นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อ้างว่า ข้อเสนอจากกระทรวงการคลังเกี่ยวกับการควบรวมธนาคารเอสเอ็มอีกับธนาคารออมสินนั้น เป็นข้อเสนอของเวิลด์แบงก์ จึงต้องรับไปดูและศึกษาก่อนจะตัดสินใจอีกครั้ง
ผสมโรงไปกับคำพูดของนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
วิธีการอ้างอย่างนี้ จะเป็น “ไวท์ลาย” หรือ “โกหกสีขาว” อีกหรือไม่?
พูดวามจริงเพียงครึ่งเดียว ใช่หรือไม่?
เพราะปัญหาหนี้เน่าของธนาคารเอสเอ็มอี ก็เช่นเดียวกับภาระหนี้สินจากโครงการรับจำนำข้าวที่ปัญหาไปตกอยู่กับ ธกส. อันเป็นผลมาจากการใช้นโยบายประชานิยมของรัฐบาลทุนนิยมสามานย์
1) กรณีเอสเอ็มอีแบงก์ มีหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) กว่า 40,000 ล้านบาท ซึ่งต้องมีการตั้งสำรองตามเกณฑ์แบงก์ชาติเนื่องจากผิดนัดชำระเกิน 3 เดือน
แม้พยายามจะอ้างว่าหนี้ส่วนนี้ไม่ได้หมายความว่าเป็นหนี้เสีย 100% หรือสูญหายไปทั้งหมด
แต่นี่คือสัญญาณอันตรายที่เกิดขึ้นแล้ว และอาจจะมองได้เช่นกันว่า เดือนต่อๆ ไป จะมียอดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้จะขยายเพิ่มขึ้นอีก ตามจำนวนสินเชื่อที่ผิดนัดชำระในเดือนต่อๆ ไป อีกหรือไม่?
ที่สำคัญ ข่าวเชิงลึกระบุว่า หนี้เน่าที่เกิดขึ้นนั้น ส่วนใหญ่เป็นการปล่อยกู้ตามนโยบายประชานิยมของรัฐบาล แถมบางส่วนมีนักการเมืองฝากมา หรือพวกใกล้ชิดบอร์ด
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ และรัฐมนตรีคลัง ยอมรับเองว่า เอสเอ็มอีแบงก์มีปัญหาที่ต้องเร่งแก้ไขหลายเรื่อง โดยเฉพาะหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ที่มีจำนวนมาก และความไม่โปร่งใสในการอนุมัติสินเชื่อ
2) ความพยายามที่จะเอาหนี้เน่าเข้าไปซุกใต้ฐานเงินทุนของธนาคารออมสิน ก็ไม่ต่างกับการพยายามจะปล่อยน้ำเสียลงไปในแม่น้ำสายใหญ่
หวังเพียงแค่ว่า จะปัดสวะ ปัดภาระพ้นๆ ไปจากสายตา
ไม่ใช่การบำบัดน้ำเสีย หรือบำบัดหนี้เสียให้กลับกลายเป็นหนี้ดี
หวังเพียงภาพลักษณ์ของการตบแต่งบัญชี ที่ว่ายอดหนี้เน่าทั้งหลาย เมื่อซุกเข้าไปกองเดียวกับธนาคารออมสินซึ่งมียอดสินเชื่อและเงินทุนขนาดมหึมาแล้ว สัดส่วนอาจจะดูน่าเกลียดน้อยลง
ทว่าไม่คำนึงถึงผลกระทบและความเสียหายของแผ่นดินอย่างแท้จริง เพราะหนี้เน่าก็จะมากขึ้นด้วยจงใจที่จะเน่า แถมธนาคารออมสินซึ่งมีเงินฝากจากประชาชนทั่วประเทศก็จะเสียความน่าเชื่อถือ และรับภาระอันเป็นผลจากนโยบายประชานิยมของรัฐบาลทุนสามานย์ไปเต็มๆ
3) การที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ โดยนายกฯ และรัฐมนตรีคลัง พยายามออกมาอ้างเพียงว่าเป็นข้อเสนอของเวิร์ลแบงก์ จึงเป็นการกระทำที่ตัดตอนความจริง ปัดสวะให้พ้นตัว
ตราบใดที่รัฐบาลยังพยายามถลุงเงินแผ่นดินไปกับนโยบายประชานิยมทั้งหลาย เพียงเพื่อแลกกับคะแนนนิยมทางการเมืองของตนเอง โดยใช้สถาบันการเงินของรัฐเป็นเครื่องมือต่อไปเรื่อยๆ ปัญหาลักษณะนี้ก็จะทบทวี พอกพูน และหนักหนาสาหัส จนเกินกว่าที่คนอย่างนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง จะรับผิดชอบต่อระบบเศรษฐกิจการเงินการคลังของประเทศชาติที่ค่อยๆ พังทลายลงไป
4) ข้อที่สะท้อนว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์ไม่จริงใจกับการแก้ปัญหา ก็เพราะมีกรณีอื่นๆ ที่เวิลด์แบงก์ตั้งข้อสังเกต เสนอแนะ โดยชี้ว่าจะเป็นอันตรายต่อเศรษฐกิจของประเทศไทย หากรัฐบาลยังหลับหูหลับตาเดินหน้าต่อไปตามเดิม แต่รัฐบาลชุดนี้กลับไม่สนใจใยดี ไม่สมอ้างรับลูกเวิลด์แบงก์มาแบบนี้เลยแม้แต่น้อย
นั่นคือ นโยบายรับจำนำข้าว
เวิลด์แบงก์ประเมินว่า รัฐบาลไทยกำลังเสี่ยงขาดทุนจากการดำเนินนโยบายรับจำนำข้าว ปีละกว่า 150,000 ล้านบาท!
ดร.กิริฎา เภาพิจิตร นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารโลก เปิดเผยรายงาน "ตามติดเศรษฐกิจไทย" ระบุว่า
“การใช้จ่ายที่นำไปใช้ในโครงการของรัฐหลายเรื่อง รวมถึงโครงการรับจำนำข้าว ที่ดำเนินโครงการผ่านสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ จะทำให้อนาคตส่งผลต่องบการเงินของสถาบันการเงินกลุ่มนี้ได้ ขณะเดียวกันจะเป็นหนี้สาธารณะซ่อนเร้นของรัฐ ซึ่งท้ายที่สุดรัฐบาลต้องเข้ามารับภาระหนี้ดังกล่าวจนส่งผลต่อฐานะการคลังโดยภาพรวมได้”
ธนาคารโลกระบุด้วยว่า รัฐบาลไทยจะต้องใช้งบประมาณ 450,000 ล้านบาท หรือราว 3.8% ของจีดีพี สำหรับฤดูกาลเก็บเกี่ยวปี 2555-2556
“เนื่องจากการรับจำนำข้าวอาจเพิ่มขึ้นเป็น 25 ล้านตัน เพราะฉะนั้น ค่าใช้จ่ายก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย แต่รายรับก็ต้องขึ้นอยู่กับราคาข้าวในตลาดโลก และปริมาณข้าวที่ไทยสามารถปล่อยออกไปขายได้ด้วย ในส่วนนี้ธนาคารโลกประมาณการไว้ว่า ถ้าไทยสามารถขายข้าวที่มีอยู่ในคลังสินค้า ทั้งหมด 25 ล้านตันที่จะจำนำได้ในปีหน้า น่าจะทำให้การขาดทุนอยู่ที่ประมาณ 1% ของจีดีพี”
ปรากฏว่า ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้วยิ่งตอกย้ำถึงความเสียหายของนโยบายว่ามีแต่จะบานปลาย ไม่มีที่สิ้นสุด การระบายข้าวมีปัญหา การส่งออกมีปัญหา ไม่เป็นไปตามเป้า มีทั้งการทุจริตโกงกิน จีทูเจี๊ยะ เงินที่รัฐได้กลับมาจากการระบายข้าวไม่เป็นไปตามแผนที่กระทรวงพาณิชย์เคยคุยโวไว้
กระทรวงการคลังเริ่มร้อนๆ หนาวๆ ถึงกับทำหนังสือทวงเงินจากกระทรวงพาณิชย์
ออกตัวดังเอี๊ยดดดดด!
เป็นนัยว่าพยายามจะป้องกันตนเองมิให้ถูกเล่นงานฐานละเว้นจนก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงในอนาคต
ล่าสุด ธ.ก.ส.ก็ยังได้รับเงินมาเพียง 61,000 ล้านบาท จากที่กระทรวงพาณิชย์ตกลงไว้ว่าจะจ่ายคืนให้ก่อนสิ้นปี 2555 จำนวน 85,000 ล้านบาท
ที่สำคัญ เงินที่ได้มานั้น ก็เป็นการล้วงเอาเงินจากการขายสินค้าเกษตรตัวอื่น อาทิ มันสำปะหลัง มัดรวมมาคืนให้ ธกส.ไปก่อน โดยเป็นเงินที่ได้มาจากการระบายข้าวจริงๆ ราว 5 หมื่นล้านบาทเท่านั้น!
ถึงเพียงนี้แล้ว โครงการรับจำนำข้าวก็ยังพยายามดิ้นรนจะเงินกู้ ธกส.เพิ่มเติมอีก 70,000 ล้านบาท หวังทุเลาการระบายข้าวไม่ทัน แต่ปรากฏว่าเต็มกลืน หนี้ล้นคอหอย เบนเข็มจะไปเอาเงินจากการระบายสินค้าชนิดอื่นๆ มาถมโครงการจำนำข้าวลูกเดียว ไม่ว่าจะเป็นมันสำปะหลัง ยางพารา ฯลฯ
ทั้งหมดนี้ เพียงเพราะรัฐบาลยิ่งลักษณ์ไม่ยอมทบทวนปรับปรุงแก้ไขนโยบายรับจำนำข้าว ทั้งๆ ที่ ถูกแฉหมดเปลือกไปแล้วว่าผู้ได้รับผลประโยชน์แท้จริงจากโครงการ คือ โรงสี และนักธุรกิจผู้มีเส้นสายใกล้ชิดการเมือง
ทีโครงการแบบนี้ ไม่ยอมฟังข้อเสนอแนะเวิลด์แบงก์ หรือแม้แต่ทีดีอาร์ไอ ตลอดจนนักเศรษฐศาสตร์ทั้งหลาย ไม่เว้นแม้แต่พรรคพวกเดียวกันอย่าง ดร.โกร่ง
ทำให้ ธกส.สุ่มเสี่ยงที่จะตกเป็นเหยื่อทุนนิยมสามานย์ ไม่ต่างกับเอสเอ็มอีแบงก์ ในเร็ววัน
หรือนี่คือชะตากรรมของสถาบันการเงินของรัฐใต้ระบอบทักษิณ?
ที่มา:
http://www.naewna.com/politic/columnist/5256
ปล.เริ่มเห็นผล นโยบายประชานิยม ชัดเจนมากขึ้นแล้วนะครับ....เอิ๊ก ๆ ๆ
เอสเอ็มอีแบงก์-ออมสิน-ธกส. ชะตากรรมธนาคารของรัฐใต้ระบอบทักษิณ
ผสมโรงไปกับคำพูดของนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
วิธีการอ้างอย่างนี้ จะเป็น “ไวท์ลาย” หรือ “โกหกสีขาว” อีกหรือไม่?
พูดวามจริงเพียงครึ่งเดียว ใช่หรือไม่?
เพราะปัญหาหนี้เน่าของธนาคารเอสเอ็มอี ก็เช่นเดียวกับภาระหนี้สินจากโครงการรับจำนำข้าวที่ปัญหาไปตกอยู่กับ ธกส. อันเป็นผลมาจากการใช้นโยบายประชานิยมของรัฐบาลทุนนิยมสามานย์
1) กรณีเอสเอ็มอีแบงก์ มีหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) กว่า 40,000 ล้านบาท ซึ่งต้องมีการตั้งสำรองตามเกณฑ์แบงก์ชาติเนื่องจากผิดนัดชำระเกิน 3 เดือน
แม้พยายามจะอ้างว่าหนี้ส่วนนี้ไม่ได้หมายความว่าเป็นหนี้เสีย 100% หรือสูญหายไปทั้งหมด
แต่นี่คือสัญญาณอันตรายที่เกิดขึ้นแล้ว และอาจจะมองได้เช่นกันว่า เดือนต่อๆ ไป จะมียอดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้จะขยายเพิ่มขึ้นอีก ตามจำนวนสินเชื่อที่ผิดนัดชำระในเดือนต่อๆ ไป อีกหรือไม่?
ที่สำคัญ ข่าวเชิงลึกระบุว่า หนี้เน่าที่เกิดขึ้นนั้น ส่วนใหญ่เป็นการปล่อยกู้ตามนโยบายประชานิยมของรัฐบาล แถมบางส่วนมีนักการเมืองฝากมา หรือพวกใกล้ชิดบอร์ด
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ และรัฐมนตรีคลัง ยอมรับเองว่า เอสเอ็มอีแบงก์มีปัญหาที่ต้องเร่งแก้ไขหลายเรื่อง โดยเฉพาะหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ที่มีจำนวนมาก และความไม่โปร่งใสในการอนุมัติสินเชื่อ
2) ความพยายามที่จะเอาหนี้เน่าเข้าไปซุกใต้ฐานเงินทุนของธนาคารออมสิน ก็ไม่ต่างกับการพยายามจะปล่อยน้ำเสียลงไปในแม่น้ำสายใหญ่
หวังเพียงแค่ว่า จะปัดสวะ ปัดภาระพ้นๆ ไปจากสายตา
ไม่ใช่การบำบัดน้ำเสีย หรือบำบัดหนี้เสียให้กลับกลายเป็นหนี้ดี
หวังเพียงภาพลักษณ์ของการตบแต่งบัญชี ที่ว่ายอดหนี้เน่าทั้งหลาย เมื่อซุกเข้าไปกองเดียวกับธนาคารออมสินซึ่งมียอดสินเชื่อและเงินทุนขนาดมหึมาแล้ว สัดส่วนอาจจะดูน่าเกลียดน้อยลง
ทว่าไม่คำนึงถึงผลกระทบและความเสียหายของแผ่นดินอย่างแท้จริง เพราะหนี้เน่าก็จะมากขึ้นด้วยจงใจที่จะเน่า แถมธนาคารออมสินซึ่งมีเงินฝากจากประชาชนทั่วประเทศก็จะเสียความน่าเชื่อถือ และรับภาระอันเป็นผลจากนโยบายประชานิยมของรัฐบาลทุนสามานย์ไปเต็มๆ
3) การที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ โดยนายกฯ และรัฐมนตรีคลัง พยายามออกมาอ้างเพียงว่าเป็นข้อเสนอของเวิร์ลแบงก์ จึงเป็นการกระทำที่ตัดตอนความจริง ปัดสวะให้พ้นตัว
ตราบใดที่รัฐบาลยังพยายามถลุงเงินแผ่นดินไปกับนโยบายประชานิยมทั้งหลาย เพียงเพื่อแลกกับคะแนนนิยมทางการเมืองของตนเอง โดยใช้สถาบันการเงินของรัฐเป็นเครื่องมือต่อไปเรื่อยๆ ปัญหาลักษณะนี้ก็จะทบทวี พอกพูน และหนักหนาสาหัส จนเกินกว่าที่คนอย่างนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง จะรับผิดชอบต่อระบบเศรษฐกิจการเงินการคลังของประเทศชาติที่ค่อยๆ พังทลายลงไป
4) ข้อที่สะท้อนว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์ไม่จริงใจกับการแก้ปัญหา ก็เพราะมีกรณีอื่นๆ ที่เวิลด์แบงก์ตั้งข้อสังเกต เสนอแนะ โดยชี้ว่าจะเป็นอันตรายต่อเศรษฐกิจของประเทศไทย หากรัฐบาลยังหลับหูหลับตาเดินหน้าต่อไปตามเดิม แต่รัฐบาลชุดนี้กลับไม่สนใจใยดี ไม่สมอ้างรับลูกเวิลด์แบงก์มาแบบนี้เลยแม้แต่น้อย
นั่นคือ นโยบายรับจำนำข้าว
เวิลด์แบงก์ประเมินว่า รัฐบาลไทยกำลังเสี่ยงขาดทุนจากการดำเนินนโยบายรับจำนำข้าว ปีละกว่า 150,000 ล้านบาท!
ดร.กิริฎา เภาพิจิตร นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารโลก เปิดเผยรายงาน "ตามติดเศรษฐกิจไทย" ระบุว่า
“การใช้จ่ายที่นำไปใช้ในโครงการของรัฐหลายเรื่อง รวมถึงโครงการรับจำนำข้าว ที่ดำเนินโครงการผ่านสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ จะทำให้อนาคตส่งผลต่องบการเงินของสถาบันการเงินกลุ่มนี้ได้ ขณะเดียวกันจะเป็นหนี้สาธารณะซ่อนเร้นของรัฐ ซึ่งท้ายที่สุดรัฐบาลต้องเข้ามารับภาระหนี้ดังกล่าวจนส่งผลต่อฐานะการคลังโดยภาพรวมได้”
ธนาคารโลกระบุด้วยว่า รัฐบาลไทยจะต้องใช้งบประมาณ 450,000 ล้านบาท หรือราว 3.8% ของจีดีพี สำหรับฤดูกาลเก็บเกี่ยวปี 2555-2556
“เนื่องจากการรับจำนำข้าวอาจเพิ่มขึ้นเป็น 25 ล้านตัน เพราะฉะนั้น ค่าใช้จ่ายก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย แต่รายรับก็ต้องขึ้นอยู่กับราคาข้าวในตลาดโลก และปริมาณข้าวที่ไทยสามารถปล่อยออกไปขายได้ด้วย ในส่วนนี้ธนาคารโลกประมาณการไว้ว่า ถ้าไทยสามารถขายข้าวที่มีอยู่ในคลังสินค้า ทั้งหมด 25 ล้านตันที่จะจำนำได้ในปีหน้า น่าจะทำให้การขาดทุนอยู่ที่ประมาณ 1% ของจีดีพี”
ปรากฏว่า ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้วยิ่งตอกย้ำถึงความเสียหายของนโยบายว่ามีแต่จะบานปลาย ไม่มีที่สิ้นสุด การระบายข้าวมีปัญหา การส่งออกมีปัญหา ไม่เป็นไปตามเป้า มีทั้งการทุจริตโกงกิน จีทูเจี๊ยะ เงินที่รัฐได้กลับมาจากการระบายข้าวไม่เป็นไปตามแผนที่กระทรวงพาณิชย์เคยคุยโวไว้
กระทรวงการคลังเริ่มร้อนๆ หนาวๆ ถึงกับทำหนังสือทวงเงินจากกระทรวงพาณิชย์
ออกตัวดังเอี๊ยดดดดด!
เป็นนัยว่าพยายามจะป้องกันตนเองมิให้ถูกเล่นงานฐานละเว้นจนก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงในอนาคต
ล่าสุด ธ.ก.ส.ก็ยังได้รับเงินมาเพียง 61,000 ล้านบาท จากที่กระทรวงพาณิชย์ตกลงไว้ว่าจะจ่ายคืนให้ก่อนสิ้นปี 2555 จำนวน 85,000 ล้านบาท
ที่สำคัญ เงินที่ได้มานั้น ก็เป็นการล้วงเอาเงินจากการขายสินค้าเกษตรตัวอื่น อาทิ มันสำปะหลัง มัดรวมมาคืนให้ ธกส.ไปก่อน โดยเป็นเงินที่ได้มาจากการระบายข้าวจริงๆ ราว 5 หมื่นล้านบาทเท่านั้น!
ถึงเพียงนี้แล้ว โครงการรับจำนำข้าวก็ยังพยายามดิ้นรนจะเงินกู้ ธกส.เพิ่มเติมอีก 70,000 ล้านบาท หวังทุเลาการระบายข้าวไม่ทัน แต่ปรากฏว่าเต็มกลืน หนี้ล้นคอหอย เบนเข็มจะไปเอาเงินจากการระบายสินค้าชนิดอื่นๆ มาถมโครงการจำนำข้าวลูกเดียว ไม่ว่าจะเป็นมันสำปะหลัง ยางพารา ฯลฯ
ทั้งหมดนี้ เพียงเพราะรัฐบาลยิ่งลักษณ์ไม่ยอมทบทวนปรับปรุงแก้ไขนโยบายรับจำนำข้าว ทั้งๆ ที่ ถูกแฉหมดเปลือกไปแล้วว่าผู้ได้รับผลประโยชน์แท้จริงจากโครงการ คือ โรงสี และนักธุรกิจผู้มีเส้นสายใกล้ชิดการเมือง
ทีโครงการแบบนี้ ไม่ยอมฟังข้อเสนอแนะเวิลด์แบงก์ หรือแม้แต่ทีดีอาร์ไอ ตลอดจนนักเศรษฐศาสตร์ทั้งหลาย ไม่เว้นแม้แต่พรรคพวกเดียวกันอย่าง ดร.โกร่ง
ทำให้ ธกส.สุ่มเสี่ยงที่จะตกเป็นเหยื่อทุนนิยมสามานย์ ไม่ต่างกับเอสเอ็มอีแบงก์ ในเร็ววัน
หรือนี่คือชะตากรรมของสถาบันการเงินของรัฐใต้ระบอบทักษิณ?
ที่มา:http://www.naewna.com/politic/columnist/5256
ปล.เริ่มเห็นผล นโยบายประชานิยม ชัดเจนมากขึ้นแล้วนะครับ....เอิ๊ก ๆ ๆ