กลุ้มใจเรื่องการตัดสินสินใจการทำงาน ระหว่างทำอยู่ที่เดิม กับ การสมัครงานที่ใหม่

ก่อนอื่นต้องขอกล่าวเรื่องราวก่อนสักนิดนึงนะค่ะ
ดิฉันทำงานเกี่ยวกับการขายกลุ่มวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างให้กับ โครงการก่อสร้างต่างๆ มีทั้งการดิวกับกลุ่มของสถาปนิก ผู้รับเหมา และกลุ่มเจ้าของโครงการโดยตรง โดยบริษัทที่ทำงานอยู่นี้ เป็นบริษัทที่ใหญ่ในระดับปานกลาง ระบบการบริหารเป็นแบบเจ้าของตัดสินใจเอง
ก่อนหน้านี้ เข้าทำงานที่นี้ โดยไม่มีประสบการณ์การเป็นเซล และไม่มีรถ แต่เนื่องจากที่นี่พนักงานเข้าออกบ่อย เลยได้เป็นโอกาสที่เริ่มเข้าการทำงานเป็นเซลครั้งแรก โดยขายผลิตภัณฑ์วิ่งเข้าไซด์งานต่างๆ โดยที่ไม่มีรถยนต์ อยู่ 8 เดือนแรก ซึ่งเป็นอะไรที่ทรมานมาก และระบบที่บริษัทนี้ เป็นระบบ ที่บริหารอย่างไม่เป็นระบบ มีการเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอยู่เรื่อยๆ คนสอนงาน ไม่มี เราต้องเรียนรู้ด้วยตนเอง และ ทำเองทั้งหมด ตั้งแต่การ เตรียมเอกสารหาลูกค้าเอง ทำใบเสนอราคาเอง ได้แบบมาต้องแกะแบบเอง ประเมินราคาเอง(โดยให้ผู้จัดการส่วนตรวจสอบ) พอได้PO มาต้องวางบิลเอง รับมัดจำรับเช็คเอง
รวมถึงการต้องเข้าควบคุมช่างกับกับการส่งของด้วยในบางกรณี ซึ่งทำให้ค่อนข้างท้อใจมาก งานโครงการที่ทำอยู่ปีแรกจะไม่ค่อยเห็นผลเท่าไร เพราะต้องดิวตั้งแต่ผู้ออกแบบ รอ ลงเสาเข็ม รอก่อฉาบโครงสร้างหลัก
ซึ่งระยะเวลาการก่อสร้าง ตึกๆนึงใช้เวลา 3-8 เดือน (หากเข้ากับผู้รับเหมา)  8-24เดือนหากเข้ากับผู้ออกแบบ มันเป็นอะไรที่ช้ามากกว่าจะได้เงินค่าคอม แต่ละงวดๆ แต่ถ้าได้ก็ได้หลัก  1-2% ของมูลค่างาน (ค่อนข้างเยอะถ้าเทียบหลายๆบริษัท) เพราะงานโครงการมูลค่าค่อนข้างจะเยอะอยู่ ล้านอัพ แต่กว่าจะเข้าถึง กว่าจะนำเสนอ กว่าจะได้ PO ของลุกค้ามาแต่ละPO ช่างยากเย็นนัก  มันจะไม่เท่าไร
หากบริษัททีมงานช่างติดตั้งดี แต่นี่ติดตั้งมีปัญหา ลูกค้าโทรมาว่าตอน 3 - 4 ทุ่ม แล้วบริษัทแก้ไขอะไรไม่ได้ เราได้แต่รับฟังคำต่อว่า เครียดตรงที่ไม่สามารถทำอะไรและแก้ไขได้ตามลำพัง รอการแก้ไขก็แก้ไขไม่ได้ สรุป งานต้องรื้อกลับบ้าง ลดราคาให้ลูกค้าบ้าง งานเสียหาย มันจุกและแทงตัวเองจนเจ็บ เพราะทุกอย่าง เซลจะต้องเป็นฝ่ายรับไว้ด่านหน้าทั้งหมด นั้นคือกรณีที่ 1

กรณีที่สอง  ดิฉันได้รับความช่วยเหลือจากผู้ออกแบบให้นำเสนอผลิตภัณฑ์ในโครงการใหญ่ มูลค่าผลิตภัณฑ์ของบริษัทประมาณ60 ล้าน ในฐานะที่เป็นเด็กใหม่ก็อยากสร้าง reference เป็นของตัวเอง เลยทุ่มเทกับงานนี้มาก กลับดึก ถอนแบบประมาณราคาเอง เราเป็นเด็ก แต่เราต้องมากนั้ง estimate เองปวดหัวมาก แต่ก็ต้องทำ ขอมูลเราต้องดำเนินการเองทั้งหมด ประสานเองศึกษาเอง โดยที่ไม่รู้ว่าผิดหรือถูก สุดท้าย งานที่ใช้เวลาทุ่มทั้งเดือน ก็หลุดไป เพราะความที่ผลิตภัณฑ์เราไม่สามารถเข้าถึงได้  เราก็คิด ทำไมเราต้องมานั้นหาวิจัยเอง ว่าผลิตภัณฑ์เราไปไม่ได้ ทำไมไม่มีต้องให้เรามานั้งทดลองวิจัยหาเองจนรู้ข้อจำกัดของผลิตภัณฑ์ เอง นั้นคือกรณีที่สอง

ทุกท่านคงตั้งคำถามว่า
- ทำไมไม่เอาปัญหาเหล่านี้เข้าประชุมเพื่อหาทางแก้ไข  
คำตอบ   หัวหน้าฝ่ายโครงการที่รับเข้ามายังใหม่ไม่รู้หน้าที่งานที่แน่ชัด ปรึกษาไป บอกปัญหาอะไรไป ไม่สามารถช่วยและแก้ไขอะไรได้เลย และหัวหน้าที่ดูแลคนเก่า พอมีผจก คนใหม่เข้ามาก็เรียกได้ว่า พยายามไม่สนใจเพราะเราไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมเค้าแล้ว และเราเป็นเด็กจะเดินเข้าหาบอสเอง เพื่อรายงานผลของปัญหา เรียกได้ว่าเป็นอะไรที่ข้ามหน้าข้ามตา และคิดว่า เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ แต่สุดท้ายมันก็ลงเอยเช่นนี้

ซึ่งอะไรๆก้ไม่ปวดใจเท่า งานที่ดิวมามีการรื้อ  และไม่ได้ค่าคอม งานที่ดิวมามีปัญหาการติดตั้ง เก็บเงินเก็นดิว แล้วก็ไม่ได้ค่าคอม

เงินไม่ใช่สิ่งสำคัญ แต่เป็นปัจจัยในทุกส่วนของชีวิต  การลงทุนลงแรงกว่าชาวบ้านหาคอนเน็กชั่นตั้งแต่ไม่มีรถ เดินตากแดด ร้อนๆเข้าหาลุกค้า และก่อนเข้าพบลูกค้า ต้องปรับสภาพอารณ์ตัวเองให้พร้อมกับการเข้าหาลูกค้า เป็นอะไรที่เหนื่อยสุดๆ แล้วไม่ได้ผลตอบแทนกลับมา ซึ่งท้อใจมากและไม่อยากทำงานที่นี่ แล้วจะไปหางานใหม่  แต่การจะเป็น เซลการมีรถคือโอกาสในการหาเงิน เลยต้องหารถสักคัน

ฐานเงินเดือนตอนแรกที่เข้ามา คือ หมื่นต้นๆไม่ถึงหมื่นห้า ค่าเดินทางไม่เกิน 5400 ต่อเดือน ค่าโทรศัพท์  รายได้ตอนช่วงก่อนขอเครดิต รวมทั้งหมดอยู่ที่ 18000 ต่อเดือน
มือหนึ่งไม่สามารถซื้อได้ ไม่สามารถใช้สิทธิ์รถคันแรกได้เนื่องจากไม่มีผู้ค้ำ หามือสองเอา ได้city ZX มาในราคา 360000 ดาวน์ 40000

เกือบสองเดือนในการหารถยนต์ ได้รถแล้ว เอาละค่ะ ดิฉันก็จะเริ่มลั้นลาหาที่ใหม่เพราะค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น อยู่แบบนี้ต่อไปคงไม่ไหว

มีพี่ที่ออฟฟิตที่ร่วมชะตากรรมเดียวกันลาออกไป (ฝ่ายโครงการมี 4 คน ดิฉันกับพี่คนนั้นเป็นเมนหลัก)

ลูกค้าก็เริ่มหายเพราะงานที่ดิวเป็นงานที่ใช้คอนเนกชั่น บอสเริ่มหันเข้ามาสนใจถึงปัญหานี้

เรียกผู้จัดการที่ผ่านโปรและเริ่มรู้งานมากขึ้นมาคุยเรื่องเกี่ยวกับตัวดิฉันว่า  หากดิฉันจะลาออกจะมีเหตุผลอะไรบ้างที่ดิฉันจะลาออกจากที่นี่

ผจก  ตอบ เรื่องภาระค่าใช้จ่าย ทางบ้าน ส่วนตัว และค่าผ่อนรถ

ซึ่งทางบอสก็ตอบจะพิจารณาเรื่องนี้ให้ดิฉันเพิ่มเติม  ก็ไม่เท่าไร ดิฉันก็มุ่งหน้าหางานใหม่บ้างแล้ว มีการคุย อยากเปลี่ยนสายงานไปดีเทลยา ก็ไปสมัครสัมพาต 3 รอบไม่ผ่านเพราะไม่รับผู้ไม่มีประสบการณ์ และได้สัมพาตในกลุ่มผลิตภัณฑ์สายพวกประตูหน้าต่าง
ซึ่ง.....รอการพิจารณาอยู่

ขณะเดียวกัน ตามที่ได้บอกว่าบอสเริ่มใส่ใจถึงปัญหา ได้ให้ดิฉันดูผลิตภัณฑ์ใหม่เพิ่มเติม แต่ครั้งนี้ บอสเข้ามาสอนงานด้วยตัวเอง พาไปดูโรงงาน และพาเข้าพบกับกลุ่มลูกค้าระดับtop เหมือนกับทางบอสกำลังผลักดันดิฉันอยู่ ซึ่งเห้นได้อย่างชัดเจนมากก

ซึ่ง...ใจหนึ่งดีใจ ที่เค้าเห็นความสำคัญในตัวเรา แต่บอสก็ได้ให้โจทย์ที่ค่อนข้างยากมากสำหรับเด็กที่ประสบการณ์ขาย 1 ปี แบบงงๆงมๆเองคือ
ผลิตภัณฑ์นี้ ต้องเจาะกับกลุ่มลูกค้า ที่เป็นเจ้าของ(เพราะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใหม่มาก ต้องให้เจ้าของตัดสินใจเท่านั้น) และเจ้าของที่ว่านี่จะต้องเป็นในกลุ่มคอนโด (เพราะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในงานอาคารสูง)

ความเป้นไปได้ของProductมองในมุมมองของดิฉันคือเป็นไปได้ เพราะที่ดูไบเค้ามีการมำมาแล้ว แต่การจะเปลี่ยนให้คนไทยยอมรับและหันมาใช้นั้น ช่างเป็นเรื่องที่น่าท้าท้าย  แต่ทว่า.........ชั้นจะต้องเหนื่อยกับที่นี่มาก และการจะเข้าถึงกลุ่มเจ้าของเป้นอะไรที่เรียกได้ว่า  ยากสุดๆ เพราะมันเป็นเรื่องที่ยากมากๆ  แต่บอสบอกจะช่วยดูและผลักดันให้ ซึ่งกำลังเริ่มคุยกับกลุ่มผู้บริหารของโครงการๆหนึ่ง

หากว่ามันสำเร็จ จะเป็นอะไรที่เปลี่ยนมาก  แต่มันก็จะเหนื่อยกับตัวดิฉันมากเช่นเดียวกัน
แต่ถ้าหากว่าเริ่มต้นใหม่ เป็นเซลดีลเลอร์ ธรรมดาๆ  ก็มีเงินเดือน ตายตัว วิ่งหาตามร้านค้าซื้อมาขายไปจบ โดยที่ไม่ต้องปวดหัว ไม่ต้องร่วมวิจัยพัฒนา หาลูกค้ารายใหญ่ จะทำยังไงดีค่ะ  กลุ้มใจ ใจนึงคิด ทำไมบอสพึ่งมาใส่ใจตอนที่หนูกำลังหมดไฟกับที่นี่มันสายไปกับการเริ่มต้นใหม่ ใจนึงคิด ลองดูอีกสักครั้งจะเป็นไรไป  ยังไงดีค่ะ แล้วก็เตรียมตัวเรื่องการลาออกแล้วด้วย เหลือบริษัทที่ไปสมัครตอบตกลง ก็โอเค

รบกวนด้วยนะค่ะ ขอบคุณที่เสียสละเวลาอ่าน

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่