พนักงานสอบสวน สน.มีนบุรี เตรียมสอบปากคำ “พัตเตอร์”น้องชายดาราสาวหลังมีลายนิ้วมือปรากฎที่เกิดเหตุ หากพบเป็นคนเอาทรัพย์สินไปชี้กฎหมายเปิดช่องคนในครอบครัวสามารถยอมความได้
พ.ต.ท.เทพทัต เมตตพันธุ์ พนักงานสอบสวน ผู้ชำนาญการพิเศษ สน.มีนบุรี เปิดเผยความคืบหน้ากรณี แพนเค้ก เขมนิจ จามิกรณ์ นางเอกช่อง 7 เข้าแจ้งความว่า มีคนร้ายเข้าไปลักทรัพย์ในบ้านพักเลขที่ 295/1-3 หมู่บ้านริมสวน ซอยรามอินทรา 119/1 แขวงและเขตมีนบุรี ท้องที่สน.มีนบุรี ได้ทรัพย์สินไปประกอบด้วย นาฬิกาโรเล็กซ์ 1 เรือน แหวนทองล้อมเพชร 1 วง และตุ้มหูเพชร 1 คู่ รวมมูลค่า 215,000 บาท ที่วางไว้บนอ่างล้างหน้าภายในห้องน้ำของห้องนอน แต่ต่อมาภายหลัง แพนเค้ก เขมนิจ พร้อมนางนวลนง จามิกรณ์ มารดา กลับออกมาแถลงว่าทรัพย์สินได้คืนมาแล้ว ไม่มีใครขโมยไปแค่วางไว้ผิดที่เท่านั้น เป็นเรื่องเข้าใจผิดในครอบครัว และปฏิเสธว่า นายภัทรนันท์ หรือพัตเตอร์ จามิกรณ์ น้องชายแพนเค้กไม่ได้เป็นคนนำทรัพย์สินไป พร้อมกับเตรียมเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อขอถอนแจ้งความในคดีลักทรัพย์เร็วๆ นี้ตามที่เป็นข่าวไปแล้วนั้น ว่าขณะนี้ยังไม่ได้ติดต่อไปยังครอบครัวของแพนเค้ก คาดว่าจะติดต่อในวันนี้หรือพรุ่งนี้ เพื่อมาให้ปากคำเพิ่มเติม
พ.ต.ท.เทพทัต กล่าวอีกว่า โดยจะต้องเรียกทั้งแพนเค้ก นางนวลนง และนายภัทรนันท์ มาให้ปากคำเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า เรื่องราวเป็นอย่างไร ทั้งนี้จากผลการตรวจลายนิ้วมือในที่เกิดเหตุจากกองพิสูจน์หลักฐานระบุว่า เป็นลายนิ้วมือของนายภัทรนันท์ ดังนั้นจะต้องสอบปากคำอย่างละเอียดว่าเป็นอย่างไร เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวหรือไม่ ซึ่งเบื้องต้นจะใช้วิธีโทรศัพท์ให้มาให้ปากคำก่อน แต่หากยังไม่มีใครมาก็จะต้องมีการออกหมายเรียกต่อไป ส่วนจะเป็นการแจ้งความเท็จหรือไม่ ต้องสอบปากคำเพิ่มเติมว่าผู้เสียหายมีเจตนาแจ้งความเท็จหรือไม่ ซึ่งหากรู้ว่าของไม่ได้ถูกขโมยไปตั้งแต่แรกแล้วมาแจ้งความ ก็จะเข้าข่ายความผิดแจ้งความเท็จ แต่หากเชื่อว่าถูกคนร้ายลักทรัพย์ตั้งแต่แรกโดยสุจริตใจ แล้วมารู้ทีหลังว่าไม่ได้ถูกขโมยไปแล้วรีบมาแจ้งความว่าได้ของคืนแล้วนั้น ก็ไม่เข้าข่ายแจ้งความเท็จไม่มีความผิด ส่วนกรณีที่พบลายนิ้วมือของนายภัทรนันท์ในที่เกิดเหตุจนเป็นที่ตั้งข้อสังเกตว่าจะเป็นคนลักทรัพย์หรือไม่นั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องตรวจสอบตามคำให้การเพื่อหาข้อเท็จจริง
พ.ต.ท.เทพทัต กล่าวต่อว่า หากสอบปากคำแล้วนายภัทรนันท์ยอมรับว่าเป็นคนขโมยไปจริงก็จะเข้าข่ายความผิด แต่เรื่องนี้ในทางกฎหมายสามารถให้ยอมความกันได้ เพราะถือว่าผู้ลักทรัพย์ไปเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน แต่ก็ต้องมาให้ปากคำแล้วถอนแจ้งความ โดยต้องเอาของกลางมาสำแดงให้ตนเห็นด้วยว่ามีอะไรบ้างที่ได้คืนมาครบหรือไม่ ทางตนก็จะได้ทำเรื่องตรวจยึดเป็นบัญชีของกลาง แล้วทำเป็นบัญชีทรัพย์สินถูกประทุษร้ายได้คืน ก่อนจะคืนให้กลับเจ้าของตามเดิม แต่หากไม่มีใครลักทรัพย์ไปเป็นเพียงเรื่องเข้าใจผิดก็ต้องนำของทั้งหมดมาแสดงกับตนด้วยเช่นเดียวกัน หากไม่มีก็ต้องชี้แจงให้ได้ว่าทำไมทรัพย์สินถึงอยู่ไม่ครบ เรื่องนี้ไม่ว่าใครจะพูดอะไรหรือจะแถลงข่าวอะไรก็ยังไม่ถือว่าเป็นผลต่อคดี คดีจะมีผลก็ต่อเมื่อผู้เสียหายเข้าให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวนเท่านั้น จึงสามารถสรุปสำนวนคดีได้
“ซึ่งหากจะถอนแจ้งความก็สามารถกระทำได้ แต่ต้องดูว่าเข้าข่ายความผิดหรือไม่ ซึ่งหากเป็นความผิดในครอบครัวหรือการลักทรัพย์ในครอบครัวก็สามารถยอมความและถอนแจ้งได้ แต่ในสำนวนของตนขณะนี้ในทางคดียังถือว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องของการถูกลักทรัพย์อยู่ แม้ว่าผู้เสียหายจะแถลงข่าวไปแล้วว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิดในครอบครัวก็ตาม จะต้องเดินทางมาให้ปากคำเพื่อลงบันทึกประจำวันเพิ่มเติมก่อนจึงจะมีผลในทางคดี” พ.ต.ท.เทพทัต กล่าว

ตร.จ่อเรียกน้อง ‘แพนเค้ก‘ สอบ หลังมีลายนิ้วมือที่เกิดเหตุ
พนักงานสอบสวน สน.มีนบุรี เตรียมสอบปากคำ “พัตเตอร์”น้องชายดาราสาวหลังมีลายนิ้วมือปรากฎที่เกิดเหตุ หากพบเป็นคนเอาทรัพย์สินไปชี้กฎหมายเปิดช่องคนในครอบครัวสามารถยอมความได้

พ.ต.ท.เทพทัต เมตตพันธุ์ พนักงานสอบสวน ผู้ชำนาญการพิเศษ สน.มีนบุรี เปิดเผยความคืบหน้ากรณี แพนเค้ก เขมนิจ จามิกรณ์ นางเอกช่อง 7 เข้าแจ้งความว่า มีคนร้ายเข้าไปลักทรัพย์ในบ้านพักเลขที่ 295/1-3 หมู่บ้านริมสวน ซอยรามอินทรา 119/1 แขวงและเขตมีนบุรี ท้องที่สน.มีนบุรี ได้ทรัพย์สินไปประกอบด้วย นาฬิกาโรเล็กซ์ 1 เรือน แหวนทองล้อมเพชร 1 วง และตุ้มหูเพชร 1 คู่ รวมมูลค่า 215,000 บาท ที่วางไว้บนอ่างล้างหน้าภายในห้องน้ำของห้องนอน แต่ต่อมาภายหลัง แพนเค้ก เขมนิจ พร้อมนางนวลนง จามิกรณ์ มารดา กลับออกมาแถลงว่าทรัพย์สินได้คืนมาแล้ว ไม่มีใครขโมยไปแค่วางไว้ผิดที่เท่านั้น เป็นเรื่องเข้าใจผิดในครอบครัว และปฏิเสธว่า นายภัทรนันท์ หรือพัตเตอร์ จามิกรณ์ น้องชายแพนเค้กไม่ได้เป็นคนนำทรัพย์สินไป พร้อมกับเตรียมเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อขอถอนแจ้งความในคดีลักทรัพย์เร็วๆ นี้ตามที่เป็นข่าวไปแล้วนั้น ว่าขณะนี้ยังไม่ได้ติดต่อไปยังครอบครัวของแพนเค้ก คาดว่าจะติดต่อในวันนี้หรือพรุ่งนี้ เพื่อมาให้ปากคำเพิ่มเติม
พ.ต.ท.เทพทัต กล่าวอีกว่า โดยจะต้องเรียกทั้งแพนเค้ก นางนวลนง และนายภัทรนันท์ มาให้ปากคำเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า เรื่องราวเป็นอย่างไร ทั้งนี้จากผลการตรวจลายนิ้วมือในที่เกิดเหตุจากกองพิสูจน์หลักฐานระบุว่า เป็นลายนิ้วมือของนายภัทรนันท์ ดังนั้นจะต้องสอบปากคำอย่างละเอียดว่าเป็นอย่างไร เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวหรือไม่ ซึ่งเบื้องต้นจะใช้วิธีโทรศัพท์ให้มาให้ปากคำก่อน แต่หากยังไม่มีใครมาก็จะต้องมีการออกหมายเรียกต่อไป ส่วนจะเป็นการแจ้งความเท็จหรือไม่ ต้องสอบปากคำเพิ่มเติมว่าผู้เสียหายมีเจตนาแจ้งความเท็จหรือไม่ ซึ่งหากรู้ว่าของไม่ได้ถูกขโมยไปตั้งแต่แรกแล้วมาแจ้งความ ก็จะเข้าข่ายความผิดแจ้งความเท็จ แต่หากเชื่อว่าถูกคนร้ายลักทรัพย์ตั้งแต่แรกโดยสุจริตใจ แล้วมารู้ทีหลังว่าไม่ได้ถูกขโมยไปแล้วรีบมาแจ้งความว่าได้ของคืนแล้วนั้น ก็ไม่เข้าข่ายแจ้งความเท็จไม่มีความผิด ส่วนกรณีที่พบลายนิ้วมือของนายภัทรนันท์ในที่เกิดเหตุจนเป็นที่ตั้งข้อสังเกตว่าจะเป็นคนลักทรัพย์หรือไม่นั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องตรวจสอบตามคำให้การเพื่อหาข้อเท็จจริง
พ.ต.ท.เทพทัต กล่าวต่อว่า หากสอบปากคำแล้วนายภัทรนันท์ยอมรับว่าเป็นคนขโมยไปจริงก็จะเข้าข่ายความผิด แต่เรื่องนี้ในทางกฎหมายสามารถให้ยอมความกันได้ เพราะถือว่าผู้ลักทรัพย์ไปเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน แต่ก็ต้องมาให้ปากคำแล้วถอนแจ้งความ โดยต้องเอาของกลางมาสำแดงให้ตนเห็นด้วยว่ามีอะไรบ้างที่ได้คืนมาครบหรือไม่ ทางตนก็จะได้ทำเรื่องตรวจยึดเป็นบัญชีของกลาง แล้วทำเป็นบัญชีทรัพย์สินถูกประทุษร้ายได้คืน ก่อนจะคืนให้กลับเจ้าของตามเดิม แต่หากไม่มีใครลักทรัพย์ไปเป็นเพียงเรื่องเข้าใจผิดก็ต้องนำของทั้งหมดมาแสดงกับตนด้วยเช่นเดียวกัน หากไม่มีก็ต้องชี้แจงให้ได้ว่าทำไมทรัพย์สินถึงอยู่ไม่ครบ เรื่องนี้ไม่ว่าใครจะพูดอะไรหรือจะแถลงข่าวอะไรก็ยังไม่ถือว่าเป็นผลต่อคดี คดีจะมีผลก็ต่อเมื่อผู้เสียหายเข้าให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวนเท่านั้น จึงสามารถสรุปสำนวนคดีได้
“ซึ่งหากจะถอนแจ้งความก็สามารถกระทำได้ แต่ต้องดูว่าเข้าข่ายความผิดหรือไม่ ซึ่งหากเป็นความผิดในครอบครัวหรือการลักทรัพย์ในครอบครัวก็สามารถยอมความและถอนแจ้งได้ แต่ในสำนวนของตนขณะนี้ในทางคดียังถือว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องของการถูกลักทรัพย์อยู่ แม้ว่าผู้เสียหายจะแถลงข่าวไปแล้วว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิดในครอบครัวก็ตาม จะต้องเดินทางมาให้ปากคำเพื่อลงบันทึกประจำวันเพิ่มเติมก่อนจึงจะมีผลในทางคดี” พ.ต.ท.เทพทัต กล่าว