จากผลสำรวจความคิดเห็นของคนกรุงเทพฯ ต่อการเลือกตั้งผู้ว่าราชการ
กรุงเทพมหานครในช่วงเข้าสู่ "โค้งที่สอง" ของการหาเสียง
ผลยังเป็นเหมือนช่วงโค้งแรก
นั่นคือพล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ ผู้สมัครเบอร์ 9 จากพรรคเพื่อไทย ยังคง
ครองคะแนนนิยมเหนือกว่าม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้สมัครเบอร์ 16
พรรคประชาธิปัตย์ อย่างต่อเนื่อง
จนทำให้พรรคการเมืองต้นสังกัดของฝ่ายที่ตกเป็นรอง เริ่มออกอาการกระฟัด
กระเฟียดไม่พอใจสถาบันที่จัดทำโพลสำรวจดังกล่าว
"ปาก"บอกไม่หวั่นไหว
แต่อีกด้านกลับมีความพยายามกล่าวหา โพลบางสำนักว่ามีความเอนเอียง
ชี้นำเข้าข้างรัฐบาลเนื่องจากมีผลประโยชน์ทับซ้อนกันอยู่
ข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่มีใครรู้จริงเท็จ
แต่ข้อน่าสังเกตก็คือไม่ใช่โพลซึ่งถูกกล่าวหาว่าใกล้ชิดรัฐบาลเท่านั้น
โพลบางสำนักซึ่งเคยถูกกล่าวหาว่าไม่ค่อยเป็นมิตรกับรัฐบาล ก็ยัง
สำรวจได้ผลตรงกันคือ
พล.ต.อ.พงศพัศเป็นฝ่ายนำ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์เป็นฝ่ายตาม
เมื่อวันที่ 3 ก.พ. สำนักวิจัยเอแบคโพลล์เปิดเผยผลสำรวจระบุ พล.ต.อ.พงศพัศ
ได้รับความนิยมอยู่ที่ร้อยละ 43.1 ส่วนม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ร้อยละ 33.1
ห่างกัน 10 จุด จากเดิม 4.2 จุดในช่วง โค้งแรก
ต่อมาวันที่ 6 ก.พ. โดยการสำรวจของ
กรุงเทพโพลล์ ระบุร้อยละ 35.2 เลือกพล.ต.อ.พงศพัศ ส่วนร้อยละ 28.3
เลือกม.ร.ว. สุขุมพันธุ์
ถัดจากนั้น 1 วัน เป็นคิว
สวนดุสิตโพล สำรวจพบร้อยละ 42.59 ระบุจะเลือกพล.ต.อ.พงศพัศ
ขณะที่ร้อยละ 34.31 เลือกม.ร.ว.สุขุมพันธุ์
ตามติดด้วยเอแบคโพลล์อีกครั้งว่า
คนกรุงร้อยละ 42.0 ตั้งใจจะไปเลือกพล.ต.อ.พงศพัศ และ
ร้อยละ 33.5 ตั้งใจจะเลือกม.ร.ว.สุขุมพันธุ์
จากผลโพลเหล่านี้ชี้ให้เห็นส่วนต่างที่แกว่งอยู่ระหว่าง 7-10 จุด
น่าสนใจว่าพรรคประชาธิปัตย์ยังมองว่าโพล"เอียง"อยู่หรือไม่
ในการสำรวจโพลช่วงโค้งแรก ส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปยัง
คะแนนนิยม "ตัวบุคคล" เป็นหลัก
แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงโค้งที่สอง หลังผู้สมัครแต่ละคนติดหมายเลขประจำตัว
ออกเดินหาเสียงป่าวประกาศแผนนโยบายการทำงานให้สาธารณชนได้
รับรู้รับทราบกันพอสมควร
โพลต่างๆ จึงได้เปลี่ยนประเด็นหันมาสำรวจความคิดเห็น และ
ความพึงพอใจต่อ "นโยบายเฉพาะด้าน" ของผู้สมัครแต่ละคน
ในลักษณะเจาะลึกลงไปจากนโยบายหลัก "ไร้รอยต่อ" กับ "รักษารอยต่อ"
ไม่ว่านโยบายแก้ไขปัญหาจราจร ปัญหาน้ำท่วม ยาเสพติด อาชญากรรม
ค่าครองชีพ ที่อยู่อาศัย ราคาสินค้า สิ่งแวดล้อม ฯลฯ เป็นต้น
การต่อสู้ในโค้งที่สองจึงเป็นการต่อสู้กันด้วยเรื่องของการนำเสนอนโยบาย
เปลี่ยนไปจากช่วงโค้งแรกที่เป็นการต่อสู้กันด้วยเรื่องของภาพลักษณ์ตัว
บุคคลผู้สมัคร
ตรงจุดนี้เองที่พรรคเพื่อไทยมองทะลุได้มากกว่า
ภาพที่ปรากฏต่อสายตาคนกรุงเทพฯ คือ ภาพพล.ต.อ.พงศพัศลุยเดินหา
เสียงพบปะประชาชนตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ชูนโยบายไร้รอยต่อด้วยความ มาดมั่น
ไม่สนใจตอบโต้กลยุทธ์ "วิชามาร" ของฝ่ายตรงข้าม ไม่ว่าการตัดต่อ
ภาพทางเฟซบุ๊ก หรือการตั้งโต๊ะแถลงข่าวบิดเบือนใส่ร้ายกันอย่างมันปาก
น่าแปลกก็คือ
ยิ่งโดนโจมตีมากเท่าไหร่คะแนนนิยมในตัวพล.ต.อ.พงศพัศกลับยิ่งทะยาน
สูงขึ้นเท่านั้น สวนทางกับผู้สมัครคู่แข่งที่มีแนวโน้มนับวันยิ่งถดถอย
จากที่ใครต่อใครประเมินกันไว้ว่าศึกชิงเก้าอี้ ผู้ว่าฯ กทม.ครั้งนี้
จะเป็นการต่อสู้ที่มีลักษณะคู่คี่สูสีกันมากที่สุด แต่พอเอาเข้าจริง
การหาเสียงเพิ่งผ่านมาได้แค่ครึ่งทาง
ที่ว่าคู่คี่สูสี
มีแนวโน้มว่าไม่ใช่เช่นนั้นเสียแล้ว
น่าจับตาเป็นอย่างยิ่งว่าก่อนการเลือกตั้งจะเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้าย
พรรคประชาธิปัตย์ และม.ร.ว.สุขุมพันธุ์จะกวดตามพรรคเพื่อไทย
และพล.ต.อ.พงศพัศ
ทันท่วงทีหรือไม่
การงัดยุทธวิธีแบบกึ่งๆ วิชามารขึ้นมาถล่มคู่แข่ง คือเครื่องสะท้อน
ให้เห็นชัดเจนถึงอาการหวั่นไหวต่อผลสำรวจโพล
แม้ด้านหนึ่งจะมีเสียงชื่นชมต่อม.ร.ว.สุขุมพันธุ์อยู่บ้าง ว่าถึงจะรู้ตัวว่า
ตกเป็นรองแต่ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ก็ยังคงยืนหยัดแนวทางการหาเสียงใน
แบบฉบับของสุภาพบุรุษ
เน้นนำเสนอนโยบาย มากกว่าใส่ร้ายโจมตีคู่แข่ง
ความเป็นสุภาพบุรุษนี้เอง เชื่อกันว่าคือเครื่องประคับประคองคะแนนนิยม
ไม่ให้ไหลรูดทะราดไปมากกว่านี้
แต่ข้อน่ากังวลก็คือแนวทางต่อสู้ของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กลับแตกต่าง
จากแนวทางของพรรคต้นสังกัดโดยสิ้นเชิง
ในขณะที่ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์พยายามแจกแจงนโยบายและข้อดีของการเลือก
ผู้ว่าฯ กทม.เข้าไปถ่วงดุลอำนาจรัฐบาลให้ประชาชนเข้าใจ
แต่สิ่งที่ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์พยายามทำเพื่อให้ได้คะแนนนิยมตีตื้นขึ้นมา
หรืออย่างน้อยต้องไม่ให้ถูกทิ้งห่างไปมากกว่านี้ แล้วค่อยไปหาทาง
ลุ้นอีกเฮือกในช่วง โค้งท้าย
กลับถูกฉุดรั้งจากคนในพรรคเดียวกันไม่ว่าจะโดยนายศิริโชค โสภา
นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต หรือแม้กระทั่งนายวัชระ เพชรทอง
และสิ่งที่มีผลกระทบถึงกันไม่มากก็น้อย
คือหัวขบวนพรรคประชาธิปัตย์อย่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กำลัง
เผชิญมรสุมรอบด้านจนแทบโงหัวไม่ขึ้นทั้งคดีสลายม็อบ 99 ศพ
การเกณฑ์ทหาร
ล่าสุดยังต้องมาเจอกับอาวุธหนักที่ดีเอสไอปล่อยออกมา กรณี
อนุมัติรวบสัญญาก่อสร้างโรงพักทดแทน 396 แห่งทั่วประเทศ
ที่ไม่ไหวจะเคลียร์
จากสภาพการณ์ดังกล่าวทำให้แยกแยะไม่ออกว่าระหว่าง
ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์กับนายอภิสิทธิ์
ใครอาการหนักกว่ากัน
รวมถึงการมีเงาร่างของนายอภิสิทธิ์ ออกเดินประกบช่วย
ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์หาเสียง ก็ไม่มีใครกล้าฟันธงว่าจะช่วยให้
สถานการณ์ที่เป็นฝ่ายตามหลังอยู่ กระเตื้องขึ้นมาหรือจะ
ยิ่งเลวร้ายไปจนถึงจุดที่ต้องมาโทษกันภายหลัง
ว่าสาเหตุที่คะแนนนิยมตกเป็นฝ่ายตามหลังสองโค้งแรกนั้น
เพราะม.ร.ว.สุขุมพันธุ์คือสินค้าค้างสต๊อกที่ขายไม่ออก หรือ
ว่าเพราะในสงครามเลือกตั้งที่ต่อสู้เอาชนะกันด้วยนโยบาย
พรรคประชาธิปัตย์ยังติดอาวุธไม่ มากพอ
http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROd2Iyd3dNakV3TURJMU5nPT0=§ionid=TURNd05BPT0=&day=TWpBeE15MHdNaTB4TUE9PQ==
ปชป. ติดอาวุธและ ยิงแล้วด้วยกระสุนนัดนี้จะทำลาย คู่ต่อสู้ได้ระดับไหน ?
จัดมาแล้วอีกชุด พงศพัศ ไม่ได้เป็น ผู้ว่า กทม. แน่นอน....
"ร้องกองปราบฯ ตรวจใบขับขี่ 'พงศพัศ' ขับรถเมล์หาเสียง
http://www.naewna.com/politic/40877
http://pantip.com/topic/30130462
อ่านแล้วก็วิจารณ์กันไปได้เลย......
แก่กะโหลกกะลาได้แต่แปะนะคะ....ไม่กล้าวิจารณ์ค่ะ
พท.ไร้รอยต่อ ปชป.ไร้อาวุธ? ...... วิเคราะห์การเมือง ...ข่าวสดออนไลน์ ....มีคำตอบด้วยค่ะ ...ต้องอ่าน
กรุงเทพมหานครในช่วงเข้าสู่ "โค้งที่สอง" ของการหาเสียง
ผลยังเป็นเหมือนช่วงโค้งแรก
นั่นคือพล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ ผู้สมัครเบอร์ 9 จากพรรคเพื่อไทย ยังคง
ครองคะแนนนิยมเหนือกว่าม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้สมัครเบอร์ 16
พรรคประชาธิปัตย์ อย่างต่อเนื่อง
จนทำให้พรรคการเมืองต้นสังกัดของฝ่ายที่ตกเป็นรอง เริ่มออกอาการกระฟัด
กระเฟียดไม่พอใจสถาบันที่จัดทำโพลสำรวจดังกล่าว
"ปาก"บอกไม่หวั่นไหว
แต่อีกด้านกลับมีความพยายามกล่าวหา โพลบางสำนักว่ามีความเอนเอียง
ชี้นำเข้าข้างรัฐบาลเนื่องจากมีผลประโยชน์ทับซ้อนกันอยู่
ข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่มีใครรู้จริงเท็จ
แต่ข้อน่าสังเกตก็คือไม่ใช่โพลซึ่งถูกกล่าวหาว่าใกล้ชิดรัฐบาลเท่านั้น
โพลบางสำนักซึ่งเคยถูกกล่าวหาว่าไม่ค่อยเป็นมิตรกับรัฐบาล ก็ยัง
สำรวจได้ผลตรงกันคือ
พล.ต.อ.พงศพัศเป็นฝ่ายนำ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์เป็นฝ่ายตาม
เมื่อวันที่ 3 ก.พ. สำนักวิจัยเอแบคโพลล์เปิดเผยผลสำรวจระบุ พล.ต.อ.พงศพัศ
ได้รับความนิยมอยู่ที่ร้อยละ 43.1 ส่วนม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ร้อยละ 33.1
ห่างกัน 10 จุด จากเดิม 4.2 จุดในช่วง โค้งแรก
ต่อมาวันที่ 6 ก.พ. โดยการสำรวจของ
กรุงเทพโพลล์ ระบุร้อยละ 35.2 เลือกพล.ต.อ.พงศพัศ ส่วนร้อยละ 28.3
เลือกม.ร.ว. สุขุมพันธุ์
ถัดจากนั้น 1 วัน เป็นคิว
สวนดุสิตโพล สำรวจพบร้อยละ 42.59 ระบุจะเลือกพล.ต.อ.พงศพัศ
ขณะที่ร้อยละ 34.31 เลือกม.ร.ว.สุขุมพันธุ์
ตามติดด้วยเอแบคโพลล์อีกครั้งว่า
คนกรุงร้อยละ 42.0 ตั้งใจจะไปเลือกพล.ต.อ.พงศพัศ และ
ร้อยละ 33.5 ตั้งใจจะเลือกม.ร.ว.สุขุมพันธุ์
จากผลโพลเหล่านี้ชี้ให้เห็นส่วนต่างที่แกว่งอยู่ระหว่าง 7-10 จุด
น่าสนใจว่าพรรคประชาธิปัตย์ยังมองว่าโพล"เอียง"อยู่หรือไม่
ในการสำรวจโพลช่วงโค้งแรก ส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปยัง
คะแนนนิยม "ตัวบุคคล" เป็นหลัก
แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงโค้งที่สอง หลังผู้สมัครแต่ละคนติดหมายเลขประจำตัว
ออกเดินหาเสียงป่าวประกาศแผนนโยบายการทำงานให้สาธารณชนได้
รับรู้รับทราบกันพอสมควร
โพลต่างๆ จึงได้เปลี่ยนประเด็นหันมาสำรวจความคิดเห็น และ
ความพึงพอใจต่อ "นโยบายเฉพาะด้าน" ของผู้สมัครแต่ละคน
ในลักษณะเจาะลึกลงไปจากนโยบายหลัก "ไร้รอยต่อ" กับ "รักษารอยต่อ"
ไม่ว่านโยบายแก้ไขปัญหาจราจร ปัญหาน้ำท่วม ยาเสพติด อาชญากรรม
ค่าครองชีพ ที่อยู่อาศัย ราคาสินค้า สิ่งแวดล้อม ฯลฯ เป็นต้น
การต่อสู้ในโค้งที่สองจึงเป็นการต่อสู้กันด้วยเรื่องของการนำเสนอนโยบาย
เปลี่ยนไปจากช่วงโค้งแรกที่เป็นการต่อสู้กันด้วยเรื่องของภาพลักษณ์ตัว
บุคคลผู้สมัคร
ตรงจุดนี้เองที่พรรคเพื่อไทยมองทะลุได้มากกว่า
ภาพที่ปรากฏต่อสายตาคนกรุงเทพฯ คือ ภาพพล.ต.อ.พงศพัศลุยเดินหา
เสียงพบปะประชาชนตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ชูนโยบายไร้รอยต่อด้วยความ มาดมั่น
ไม่สนใจตอบโต้กลยุทธ์ "วิชามาร" ของฝ่ายตรงข้าม ไม่ว่าการตัดต่อ
ภาพทางเฟซบุ๊ก หรือการตั้งโต๊ะแถลงข่าวบิดเบือนใส่ร้ายกันอย่างมันปาก
น่าแปลกก็คือ
ยิ่งโดนโจมตีมากเท่าไหร่คะแนนนิยมในตัวพล.ต.อ.พงศพัศกลับยิ่งทะยาน
สูงขึ้นเท่านั้น สวนทางกับผู้สมัครคู่แข่งที่มีแนวโน้มนับวันยิ่งถดถอย
จากที่ใครต่อใครประเมินกันไว้ว่าศึกชิงเก้าอี้ ผู้ว่าฯ กทม.ครั้งนี้
จะเป็นการต่อสู้ที่มีลักษณะคู่คี่สูสีกันมากที่สุด แต่พอเอาเข้าจริง
การหาเสียงเพิ่งผ่านมาได้แค่ครึ่งทาง
ที่ว่าคู่คี่สูสี
มีแนวโน้มว่าไม่ใช่เช่นนั้นเสียแล้ว
น่าจับตาเป็นอย่างยิ่งว่าก่อนการเลือกตั้งจะเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้าย
พรรคประชาธิปัตย์ และม.ร.ว.สุขุมพันธุ์จะกวดตามพรรคเพื่อไทย
และพล.ต.อ.พงศพัศ
ทันท่วงทีหรือไม่
การงัดยุทธวิธีแบบกึ่งๆ วิชามารขึ้นมาถล่มคู่แข่ง คือเครื่องสะท้อน
ให้เห็นชัดเจนถึงอาการหวั่นไหวต่อผลสำรวจโพล
แม้ด้านหนึ่งจะมีเสียงชื่นชมต่อม.ร.ว.สุขุมพันธุ์อยู่บ้าง ว่าถึงจะรู้ตัวว่า
ตกเป็นรองแต่ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ก็ยังคงยืนหยัดแนวทางการหาเสียงใน
แบบฉบับของสุภาพบุรุษ
เน้นนำเสนอนโยบาย มากกว่าใส่ร้ายโจมตีคู่แข่ง
ความเป็นสุภาพบุรุษนี้เอง เชื่อกันว่าคือเครื่องประคับประคองคะแนนนิยม
ไม่ให้ไหลรูดทะราดไปมากกว่านี้
แต่ข้อน่ากังวลก็คือแนวทางต่อสู้ของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กลับแตกต่าง
จากแนวทางของพรรคต้นสังกัดโดยสิ้นเชิง
ในขณะที่ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์พยายามแจกแจงนโยบายและข้อดีของการเลือก
ผู้ว่าฯ กทม.เข้าไปถ่วงดุลอำนาจรัฐบาลให้ประชาชนเข้าใจ
แต่สิ่งที่ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์พยายามทำเพื่อให้ได้คะแนนนิยมตีตื้นขึ้นมา
หรืออย่างน้อยต้องไม่ให้ถูกทิ้งห่างไปมากกว่านี้ แล้วค่อยไปหาทาง
ลุ้นอีกเฮือกในช่วง โค้งท้าย
กลับถูกฉุดรั้งจากคนในพรรคเดียวกันไม่ว่าจะโดยนายศิริโชค โสภา
นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต หรือแม้กระทั่งนายวัชระ เพชรทอง
และสิ่งที่มีผลกระทบถึงกันไม่มากก็น้อย
คือหัวขบวนพรรคประชาธิปัตย์อย่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กำลัง
เผชิญมรสุมรอบด้านจนแทบโงหัวไม่ขึ้นทั้งคดีสลายม็อบ 99 ศพ
การเกณฑ์ทหาร
ล่าสุดยังต้องมาเจอกับอาวุธหนักที่ดีเอสไอปล่อยออกมา กรณี
อนุมัติรวบสัญญาก่อสร้างโรงพักทดแทน 396 แห่งทั่วประเทศ
ที่ไม่ไหวจะเคลียร์
จากสภาพการณ์ดังกล่าวทำให้แยกแยะไม่ออกว่าระหว่าง
ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์กับนายอภิสิทธิ์
ใครอาการหนักกว่ากัน
รวมถึงการมีเงาร่างของนายอภิสิทธิ์ ออกเดินประกบช่วย
ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์หาเสียง ก็ไม่มีใครกล้าฟันธงว่าจะช่วยให้
สถานการณ์ที่เป็นฝ่ายตามหลังอยู่ กระเตื้องขึ้นมาหรือจะ
ยิ่งเลวร้ายไปจนถึงจุดที่ต้องมาโทษกันภายหลัง
ว่าสาเหตุที่คะแนนนิยมตกเป็นฝ่ายตามหลังสองโค้งแรกนั้น
เพราะม.ร.ว.สุขุมพันธุ์คือสินค้าค้างสต๊อกที่ขายไม่ออก หรือ
ว่าเพราะในสงครามเลือกตั้งที่ต่อสู้เอาชนะกันด้วยนโยบาย
พรรคประชาธิปัตย์ยังติดอาวุธไม่ มากพอ
http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROd2Iyd3dNakV3TURJMU5nPT0=§ionid=TURNd05BPT0=&day=TWpBeE15MHdNaTB4TUE9PQ==
ปชป. ติดอาวุธและ ยิงแล้วด้วยกระสุนนัดนี้จะทำลาย คู่ต่อสู้ได้ระดับไหน ?
จัดมาแล้วอีกชุด พงศพัศ ไม่ได้เป็น ผู้ว่า กทม. แน่นอน....
"ร้องกองปราบฯ ตรวจใบขับขี่ 'พงศพัศ' ขับรถเมล์หาเสียง
http://www.naewna.com/politic/40877
http://pantip.com/topic/30130462
อ่านแล้วก็วิจารณ์กันไปได้เลย......
แก่กะโหลกกะลาได้แต่แปะนะคะ....ไม่กล้าวิจารณ์ค่ะ