเองให้อยู่และมีคนพูดถึงในทางที่ดี
สำหรับผม นิยายทุกเรื่องที่เขียนตอนแรกไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งจะได้ทำเป็นละคร แต่ทุกวันนี้เขียนเพราะผมเห็นจาก "สร้อยแสงจันทร์" และ "สาปภูษา" ว่าเมื่อเรื่องไปเป็นละครความคิดของเรามันได้เผยแพร่ไปในวงกว้างขึ้น ถ้าเป็นหนังสือก็เฉพาะคนอ่าน แต่ละครไปทุกบ้าน ผมว่าถ้าบางเรื่องอย่าง "ข้าวไทย" ถ้าวันหนึ่งมันได้ไปเป็นละครก็เป็นสิ่งที่ดีเราจะได้นำเสนอแนวความคิดของเราให้คนได้เห็นในวงกว้าง หวังว่าน่าจะมีประโยชน์กับสังคมบ้างนิดนึงผมก็ดีใจแล้วครับ"
เป็นนักเขียนที่ค่อนข้างประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว
"ถ้าในนักเขียนรุ่นเดียวกันถือว่าเราจังหวะดีก็รู้สึกดีใจที่ผู้ใหญ่ให้การสนับสนุน ส่วนพี่ๆ สื่อมวลชนก็เอ็นดูเรา ถามว่าผมเขียนดีหรือเปล่าต้องใช้คำว่าผมจริงใจกับสิ่งที่เขียน พอเขียนไปแล้วมันอาจจะตรงใจกับผู้อ่าน เขารู้สึกว่าเออ...อ่านแล้วมันสนุก อันหนึ่งที่ คุณสุภัทร สวัสดิรักษ์ อดีตบรรณาธิการของสกุลไทยสอนตลอดว่าสิ่งที่เราเขียนต้องให้อะไรกับคนอ่าน คืออ่านแล้วให้เขาเอากลับไปคิดต่อ ผมก็จะยึดหลักตรงนี้ตลอด เวลาเขียนผมจะเน้นในเรื่องของธรรมชาติ อยากให้คนอ่านแล้วรักธรรมชาติ รักวัฒนธรรมของบ้านเรา ซึ่งในแต่ละเรื่องจะมีแง่มุมต่างๆ กัน
อย่าง "ฤดูดาว" จะพูดถึงเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม หวังว่าคนอ่านแล้วจะหันกลับมาสนใจสิ่งแวดล้อมรอบตัวเราสักนิดก็ยังดีถือว่าจุดประกายได้ หรือปัญหาโลกร้อนคนชอบคิดว่าไกลตัว แต่เราช่วยได้คนละไม้คนละมือ ผมพยายามหยิบตรงนี้ใส่ไปนวนิยายแต่ละเรื่องเพื่อที่อย่างน้อยผู้อ่านอาจจะได้มุมมองหรือข้อคิดอะไร ผมถือว่าได้ทำหน้าที่ของนักเขียนได้ประสบความสำเร็จแล้ว"
การเป็นหมอกับนักเขียนดูแตกต่างกันมาก แต่คุณหมอสามารถทำควบคู่กันได้
"ผมอาจจะโชคดีที่ผมเรียนเวชศาสตร์ครอบครัว มันเป็นสาขาที่เราไปดูแลไปเยี่ยมคนไข้ที่บ้าน เราไม่ได้ตรวจเฉพาะที่โรงพยาบาลอย่างเดียว ทำให้เราไปเห็นชีวิตคนจริงๆ ทำไมคนนี้คุมน้ำตาลไม่ได้เพราะมีปัญหา มันเลยเป็นส่วนที่ช่วยทำให้เราเห็นอารมณ์ความสุขความเศร้าของคน ซึ่งตรงนี้บางทีก็มาเสริมกับงานเขียนของเราพอดี แถมบางทีผมยังแอบเก็บเอาข้อมูลมาเป็นนิยายด้วย เพราะบางคนมีเรื่องชีวิตที่น่าสนใจมาก จนเรารู้สึกถ้าเราเอามาเขียนแล้วคนอ่านได้อ่านก็เป็นข้อคิดอะไรหลายๆ อย่าง
ตอนนี้ผมชอบและมีความสุขกับการทำ 2 อย่างไปพร้อมๆ กัน เพราะเวลายังแบ่งได้ลงตัว และเป็นงานที่เรารักทั้ง 2 อย่าง แต่วันหนึ่งถ้าอายุเยอะขึ้นอาจจะต้องเลือกทางใดทางหนึ่ง งานหมอเป็นสิ่งที่เรารักแต่พออายุเยอะขึ้นบางทีก็มีความอ่อนล้า ในขณะที่งานเขียนมันไม่จำเจพอจบเรื่องหนึ่งเขียนเรื่องใหม่ก็เป็นอะไรใหม่ๆ เข้ามา ทำให้รู้สึกสนุกกับมันทุกครั้งที่ได้เขียน ก็จะเขียนไปจนกว่าไม่ไหวแล้ว มันมีความสุขทุกครั้งที่ได้เขียน เพราะเราได้ใช้จินตนาการ เหมือนเป็นโลกที่เราสร้างมันขึ้นมา เรารู้สึกมีความสุขกับมัน"
ไม่คิดจะหยิบเอาเรื่องของหมอมาเขียนเป็นนิยายบ้างหรือ
"ตั้งแต่ทำงานเขียนมา 10 ปี ผมเพิ่งเขียนเรื่องเกี่ยวกับหมอเรื่องเดียวคือ "ลิขิตชีวิต" ฟีดแบ็กดีคนค่อนข้างชอบกัน เป็นแนวฆาตกรรม เรื่องของหมอที่แอบฆ่าคนไข้ที่ป่วยหนักให้เขาพ้นทุกข์ทรมาน เป็นอันหนึ่งที่เก็บเกี่ยวความรู้ทางแพทย์มาเขียน ซึ่งทุกคนบอกว่าน่าจะเขียนง่ายแต่กลาย เป็นเรื่องที่เขียนยากที่สุด อาจจะเพราะใกล้ตัวมากเวลาเขียนเลยเกร็ง บางทีเขียนไปคนก็จะ...คนนี้เป็นหมอคนนี้ใช่มั้ยจริงๆ แล้วไม่ใช่
คือตรงนี้เวลาเขียนผมต้องระวังทั้งๆ ที่เป็นเรื่องจริง แต่เราก็เลี่ยงที่จะไม่พูดตรงๆ เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อนบางทีอาจจะไปสะเทือนใจใครหรืออาจจะไม่ชอบ แตะไม่ได้เลย ส่วนใหญ่ผมไม่ค่อยไปลงลึกข้อมูลในเรื่องประเด็นจริยธรรมเท่าไหร่ จะเล่านิสัยส่วนตัวของหมอตัวละคนบางทีไปคล้ายกับคุณหมอบางคนเขาก็จะรู้สึกเอาเขามาเขียนว่าหรือเปล่า โดยที่เราก็ไม่ได้มีเจตนาอย่างนั้น ก็เป็นสิ่งที่ดีนะครับ เวลาเจออย่างนี้มันทำให้เราระมัดระวังมากขึ้นเวลาทำงานครั้งต่อๆ ไป"
ตอนนี้ตามหน้าหนังสือพิมพ์จะมีข่าวหมอโดนตำหนิบ่อยเรื่องการรักษาคนไข้
"ผมมองว่าวงการหมอปัจจุบันนี้เปลี่ยนไปเยอะ มีหมอเยอะมากแล้วน้องๆ รุ่นใหม่หลายคนก็เป็นเด็กรุ่นใหม่ ซึ่งบางทีใจร้อนหรือมุมมองของเขายังเด็กอยู่ แต่พอมีความเป็นหมอเข้ามามันมีความคาดหวังของคนภายนอกสูง พอทำสิ่งใดที่รู้สึกขัดกับความรู้สึกเขาก็จะรู้สึกว่าหมอทำไม่ถูกต้อง แต่อยากจะให้มองว่าหมอก็เป็นปุถุชนอาจจะมีถูกมีผิดบ้าง แต่โดยอาชีพเราต้องทำอะไรด้วยความตริตรองอย่างดีแล้ว"
งานเขียนที่อยากเขียนแต่ยังไม่ได้เขียน
"เรื่องที่อยากเขียนมากอยู่ในใจมาตลอด ผมอยากเขียนเกี่ยวกับข้าวไทยข้าวหอมมะลิ ผมอยากเขียนถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เพราะพระองค์ทรงงานในเรื่องของการเกษตร สนับสนุนเรื่องข้าวเยอะมาก น่าจะเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดเท่าที่ผมเคยเขียนมา แต่ตอนนี้ยังเก็บข้อมูลอยู่และรู้สึกไม่พร้อมที่จะทำ ผมว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ตั้งใจขอเวลาให้มันตกตะกอนพร้อมเมื่อไหร่เขียนแน่ๆ คงเป็นแนวลึกลับนิดหนึ่ง ถ้าข้าวอย่างเดียวเป็นชาวนาเดี๋ยวไม่สนุกต้องผีๆ หน่อย
คือจุดหนึ่งที่ผมรู้สึกสะเทือนใจและเป็นจุดประกายให้ผมอยากเขียนเรื่องข้าวขึ้นมา ผมมีคนไข้เป็นคุณลุงเป็นชาวนามาหาผมเพราะปวดหลังปวดขาเดินไม่ไหว ผมบอกลุงอายุเยอะแล้วหยุดเถอะไม่อย่างนั้นไม่หายปวด ลุงก็บอกว่าก็รู้ว่าทำก็ปวดแต่จะทำยังไงได้ เด็กสมัยนี้ไม่ทำนากันแล้วเด็กรุ่นใหม่ไปทำงานโรงงานสบายกว่า แล้วลุงก็พูดมาคำหนึ่งว่า "ถ้าผมไม่ทำนาอีกหน่อยหมอจะเอาข้าวที่ไหนกิน" เราก็เออ...ใช่ เราไม่เคยหันมามองเลยว่าสังคมปัจจุบันจากสังคมเกษตรกรรมมันเปลี่ยนเป็นสังคมอุตสาหกรรม เด็กรุ่นใหม่ที่ผมรู้จักถ้าเป็นลูกหลานของชาวนาหลายคนขายที่ดินทิ้ง หลายคนไปทำงานโรงงานเพราะสบายกว่า สถิติชาวนาผมไม่รู้หรอกแต่ผมว่าน่าจะลดลง"
ตอนนี้หันมาเปิดสำนักพิมพ์เอง
"ผมมาทำสำนักพิมพ์เองชื่อ กรูฟ พลับลิชชิ่ง เพราะวันหนึ่งเราเขียนแล้วแต่อยากเห็นกระบวนในการทำทั้งหมดกว่าจะออกมาเป็นหนังสือเล่มหนึ่ง โดยมีน้องชายมาช่วยดูแลการผลิต ส่วนผมเป็นคนวาดภาพประกอบ เป็นอุตสาหกรรมในครอบครัว แต่ยังเป็นสำนักพิมพ์เล็กๆ เพราะจุดประสงค์อยากจะพิมพ์งานของตัวเอง ก็เลยค่อยเป็นค่อยไป ต่อไปถ้าเราแข็งแรงขึ้น เราอาจจะสามารถพิมพ์งานของคนอื่นด้วย ตอนนี้ลองทำของเราไปก่อน ปีนี้มีหนังสือออกมา 3-4 เล่ม เดี๋ยวจะมีออกมาเรื่อยๆ เป็นของผมเขียนเองและของน้องชายเขียน"
คำแนะนำสำหรับนักเขียนรุ่นใหม่
"เคยคุยกับน้องๆ หลายคนที่อยากเป็นนักเขียน ความยากที่สุดของการเป็นนักเขียน 1. อยากแต่ไม่เคยเริ่ม 2. พอเริ่มแล้วเขียนไม่จบ 3. เขียนจบแล้วแต่ไม่รู้จะทำยังไงกับมัน ผมว่าความอยากแต่ไม่ยอมเริ่ม เพราะคิดว่าแค่อยากแต่อย่าเลยเราทำไม่ได้หรอก เลยไม่ได้ลองลงมือจริงๆ เพราะฉะนั้นถ้าใครอยากต้องลงมือทำเลย แต่พอเริ่มแล้วเขียนไม่จบเป็นเพราะพล็อตเราอาจจะยังไม่แน่นพอ และเรื่องของประสบการณ์ที่เราไม่เคยเขียนเราก็เลยไม่รู้จะควบคุมโครงเรื่องยังไง แต่พอเขียนจบแล้วไม่รู้จะไปไหน ถ้าเป็นสมัยก่อนอาจจะยากสักหน่อย แต่สมัยนี้มีเวทีให้ลงเยอะมากลงอินเทอร์เน็ตก็ได้ มีหลายคนที่ประสบความสำเร็จจากการเขียนเรื่องลงอินเทอร์เน็ตมาก่อน เพราะฉะนั้นเวทีไม่มีปัญหา แต่ความยากมันอยู่ที่ตรงที่ลงมือเขียนมากกว่า อย่าไปคิดว่าเขียนแล้วจะจบหรือเปล่า แล้วเราจะรู้เองเราถนัดแบบไหน"