ตั้งแต่วันแรกที่ปรากฏตัว
"เหล่าคนรักร่วมเพศ" ก็ถูกสังคมจ้องมองด้วยความวิตกกังวลมาโดยตลอด ผู้ชายรู้สึกถูกคุกคามด้วยคำว่า “ตุ๋ย” (ซึ่งถือเป็นคำศัพท์ใหม่ที่น่ากลัวมากในสมัยนั้น) ผู้หญิงชักหนักใจว่า กำลังเกิดอะไรขึ้นกับเพศตรงข้ามของตน แม้ทุกวันนี้คนรักร่วมเพศจะมีพื้นที่เป็นของตัวเองบ้างแล้ว แต่ทุกสายตายังคงไม่คลายความกังวล ผู้ชายเปลี่ยนมาหันเป็นฝ่ายหนักใจบ้างว่า คนสวยๆ ตรงหน้านี่มันหญิงแท้หรือเปล่า? ส่วนผู้หญิงเริ่มรู้สึกถูกคุกคามว่า “พวกแกเกิดมาเพื่อแย่งหนุ่มๆ ไปจากฉันใช่ไหม? ใช่ไหม!!”
ทุกวันนี้ความเท่าเทียมกันยังเป็นเพียงภาพลวงตา ภาพรวมของสังคมยังไม่ได้หันมาให้ความสำคัญใดๆ กับการส่งเสริมหรือสร้างค่านิยมที่จะแสดงการยอมรับ ทั้งในแง่สิทธิตามกฎหมายและทัศนคติที่พวกเราชายหญิงมีต่อพวกเขา
‘เมื่อวานเจ๊ทานอะไร?’ ผลงานของ ฟูมิ โยชินากะ เป็นการ์ตูนที่มีตัวเอกเป็นเกย์
ชิโร่ เป็นหนุ่มใหญ่วัย 43 ที่มีเบื้องหน้าเป็นทนายมาดแมน ทว่าเบื้องหลังเป็นเกย์ที่อาศัยอยู่กินกับ
เคนจิ เกย์อีกคนที่เป็นช่างตัดผม ในการ์ตูน ชิโร่เป็นเสมือนตัวแทนของเกย์ที่ปกปิดตัวตนต่อสาธารณะ ส่วนเคนจิเป็นอีกแบบที่เลืกจะเปิดเผยอย่างชัดเจน แต่หากได้ลองอ่านจะพบว่าไม่ว่าจะแบบไหนทั้งสองคนก็ถูกสังคมเล่นงานพอๆ กัน
ในที่นี้หมายถึง “สาหัสพอๆ กัน”
ความสาหัสที่ว่า เกิดขึ้นเมื่อต้องเผชิญหน้ากับค่านิยมของสังคม ในส่วนของชิโร่ เมื่อเขาถูกที่บ้านจับได้ - ทุกอย่างก็เริ่มเลวร้าย แม่ของเขานั้นหัวเก่าเกินกว่าจะเข้าใจ ที่หนักยิ่งกว่าคือท่านพยายามทำทีท่าว่าเข้าใจ มีฉากหนึ่งที่ชิโร่กลับไปเยี่ยมพ่อแม่ แล้วแม่พยายามปลอบเขาว่า “ไม่ว่าจะเป็นเกย์หรือฆาตกร แม่ก็พร้อมจะยอมรับตัวตนของลูกเสมอ” แทนที่จะฟังแล้วอุ่นใจ ชิโร่กลับรู้สึกเหมือนเพิ่งได้ยินแม่เปรียบการที่เขาเป็นเกย์ว่า เลวร้ายพอๆ กับเป็นฆาตกร
เวลาที่อยู่นอกบ้านก็สาหัสไม่ต่างกัน ชิโร่ยังคงต้องคอยระวังตัวตลอดเวลา จนมีบ่อยครั้งที่เขาต้องคิ้วขมวดนั่งคิดทบทวนว่า ‘พฤติกรรมที่เพิ่งแสดงออกไป มันจะทำให้ใครจับได้ว่าเขาเป็นเกย์หรือเปล่า’ ซึ่งการพยายามปกปิดนี้เองที่ส่งผลกระทบไปถึงเคนจิ ในบทหนึ่งที่เคนจิไปเล่าเรื่องแฟนหนุ่มคนเก่งของตนให้ลูกค้าฟังอย่างภาคภูมิใจ ภายหลังเมื่อลูกค้าคนนั้นมาทักชิโร่ เคนจิจึงถูกต่อว่าอย่างรุนแรง เคนจิถึงกับร้องไห้และโอดครวญว่า “ทีผู้จัดการร้านเขายังคุยเรื่องลูกเมียเขาให้ลูกค้าฟังได้เลย ทำไมถึงมีแต่ฉันที่พูดถึงคนที่อยู่ด้วยกันให้ใครฟังไม่ได้?”
หากลองคิดให้ดี พวกเรา(ชาย/หญิง)โตมากับค่านิยมในการพูดถึงความรักที่แปลกประหลาด คือ ถ้าเล่าเรื่องดีจะมีคนดีใจด้วย(ยังรักกันดีอยู่ พ่อแม่ก็ดีใจ) เล่าเรื่องร้ายจะมีคนคอยปลอบ(อกหักเหรอ? โอ๋ๆ ไม่เป็นไรนะ) และเล่าเรื่องที่ไปทำเลวๆ ไว้จะมีคนชื่นชมอย่างสนุกสนาน(อ่าว) จนชายหลายใจมักมีแนวคิดฝังหัวที่ว่า ต้องอัพเดทเรื่องบ้านเล็กให้เพื่อนฟังในวงเหล้า หญิงมากรักจะหันไประบายกับเพื่อนสนิทพอให้หายรู้สึกผิดแล้วก็ทำต่อไป (แรดแต่อยากสารภาพบาป?)
แต่ทำไมเกย์ที่รักเดียวใจเดียวกลับต้องปกปิดเรื่องรักของตนไว้ ราวกับเพิ่งไปวางเพลิงบ้านใครมาอย่างนี้?
ใครเป็นคนกำหนดค่านิยมพวกนี้? ใคร? ทำไมใจร้ายจัง?
ในขณะที่ในส่วนของกฎหมายเอง ในบ้านเรา แค่การที่รัฐไม่อนุญาตให้คนรักร่วมเพศจดทะเบียนสมรส ก็ทำให้พวกเขาต้องสูญเสียสิทธิประโยชน์มากมายในฐานะพลเมืองผู้เสียภาษีแล้ว (Search ใน YouTube ด้วยคำว่า “The Right to Same-Sex Marriage” เพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเด็นนี้)
เมื่อได้เห็นตัวละครต้องใช้ชีวิตโดยถูกเพ่งเล็งตลอดเวลา คนอ่านจะได้เห็นภาพที่ชัดเจนว่า
“ไม่ว่าพวกเราจะรู้จักพวกเขามานานแค่ไหน แต่ทุกวันนี้เรายังทำให้คนรักร่วมเพศ ‘อยู่ยาก’ มาโดยตลอด”
(มีต่อ - ความเห็นที่ 2)
[ อ่านการ์ตูนเจอ ] เมื่อวานเจ๊ทานอะไร? (รีวิว) เพศที่ถูกจับตามอง
ทุกวันนี้ความเท่าเทียมกันยังเป็นเพียงภาพลวงตา ภาพรวมของสังคมยังไม่ได้หันมาให้ความสำคัญใดๆ กับการส่งเสริมหรือสร้างค่านิยมที่จะแสดงการยอมรับ ทั้งในแง่สิทธิตามกฎหมายและทัศนคติที่พวกเราชายหญิงมีต่อพวกเขา
‘เมื่อวานเจ๊ทานอะไร?’ ผลงานของ ฟูมิ โยชินากะ เป็นการ์ตูนที่มีตัวเอกเป็นเกย์ ชิโร่ เป็นหนุ่มใหญ่วัย 43 ที่มีเบื้องหน้าเป็นทนายมาดแมน ทว่าเบื้องหลังเป็นเกย์ที่อาศัยอยู่กินกับ เคนจิ เกย์อีกคนที่เป็นช่างตัดผม ในการ์ตูน ชิโร่เป็นเสมือนตัวแทนของเกย์ที่ปกปิดตัวตนต่อสาธารณะ ส่วนเคนจิเป็นอีกแบบที่เลืกจะเปิดเผยอย่างชัดเจน แต่หากได้ลองอ่านจะพบว่าไม่ว่าจะแบบไหนทั้งสองคนก็ถูกสังคมเล่นงานพอๆ กัน
ในที่นี้หมายถึง “สาหัสพอๆ กัน”
ความสาหัสที่ว่า เกิดขึ้นเมื่อต้องเผชิญหน้ากับค่านิยมของสังคม ในส่วนของชิโร่ เมื่อเขาถูกที่บ้านจับได้ - ทุกอย่างก็เริ่มเลวร้าย แม่ของเขานั้นหัวเก่าเกินกว่าจะเข้าใจ ที่หนักยิ่งกว่าคือท่านพยายามทำทีท่าว่าเข้าใจ มีฉากหนึ่งที่ชิโร่กลับไปเยี่ยมพ่อแม่ แล้วแม่พยายามปลอบเขาว่า “ไม่ว่าจะเป็นเกย์หรือฆาตกร แม่ก็พร้อมจะยอมรับตัวตนของลูกเสมอ” แทนที่จะฟังแล้วอุ่นใจ ชิโร่กลับรู้สึกเหมือนเพิ่งได้ยินแม่เปรียบการที่เขาเป็นเกย์ว่า เลวร้ายพอๆ กับเป็นฆาตกร
เวลาที่อยู่นอกบ้านก็สาหัสไม่ต่างกัน ชิโร่ยังคงต้องคอยระวังตัวตลอดเวลา จนมีบ่อยครั้งที่เขาต้องคิ้วขมวดนั่งคิดทบทวนว่า ‘พฤติกรรมที่เพิ่งแสดงออกไป มันจะทำให้ใครจับได้ว่าเขาเป็นเกย์หรือเปล่า’ ซึ่งการพยายามปกปิดนี้เองที่ส่งผลกระทบไปถึงเคนจิ ในบทหนึ่งที่เคนจิไปเล่าเรื่องแฟนหนุ่มคนเก่งของตนให้ลูกค้าฟังอย่างภาคภูมิใจ ภายหลังเมื่อลูกค้าคนนั้นมาทักชิโร่ เคนจิจึงถูกต่อว่าอย่างรุนแรง เคนจิถึงกับร้องไห้และโอดครวญว่า “ทีผู้จัดการร้านเขายังคุยเรื่องลูกเมียเขาให้ลูกค้าฟังได้เลย ทำไมถึงมีแต่ฉันที่พูดถึงคนที่อยู่ด้วยกันให้ใครฟังไม่ได้?”
หากลองคิดให้ดี พวกเรา(ชาย/หญิง)โตมากับค่านิยมในการพูดถึงความรักที่แปลกประหลาด คือ ถ้าเล่าเรื่องดีจะมีคนดีใจด้วย(ยังรักกันดีอยู่ พ่อแม่ก็ดีใจ) เล่าเรื่องร้ายจะมีคนคอยปลอบ(อกหักเหรอ? โอ๋ๆ ไม่เป็นไรนะ) และเล่าเรื่องที่ไปทำเลวๆ ไว้จะมีคนชื่นชมอย่างสนุกสนาน(อ่าว) จนชายหลายใจมักมีแนวคิดฝังหัวที่ว่า ต้องอัพเดทเรื่องบ้านเล็กให้เพื่อนฟังในวงเหล้า หญิงมากรักจะหันไประบายกับเพื่อนสนิทพอให้หายรู้สึกผิดแล้วก็ทำต่อไป (แรดแต่อยากสารภาพบาป?)
แต่ทำไมเกย์ที่รักเดียวใจเดียวกลับต้องปกปิดเรื่องรักของตนไว้ ราวกับเพิ่งไปวางเพลิงบ้านใครมาอย่างนี้?
ใครเป็นคนกำหนดค่านิยมพวกนี้? ใคร? ทำไมใจร้ายจัง?
ในขณะที่ในส่วนของกฎหมายเอง ในบ้านเรา แค่การที่รัฐไม่อนุญาตให้คนรักร่วมเพศจดทะเบียนสมรส ก็ทำให้พวกเขาต้องสูญเสียสิทธิประโยชน์มากมายในฐานะพลเมืองผู้เสียภาษีแล้ว (Search ใน YouTube ด้วยคำว่า “The Right to Same-Sex Marriage” เพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเด็นนี้)
เมื่อได้เห็นตัวละครต้องใช้ชีวิตโดยถูกเพ่งเล็งตลอดเวลา คนอ่านจะได้เห็นภาพที่ชัดเจนว่า
“ไม่ว่าพวกเราจะรู้จักพวกเขามานานแค่ไหน แต่ทุกวันนี้เรายังทำให้คนรักร่วมเพศ ‘อยู่ยาก’ มาโดยตลอด”
(มีต่อ - ความเห็นที่ 2)